|
ผ่าขุมทรัพย์ 3G จริงหรือ ถ้าค่าประมูลคลื่น 3G แพงแล้ว ผู้บริโภคจะเดือดร้อน? |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 26 พฤศจิกายน 2009 |
|

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เจ้าเก่าแห่ง ทีดีอาร์ไอตั้งคำถามซื่อๆ ผ่านสื่อมวลชน จริงหรือ ถ้าค่าประมูลคลื่น 3G แพงแล้ว ผู้บริโภคจะเดือดร้อน? เสียบ กทช. ซึ่งหน้า ระหว่างประชาชนและผู้ประกอบการ ใครเป็นนายของคุณ?
1. นิทานเรื่องต้นทุนคลื่นกับค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ในช่วงที่จะมีการประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทย และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต่างพยายามเล่านิทานว่า หากการประมูลคลื่นความถี่ 3G ทำให้ตนมีต้นทุนสูง ผู้ที่จะรับผลกระทบก็คือ ผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบการจะผลักภาระดังกล่าวไปให้ผู้บริโภค
ดูเหมือนว่า นิทานดังกล่าวจะประสบ ความสำเร็จไม่น้อย เพราะสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งก็ออกมารับลูก แม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อดีตเศรษฐศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ก็ยังเผลอไปขานรับความคิดนี้กับเขาไปด้วย
บทความนี้มีจุดประสงค์ที่จะตอบคำถามว่า ถ้าราคาการประมูลค่าคลื่นความถี่แพงขึ้นแล้วผู้บริโภคจะต้องรับภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่?
2. ค่าประมูลคลื่นความถี่ไม่มีผลต่อค่าบริการ คำตอบสั้นๆ ต่อคำถามดังกล่าวก็คือ ค่าประมูลคลื่นความถี่ไม่มีผลต่อค่าบริการ ตัวอย่างที่ยืนยันข้อสรุปดังกล่าวได้ก็คือ ค่าสัมปทานฟรีทีวี ซึ่งสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องในประเทศไทย จ่ายกันในคนละอัตรา เพราะรับสัมปทานมาจากหน่วยงานรัฐคนละช่อง
เช่น ช่อง 7 ซึ่งรับสัมปทานจาก กองทัพบก มีค่าสัมปทานเพียง 270 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ ไอทีวี เมื่อยังประกอบการอยู่มีค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี ปรากฏว่า อัตราค่าโฆษณาที่ช่อง 7 จัดเก็บจากผู้โฆษณาสินค้า (ซึ่งถือเป็นผู้บริโภคหรือลูกค้าของสถานีโทรทัศน์) ในช่วงเวลาละครหลังข่าวกลับสูงถึง 4-5 แสนบาทต่อนาที
ในขณะที่ ไอทีวี มีอัตราค่าโฆษณาในช่วงเวลาเดียวกันต่ำกว่า 1 แสนบาท ทั้งที่มีต้นทุนค่าสัมปทานสูงกว่าช่อง 7 มากผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมค่าคลื่นความถี่จึงไม่มีผลต่อราคาที่ผู้ประกอบการจะเก็บจากผู้บริโภค แนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ท่านเข้าใจปริศนานี้ได้ก็คือ การกลับคำถามว่า ถ้าราคาการประมูลค่าคลื่นความถี่ถูกลงแล้ว ผู้ประกอบการจะลดราคาค่าบริการให้ผู้บริโภคหรือไม่?
หรือสมมติแบบสุดขั้วก็คือ ถ้าผู้ประกอบการได้คลื่นความถี่ 3G ไปแบบฟรีๆ แล้ว ผู้ประกอบการจะให้เราใช้ โทรศัพท์ 3G ฟรีหรือเกือบฟรีหรือไม่?
คำตอบก็คือ ไม่มีทาง เพราะการได้คลื่นความถี่ไปถูกๆหรือฟรี ถือเป็น “ลาภลอย” ที่เป็น “อ้อยเข้าปากช้าง” ไปแล้ว ผู้ประกอบการจะคิดค่าบริการเท่าไร จะขึ้นอยู่กับสภาพตลาดว่ามีการแข่งขันมากหรือน้อย แน่นอน ถ้ามีการแข่งขันมากผู้ประกอบการย่อมไม่สามารถคิดค่าบริการแพงได้ เพราะจะถูกผู้ประกอบการรายอื่นตัดราคา แต่ ถ้ามีการแข่งขันน้อย ผู้ประกอบการย่อมสามารถคิดค่าบริการแพงเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุดได้ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าค่าบริการไม่เกี่ยวกับราคาของคลื่นความถี่ที่ประมูลได้เลย
3. จะรู้ทันผู้ประกอบการ ก็ต้องคิดอย่างผู้ประกอบการ เพื่อให้เข้าใจประเด็นที่กล่าวมาดีขึ้น เรามาลองสมมติกันว่า เราเป็นผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ในปัจจุบัน ซึ่งจะเข้าประมูลคลื่น 3G คำถามก็คือ เราจะควรเสนอราคาใน การประมูลสูงสุดเท่าไร? ถ้าผมเป็นผู้ประกอบการ ผมจะทำแผนธุรกิจ (business plan) โดยคิดตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ก่อนอื่น ผมจะดูว่าตลาดนี้มีคู่แข่งกี่ราย มากหรือน้อย จะมีการตัดราคากันหรือไม่ พร้อมๆ กับดูว่า ผู้ที่ต้องการใช้บริการมีกำลังจ่ายสูงสุดเท่าไร ซึ่งจะทำให้ผมรู้ว่าควรกำหนดราคาค่าบริการเท่าไรถึงจะได้กำไรสูงสุด
2. ผมจะคำนวณดูว่า การได้คลื่นความถี่ 3G จะก่อให้เกิดรายได้แก่ผมเท่าไร ตามค่าบริการที่คิดมาแล้วในข้อแรก เช่นสมมติว่าจะได้รายได้ 1 แสนล้านบาทในการให้บริการตลอดอายุใบอนุญาต
3. ผมจะคำนวณต่อไปว่า จะต้องลงทุนต่างๆ เช่น วางโครงข่ายเท่าไร เพื่อให้ได้รายได้ข้างต้น สมมติว่าต้องลงทุน 3 หมื่นล้านบาท
4. เมื่อได้ตัวเลขรายได้และต้นทุนในการลงทุนแล้ว ผมก็จะรู้ได้ทันทีว่า จะมีกำไรขั้นต้นที่ 7 หมื่นล้านบาท (รายได้ 1 แสนล้านบาทลบด้วยต้นทุน 3 หมื่นล้านบาท)
5. จากกำไรขั้นต้นดังกล่าว ผมจะไม่มีทางประมูลคลื่น 3G สูงเกินกว่า 7 หมื่นล้านบาทอย่างแน่นอนเพราะจะทำให้ขาดทุน แต่ผมจะประมูลสูงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีการแข่งขันในการประมูลแค่ไหน เช่น ถ้าแข่งขันกันน้อยจากการที่ กทช. แจกใบอนุญาตหลายใบเกินไป (อย่างที่พยายามทำอยู่ในปัจจุบัน) ผมก็อาจจะชนะประมูลที่ราคาเพียง 5 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6.5 หมื่นล้านบาท
6. ถ้ามีการแข่งขันในการประมูลมากขึ้น หรือ กทช. กำหนดค่าประมูลตั้งต้นสูงขึ้นทำให้ผมต้องประมูลที่ 2 หมื่นล้านบาทจึงจะชนะ กำไรผมก็จะลดลงเหลือ 5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ว่า ผมจะได้คลื่น 3G มาที่ 5 พันล้านบาทหรือ 2 หมื่นล้านบาทผมก็จะคิดค่าบริการเท่าเดิมตามข้อ 1 เรื่องอะไรที่ผมจะต้องไปลดค่าบริการให้ผู้ใช้ เพราะราคาที่คิดมานั้นเป็นราคาที่ผู้ใช้ยอมจ่ายอยู่แล้วจากที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถสรุปได้ 2 ประเด็นคือ หนึ่ง อัตราค่าบริการโทรศัพท์ 3G ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าประมูลคลื่นเลย เพราะต่อให้ได้คลื่นมาฟรี ผู้ประกอบการก็จะคิดค่าบริการในอัตราที่ทำให้เขาได้กำไรมากที่สุดอยู่ดี สอง ถ้าการประมูลมีการแข่งขันมาก ผู้ประกอบการจะได้กำไรลดลง แต่รัฐจะได้รายได้มากขึ้น ทำให้รัฐลดความจำเป็นในการต้องมาเก็บภาษีจากประชาชนเหมือนรัฐบาลอังกฤษที่ได้เงินจากการประมูลคลื่น 3G ถึง 1.6 ล้านล้านบาทจากการประมูลเมื่อปี2000 ทำให้สามารถเพิ่มรายจ่ายด้านสังคมขนานใหญ่ได้ โดยไม่ต้องเก็บภาษีหรือต้องกู้เงินเพิ่มเลยการประมูลได้ราคาสูงๆ จึงเป็นการดูดกำไรของเอกชนมาเป็นกำไรของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นความถี่
3. คำถามถึง กทช. ถึงจุดนี้ ถ้าท่านผู้อ่านเข้าใจแนวคิดข้างต้นแล้ว ก็คงเลิกห่วงว่า ท่านในฐานะผู้บริโภคจะถูกเก็บค่าบริการแพง เพราะประเด็นที่น่าห่วงมากกว่าก็คือ ท่านในฐานะผู้เสียภาษี หรือท่านในฐานะประชาชนเจ้าของคลื่น 3G จะได้ผลตอบแทนในการขายคลื่นดังกล่าวในราคาเหมาะสมหรือไม่แต่ถ้าท่านยังเป็นห่วงว่า ผู้บริโภคอาจถูกเก็บค่าบริการแพงด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ท่านอุ่นใจก็คือ การที่ กทช. จะต้องกำหนดอัตราค่าบริการสูงสุด ไว้ล่วงหน้าก่อน การประมูล เช่น กำหนดเป็นเงื่อนไขว่า ผู้ชนะประมูลห้ามคิดค่าโทรศัพท์ 3G เกินนาทีละ 0.50 บาทผู้ประกอบการก็จะรู้เองเมื่อทำแผนธุรกิจว่า สมควรจะยื่นประมูลคลื่นเท่าไร จากค่าบริการสูงสุดที่จัดเก็บได้ดังกล่าว นิทานของผู้ประกอบการที่ว่า ถ้าการประมูลทำให้ค่าคลื่น 3G แพงแล้ว ผู้บริโภคจะเดือดร้อน จึงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ตนได้คลื่น 3G มาถูก ๆ และได้กำไรมหาศาลเท่านั้น แต่สิ่งที่ประชาชนทำความเข้าใจได้ยากก็คือ ทำไม กทช. ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องพยายามเอาใจ กลัวว่าผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าคลื่นความถี่แพง โดยอ้างความเดือดร้อนของผู้บริโภค ทั้งที่ตนมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลค่าบริการไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ
คงต้องถาม กทช. กันตรงๆ ว่า ระหว่างประชาชนและผู้ประกอบการ ใครเป็นนายของคุณ?__
Trackback(0)
|