|
ทองคำ … ช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจ |
|
|
|
|
เสาร์, 28 พฤศจิกายน 2009 |
|

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกได้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 1,164.85 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2552 ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศทะยานขึ้นทำระดับสูงสุดครั้งใหม่ตามไปด้วย โดยราคาทองคำแท่งเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 18,350 บาท ขณะที่ หากเทียบกับสิ้นปี 2551 นั้น ราคาทองคำโลกล่าสุด (ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552) เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 33% และราคาทองคำแท่งในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นมาแล้ว 31% เป็นรองเพียงราคาน้ำมัน (เพิ่มขึ้น 92%)
และดัชนีตลาดหุ้นไทย (เพิ่มขึ้น 53%) ขณะที่สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (วัดจากดัชนี Reuters/Jefferies CRB Index ที่เพิ่มขึ้น 20%) และการลงทุนในตราสารหนี้ (วัดจากดัชนีราคาตราสารหนี้ไทยที่ลดลง 8%) นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับข้อมูลอัตราผลตอบแทนจากราคาทองคำโลกและทองคำแท่งในรูปเงินบาท พบว่า อัตราผลตอบแทนในปีนี้ปรับสูงขึ้นทำสถิติใหม่ที่ระดับ 33% เกินกว่าในปี 2550 ซึ่งอัตราผลตอบแทนของราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 31%
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างมากของราคาทองคำดังกล่าว มีสาเหตุหลักจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่หนุนความต้องการถือครองทองคำทั้งในวัตถุประสงค์ของการเป็นวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ อุตสาหกรรมฟัน และอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความต้องการลงทุนในทองคำผ่านกองทุน ETF ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ก็มีส่วนหนุนความต้องการลงทุนในทองคำเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นักลงทุนที่เริ่มเชื่อมั่นในแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ได้ทยอยเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น และสินทรัพย์ที่เชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้ออย่างทองคำมากขึ้น เมื่อมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก ภายใต้มุมมองในเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกที่คงจะช่วยหนุนความต้องการทองคำในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ฯ ที่อาจยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไปอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ตราบใดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่เริ่มต้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและธนาคารกลางชาติต่างๆ ยังคงมองหาโอกาสการกระจายสินทรัพย์ที่นับเป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์ฯ ก็น่าจะเป็นปัจจัยเสริมแนวโน้มขาขึ้นของราคาทองคำโลกและทองคำในประเทศเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากในปีหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคาด รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกและแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ขยายตัวมากนัก อาจส่งผลให้ราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เผชิญความผันผวนได้
ภายใต้มุมมองดังกล่าว การลงทุนในทองคำจึงน่าจะยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์และมีโอกาสสูงกว่าเงินเฟ้อที่คาดว่าจะทยอยปรับขึ้นมาที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 3.0-5.0% ในปี 2553 (จากที่คาดว่าจะหดตัว 0.9% ในปี 2552) สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น การลงทุนในทองคำสามารถทำได้หลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการลงทุนในแต่ละวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปประเด็นและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจไว้ดังนี้
ทองรูปพรรณและทองคำแท่ง
เดิมทีคนไทยเลือกลงทุนในทองคำผ่านการซื้อทองรูปพรรณเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ อาทิ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไล หรือแหวน นอกจากนี้ ก็ยังสะสมทองรูปพรรณเพื่อการออมและการสะสมความมั่งคั่งอีกด้วย ทั้งนี้ โดยปกติราคาทองรูปพรรณมักจะสูงกว่าราคาทองคำแท่ง เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากค่ากำเหน็จ (ค่าแรงในการแปรรูปทองคำแท่งให้เป็นทองรูปพรรณที่มีความสวยงาม) กระนั้นก็ดี เมื่อนำทองรูปพรรณไปขายคืนให้ให้กับร้านทอง ผู้ลงทุนอาจถูกหักค่าสึกหรอ เนื่องจากน้ำหนักทองคำที่ลดลงไปบ้างหลังผ่านการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งร้านทองจะตีราคาทองรูปพรรณตามน้ำหนักทองคำที่เหลืออยู่จริง ต่อมา นักลงทุนไทยหันมาให้ความสนใจที่จะลงทุนในทองคำแท่งเพื่อการเก็งกำไรในระยะยาวมากยิ่งขึ้น เพราะความกังวลที่มีต่อความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนการพุ่งทะยานของราคาทองคำในตลาดโลก ทั้งนี้ ปัจจุบันนักลงทุนสามารถลงทุนในทองคำแท่งเริ่มต้นตั้งแต่ทองคำน้ำหนัก 1 บาท ไปจนถึง 100 บาท โดยหากลงทุนในทองคำน้ำหนักมากๆ นักลงทุนอาจต้องคำนึกถึงความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายในจัดเก็บทองคำดังกล่าวด้วย
ดังนั้น จากลักษณะของการลงทุนที่มีไว้เพื่อการสะสมความมั่งคั่งท่ามกลางโอกาสการเพิ่มขึ้นแรงกดดันเงินเฟ้อ การลงทุนทั้งในทองรูปพรรณและทองคำแท่งจึงน่าจะเหมาะกับการลงทุนในระยะยาวและใช้เงินเย็นในการลงทุน เพราะหากราคาทองคำผันผวนและดิ่งลงไปต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ซื้อมา นักลงทุนอาจเลือกถือครองต่อไปเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน และอาจหาจังหวะการขายในช่วงที่ราคาทองคำปรับขึ้นแล้ว
สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures)
ตลาด Gold Futures ของไทยเป็นตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่เพียง 10 เดือน (เริ่มเปิดให้มีการซื้อขายเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2552) โดย สัญญา Gold Futures เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อขาย ณ ราคาที่ตกลงไว้ในอนาคต ซึ่งผลิตภัณฑ์การลงทุนดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ตลาดอนุพันธ์ของไทย (TFEX) นำเสนอนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงของผู้ค้าทองและนักลงทุนจากความผันผวนของราคาตลาด ทั้งนี้ การลงทุนในทองคำผ่านตลาด Gold Futures นั้น จะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 66,500 บาท ต่อ 1 สัญญา (Initial Margin คือ เงินวางค้ำประกันเริ่มแรก ประมาณ 10% ของมูลค่าสัญญา) ซึ่งแตกต่างการลงทุนในทองคำจริงๆ ที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายชำระเงินเต็มจำนวนตามน้ำหนักของทองคำที่ซื้อ อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน Gold Futures ในตลาด TFEX จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงให้กับผู้ลงทุน แต่จะใช้วิธีการจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นด้วยเงินสด (Cash Settlement) ซึ่งการคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 500 บาท ต่อ 1 สัญญา (1 สัญญา เท่ากับ ทองคำ 50 บาท) แต่หากซื้อขายจำนวนมากต่อวัน ก็จะมีส่วนลดตามขั้นบันได (Sliding Scale)
สำหรับกลยุทธ์การทำกำไรในสัญญา Gold Futures นั้น นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนได้ทั้งทิศทางราคาทองคำขาขึ้นและทิศทางราคาทองคำขาลง ซึ่งราคา Gold Futures จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามราคาเสนอซื้อขายในตลาด ทำให้นักลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างสม่ำเสมอ โดยหากนักลงทุนขาดทุนมากจนกระทั่งเงินลงทุนต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพที่ระดับ 46,500 ต่อ 1 สัญญา (Maintenance Margin คือ วงเงินที่นักลงทุนจะต้องรักษาระดับเงินในบัญชีไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือ 70% ของ Initial Margin) นอกจากนี้ หากสถานะ Gold Futures ที่ถือครองอยู่เกิดผลขาดทุนมากจนกระทั่งเงินหลักประกัน (Initial Margin) ลดลงไปต่ำกว่าระดับบังคับปิดสถานะที่ระดับ 19,950 บาท (Force Close) และผู้ลงทุนไม่สามารถฝากเงินเข้ามาภายใน 1 ชั่วโมงตามที่โบรกเกอร์รายงานไป สัญญา Gold Futures อาจถูกโบรกเกอร์ปิดสถานะเพื่อหยุดผลขาดทุนดังกล่าว ขณะเดียวกัน นักลงทุนอาจต้องตระหนักถึงข้อจำกัดในด้านที่แต่ละสัญญามีระยะเวลากำหนด (2 เดือน) และหากต้องการลงทุนอีก ต้องซื้อสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งทำให้มีต้นทุนในการลงทุนเพิ่มขึ้นมา
ดังนั้น การลงทุนในสัญญา Gold Futures จึงค่อนข้างเหมาะกับการลงทุนในระยะสั้น (ไม่เกิน 2 เดือน) แต่หากต้องการลงทุนในระยะที่ยาวขึ้น นักลงทุนอาจทำการต่ออายุสัญญา (roll over) โดยการปิดฐานะสัญญารุ่นเดือนที่กำลังจะสิ้นสุดอายุ และเปิดฐานะสัญญาในรุ่นเดือนถัดไป* ขณะที่ นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การลงทุนดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้ ควรติดตามสถานะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมทั้งอัตราผลกำไรและขาดทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถจัดการได้ เพราะหากเกิดภาวะขาดทุนเนื่องจากทิศทางของราคาทองคำไม่เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า นักลงทุนก็สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การซื้อขายได้อย่างทันท่วงที
กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ
กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำเป็นกองทุนรวมที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจาการลงทุนในทองคำให้มากที่สุด โดยสำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำในประเทศไทยนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน 2 ลักษณะดังนี้
กองทุนรวมที่ไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งในต่างประเทศ (Gold Fund) อาทิ SPDR Gold Trust (หรือ StreetTRACKS Gold Trust) ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปของกำไรส่วนเกินในกองทุนในต่างประเทศ หรือผลตอบแทนการลงทุนในตราสารอื่นๆ ที่กองทุนเข้าลงทุน เช่น หากผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก 10 บาทต่อหน่วย ต่อมา มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มเป็น 11 บาทต่อหน่วย แสดงว่าผู้ลงทุนได้กำไร 1 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ สำหรับเงินลงทุนขั้นต้นในกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำดังกล่าว จะเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มลงทุนโดยใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มาก และสามารถถือครองหน่วยลงทุนได้ยาวนานตามต้องการ โดยหากมูลค่าหน่วยลงทุนในปัจจุบันมากกว่าหน่วยลงทุนเริ่มแรก นักลงทุนอาจพิจารณาขายหน่วยลงทุนออกมาเพื่อทำกำไรก็ได้ สำหรับค่าธรรมเนียมการจัดการนั้น เนื่องจากกองทุนรวมประเภทนี้ไม่ได้ลงทุนในทองคำโดยตรง แต่เป็นการนำเงินไปลงทุนในกองทุนทองคำในต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง ทำให้บลจ.อาจต้องคิดค่าธรรมเนียม 2 ต่อ โดยปัจจุบันค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.3% ของมูลค่าหน่วยลงทุน
สำหรับความน่าสนใจของกองทุนรวมประเภทนี้ คือ Gold Fund บางแห่งมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละประมาณ 4 ครั้ง (ในกรณีที่มีกำไร) ซึ่งค่อนข้างจะดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว และเหมาะกับนักลงทุนที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในทองคำและต้องการลงทุนผ่านการบริหารกองทุนของผู้จัดการกองทุน กระนั้นก็ดี เมื่อมองในแง่ของปัจจัยที่นักลงทุนควรตระหนัก คือ กองทุนรวมประเภทนี้มีลักษณะเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) จึงค่อนข้างมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและมูลค่าหน่วยลงทุนที่เคลื่อนไหวตามราคาทองคำในตลาดโลก และแม้ว่าบลจ.บางแห่งจะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโดยการทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า แต่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดังกล่าวอาจไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ทั้งหมด
กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาทองคำ(Gold Linked Fund)
กองทุนประเภทนี้มีลักษณะเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งจะเน้นลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาทองคำในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ (ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือดอลลาร์ออสเตรเลีย) ทั้งนี้ กองทุนจะได้รับการชำระคืนเงินต้นเต็มจำนวนเมื่อครบอายุตราสารในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ (อายุสัญญาประมาณ 1-2 ปี) และตัดสินใจลงทุนในตราสารฉบับใหม่ต่อไป ขณะที่ ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหน่วยลงทุนในกรณีที่มีการคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำตามที่กำหนดไว้ นั่นคือ หากราคาทองคำ ณ วันที่สิ้นสุดสัญญาลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับราคาทองคำ ณ วันแรกที่ทำสัญญาลงทุน กองทุนจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน Structured Note ที่อ้างอิงกับราคาทองคำเพิ่มเติม (ประมาณ 8.0-12.0%) ซึ่งก็จะปัจจัยในการช่วยหนุนให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าวปรับสูงขึ้น แต่หากราคาทองคำ ณ วันที่สิ้นสุดสัญญาลงทุนน้อยกว่าราคาทองคำ ณ วันแรกที่ทำสัญญาลงทุน กองทุนจะไม่ได้ผลตอบแทนจากตราสารดังกล่าวแต่จะยังคงได้รับเงินต้นคืนในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ (อัตราผลตอบแทน 0%) อาจมีผลต่อการเพิ่มขึ้นมูลค่าหน่วยลงทุนในกองทุนรวมนั้นๆ สำหรับมูลค่าขั้นต่ำหรับการสั่งซื้อครั้งแรกของกองทุนรวมประเภท Gold Linked Fund นั้น เริ่มต้นที่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป โดยมีระยะเวลาการลงทุนประมาณ 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินต้นและผลตอบแทนที่กองทุนจะได้รับอยู่ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนดังกล่าวอาจเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ซึ่งคงจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้จัดการกองทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน (Hedging) ในการทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Derivatives)
ตารางเปรียบเทียบช่องทางการลงทุนต่างๆ ในทองคำ
ช่องทางการลงทุน ทองรูปพรรณและทองคำแท่ง Gold Futures กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ขนาดการลงทุน ลงทุนตามน้ำหนักทองคำ สัญญา Gold Futures 1 สัญยา เท่ากับ ทองคำ 96.5% น้ำหนัก 50 บาท ลงทุนไม่ต่ำกว่ามูลค่าขึ้นต่ำในการซื้อครั้งแรกที่แต่ละกองทุนกำหนดไว้
จุดเด่น สะสมความมั่งคั่ง สามารถใช้เป็นเครื่องประดับ หรือถือไว้เพื่อเป็นการกระจายพอร์ตการลงทุน เครื่องมือการลงทุนเพื่อการเก็งกำไร ซื้อขายสะดวกผ่านโบรกเกอร์ทางโทรศัพท์ หรือทางอินเตอร์เน็ต นักลงทุนสามารถเก็งกำไรได้ทั้งทิศทางราคาทองคำขาขึ้นและขาลง ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมากนัก มีผู้เชี่ยวชาญบริหารเงินกองทุน ไม่ต้องเก็บรักษาทองคำไว้
เงินลงทุนขั้นต้น จ่ายชำระเต็มจำนวนตามน้ำหนักของทองคำ ผู้ลงทุนวางเงินหลักประกัน (Initial Margin) ไว้ก่อนซื้อขาย 66,500 บาทต่อสัญญา (เงินหลักประกันไม่ถึง 10% ของมูลค่าสัญญา) ลงทุนเริ่มต้นหลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท
ระยะเวลาการลงทุน เก็บเป็นสินทรัพย์ลงทุนระยะยาว เป็นการลงทุนหรือการบริหารความเสี่ยงระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน ระยะปานกลางและระยะยาว
ค่าธรรมเนีนมการซื้อขาย ไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย แต่มีส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อคืนที่ขั้นต่ำ 100 บาทต่อทองคำน้ำหนัก 1 บาท มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย สัญญาละ 500 บาท แต่หากซื้อขายจำนวนมากต่อวันจะมีส่วนลดลงตามขั้นบันได Sliding Scale กองทุนจะเก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการกองทุนจากผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบลจ.กำหนด (ประมาณ 0.4-1.0% ของมูลค่าหน่วยลงทุน) รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (ประมาณ 0.2-0.3% ของมูลค่าหน่วยลงทุน)
กลยุทธ์ทำกำไร กลยุทธ์ขาขึ้น โดยซื้อและถือยาวเพื่อรอทำกำไรเมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น กลยุทธ์ลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อก่อขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ ทำให้สามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด กลยุทธ์ขาขึ้น โดยนักลงทุนที่ลงทุนควรถือหน่วยลงทุนไปจนกระทั่งมูลค่าหน่วยลงทุน ณ ปัจจุบัน ปรับขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าหน่วยลงทุนที่ซื้อครั้งแรก
ช่องทางการซื้อขาย ติดต่อซื้อขายโดยตรงกับร้านค้าทอง ผ่านระบบของ TFEX ผู้ลงทุนสามารถซื้อขาย Gold Futures ได้สะดวกรวดเร็วโดยโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์อนุพันธ์หรือส่งคำสังซื้อขายด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต ซื้อหน่วยลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.)
ความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจต้องเผชิญ การผันผวนของราคาทองคำและความปลอดภัยในการจัดเก็บรักษา หากคาดการณ์ทิศทางราคาทองคำผิดพลาด อาจเกิดการขาดทุนได้ กองทุนรวมประเภทนี้มีลักษณะเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) จึงค่อนข้างมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและมูลค่าหน่วยลงทุนที่เคลื่อนไหวตามราคาทองคำในตลาดโลก
ทั้งนี้ จากโอกาสการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะถัดไป คงจะทำให้การลงทุนในทองคำเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น โดยช่องทางการลงทุนในทองคำแต่ละประเภทก็จะมีคุณสมบัติและรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น นักลงทุนอาจต้องเลือกลงทุนในทองคำตามวัตถุประสงค์ของตน หากนักลงทุนมีความต้องการลงทุนในระยะยาวและสะสมความมั่งคั่งในอนาคต อาจเลือกลงทุนในทองรูปพรรณหรือทองคำแท่ง แต่ถ้านักลงทุนเน้นการเก็งกำไรในระยะสั้น ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญในการคาดการณ์ราคาทองคำและสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำได้อย่างสม่ำเสมอ ก็อาจเลือกลงทุนในสัญญา Gold Futures กระนั้นก็ดี หากนักลงทุนไม่มีเวลาในการติดตามทิศทางของราคาทองคำ รวมทั้งไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการลงทุนในทองคำ อาจเลือกลงทุนผ่านช่องทางกองทุนรวม เพราะนอกจากเงินลงทุนจะถูกบริหารโดยมืออาชีพแล้ว ก็ยังใช้เงินลงทุนขั้นต่ำไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดก็ตาม ผู้ลงทุนควรตระหนักถึงอัตราผลตอบแทนที่ตนเองคาดหวังและระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้
โดยสรุป ราคาทองคำโลกได้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 1,164.85 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2552 ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศทะยานขึ้นทำระดับสูงสุดครั้งใหม่ตามไปด้วย โดยราคาทองคำแท่งเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 18,350 บาท ขณะที่ หากเทียบกับสิ้นปี 2551 นั้น ราคาทองคำโลกล่าสุด (ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552) เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 33% ซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างมากของราคาทองคำดังกล่าว มีสาเหตุหลักจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่หนุนความต้องการถือครองทองคำทั้งในวัตถุประสงค์ของการเป็นวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ อุตสาหกรรมฟัน และอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความต้องการลงทุนในทองคำผ่านกองทุน ETF ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ก็มีส่วนหนุนความต้องการลงทุนในทองคำเช่นกัน เมื่อมองไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก ภายใต้มุมมองในเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกที่คงจะช่วยหนุนความต้องการทองคำในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ฯ ที่อาจยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไปอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ตราบใดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่เริ่มต้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและธนาคารกลางชาติต่างๆ ยังคงมองหาโอกาสการกระจายสินทรัพย์ที่นับเป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์ฯ ก็น่าจะเป็นปัจจัยเสริมแนวโน้มขาขึ้นของราคาทองคำโลกและทองคำในประเทศเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากในปีหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคาด รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกและแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ขยายตัวมากนัก อาจส่งผลให้ราคาทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เผชิญความผันผวนได้
ทั้งนี้ จากโอกาสการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะถัดไป คงจะทำให้การลงทุนในทองคำเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น โดยช่องทางการลงทุนในทองคำแต่ละประเภทก็จะมีคุณสมบัติและรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น นักลงทุนอาจต้องเลือกลงทุนในทองคำตามวัตถุประสงค์ของตน หากนักลงทุนมีความต้องการลงทุนในระยะยาวและสะสมความมั่งคั่งในอนาคต อาจเลือกลงทุนในทองรูปพรรณหรือทองคำแท่ง แต่ถ้านักลงทุนเน้นการเก็งกำไรในระยะสั้น ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญในการคาดการณ์ราคาทองคำและสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำได้อย่างสม่ำเสมอ ก็อาจเลือกลงทุนในสัญญา Gold Futures กระนั้นก็ดี หากนักลงทุนไม่มีเวลาในการติดตามทิศทางของราคาทองคำ รวมทั้งไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการลงทุนในทองคำ อาจเลือกลงทุนผ่านช่องทางกองทุนรวม เพราะนอกจากเงินลงทุนจะถูกบริหารโดยมืออาชีพแล้ว ก็ยังใช้เงินลงทุนขั้นต่ำไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดก็ตาม ผู้ลงทุนควรตระหนักถึงอัตราผลตอบแทนที่ตนเองคาดหวังและระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
Trackback(0)
|