|
Future of Work (จบ) ธุรกิจไทยกับเทคโนโลยี"สีเขียว" |
|
|
|
|
จันทร์, 09 มิถุนายน 2008 |
หากท่านผู้อ่านยังจำกันได้ในบทความ Future of Work ตอนแรกของผม ได้กล่าวถึง บทสนทนาที่ฮิตติดอันดับในกลุ่มผู้บริหาร พนักงาน ข้าราชการ และบุคคลทั่วไปในขณะนี้ก็คือเรื่องภาวะสินค้าและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทุกสัปดาห์เราจะเห็นบริษัทน้ำมันต่างๆ ประกาศขึ้นราคากันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบทั้ง ทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีวิตค่าครองชีพและการดำเนินธุรกิจ ด้วยเหตุนี้หลายท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ คงต้องเริ่มดำเนินมาตรการบางอย่าง เพื่อรับมือกับปัญหาค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และค่าครองชีพที่ สูงขึ้นอย่างแน่นอน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย
ขณะที่หน่วยงานข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐได้คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะยังคงประสบภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยราคาพลังงานโดยรวมจะอยู่ในระดับสูงตลอดปี 2008 ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต่างเร่งดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานและโครงการ "สีเขียว" กันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวได้ และบริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญความท้าทายที่จะหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างโอกาสทางธุรกิจกับ ค่าพลังงานเช่นเดียวกัน
เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ ไอบีเอ็มได้สัมภาษณ์ผู้บริหารกว่า 1,100 คนใน 10 ประเทศทั่วทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา คำตอบที่ได้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่น่าสนใจ คือเกือบครึ่งหนึ่งเห็นว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน) และกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า 10 -50% ของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมดมาจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่กว่า 65% ชี้ว่า ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรื่องการลงทุนทางด้านไอที
ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานไอทีในองค์กรหลายแห่งอาจใช้งานมานาน ขาดประสิทธิภาพหรือถูกใช้ไม่เต็มที่ มักจะเป็นสาเหตุสำคัญของการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นในองค์กร นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า กว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์หรือห้องเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรหลายแห่ง ถูกใช้เพื่อการขับเคลื่อนและระบายความร้อน แทนที่จะใช้ในการคำนวณและประมวลผลซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นการใช้พลังงานที่ยังขาดประสิทธิภาพอย่างชัดเจน
สำหรับองค์กรที่มีนโยบายการลดปริมาณและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่าง เป็นรูปธรรม การปรับเปลี่ยนการทำงาน ในระบบไอทีขององค์กรถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการระยะยาว โดยการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ในสองรูปแบบ คือ มาตรการระยะสั้น และการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์
มาตรการระยะสั้นจะมุ่งเน้นดำเนินการสำหรับองค์กรที่ทำได้ทันที เช่น การปิดอุปกรณ์ที่ไม่สำคัญหลังเวลาเลิกงาน และการติดตั้งระบบแสงไฟแบบใหม่ แต่สำหรับฝ่ายไอที มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึงการกำหนดนโยบายการปิดอุปกรณ์ เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นส่วนบุคคล เครื่องพิมพ์ และโน้ตบุ๊ก เป็นต้น
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงในเชิงกลยุทธ์ สามารถทำได้หลากหลาย ตั้งแต่การจัดซื้อรถบรรทุกที่ใช้เชื้อเพลิงแบบลูกผสม (ไฮบริด) ไปจนถึงการเปลี่ยนระบบปรับอากาศและระบายอากาศในโรงงาน ธุรกิจบางแห่งยังมีแผนที่จะทำโครงการที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว เช่น บริษัทในธุรกิจสาธารณสุข อาหารและการโรงแรม ได้ติดตั้งหรือมีแผนที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีส่วนช่วยปรับปรุง ภาพลักษณ์องค์กร และส่งเสริมบทบาทขององค์กรในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
สำหรับไอบีเอ็มได้มีการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองกับปัญหาการจัดการพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น การคิดค้นระบบพลังงานอัจฉริยะแบบกริด (Grid) ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รองรับ "พลังงานอัจฉริยะ" โดยทำงานร่วมกับผู้ให้บริการด้านพลังงานหลายรายเพื่อสร้างเครื่องมือ ดิจิทัล สำหรับการวัดปริมาณการใช้พลังงานในแบบเรียลไทม์ ซึ่งใช้งานง่ายและเข้าถึงได้สะดวกเหมือนกับบริการธนาคารออนไลน์ เป็นต้น
เนื่องจากระบบไอทีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ผมขอเสนอแนวทางที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถวางแผนจัดการพลังงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณา ดังต่อไปนี้
1.วินิจฉัย (diagnose) เป็นการประเมินความต้องการใช้พลังงานสำหรับห้องเซิร์ฟเวอร์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการประเมินประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับเวิร์กโหลดทั้งในแง่ของอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก
2.สร้าง (build) ย้ายฮาร์ดแวร์จากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ตู้ หรือพื้นที่สำนักงานที่อยู่ในบริเวณที่มีปัญหาเรื่องความร้อน หรือการใช้ระบบไฟฟ้าที่ไม่มีการสำรองไฟ เพื่อเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยทางด้านพลังงานให้ดียิ่งขึ้น
3.การใช้เทคโนโลยีเสมือนหรือเวอร์ช่วลไลซ์ (virtualize) เป็นการผนวกรวมเวิร์กโหลดของคุณไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่น้อยลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและลดการใช้พลังงาน
4.จัดการ (manage) ปรับใช้ความสามารถต่างๆ ทางด้านไอที เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงาน และปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรบนโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้ดียิ่งขึ้น
5.ระบายความร้อน (cool) ใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการระบายความร้อนออกจากห้องเซิร์ฟเวอร์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพิ่มเติม
6.กำจัด (dispose) กำจัดอุปกรณ์ที่ ล้าสมัยหรือหมดสัญญาเช่าซื้อ เช่น เซิร์ฟเวอร์ และโน้ตบุ๊ก ผ่านทางโครงการรีไซเคิลหรือโครงการขายต่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
จากข้อเสนอแนะที่กล่าวมานี้เชื่อว่าคงทำให้หลายๆ ท่านได้เห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานและช่วยสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละองค์กรอาจนำไปปรับใช้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งผมถือว่า หากพวกเราร่วมมือกันช่วยกันประหยัดพลังงานแล้ว ท้ายที่สุดก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศชาติและ พวกเราทุกคนครับ
คอลัมน์ CEO-Insight
โดย ธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
Trackback(0)
|