Performancing Metrics

เว็บการตลาดยอดนิยม : WiseKnow.Com - ญี่ปุ่น "พันธมิตร" ตลอดกาล
ญี่ปุ่น "พันธมิตร" ตลอดกาล PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
พฤหัสบดี, 04 กุมภาพันธ์ 2010
ญี่ปุ่น "พันธมิตร" ตลอดกาล

หากศึกษาลึกลงไปในรายธุรกิจของสหพัฒน์เป็นเรือนร้อย ผู้ไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจ หรือไม่รู้ที่มาที่ไปของยักษ์ใหญ่รายนี้ อาจแปลกใจที่กว่า 80% ของบรรดาพันธมิตร ล้วนข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากญี่ปุ่น เรียกได้ว่า สหพัฒน์เป็นธุรกิจไทยที่ร่วมทุนกับญี่ปุ่นมากที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

แคแร็กเตอร์รูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างหนึ่งของเครือสหพัฒน์ คือแตกไลน์ธุรกิจออกไปไม่สิ้นสุด ตั้งแต่เล็กสุดอย่าง "ลูกอม" "เสื้อผ้า" "บรรจุภัณฑ์" เรื่อยไปถึง "โรงไฟฟ้าชีวมวล"

นั่นเพราะรูปแบบการดำเนินธุรกิจของสหพัฒน์ที่ถูกวางโมเดลตั้งแต่ยุคก่อตั้ง "นายห้างเทียม โชควัฒนา" ที่ใช้วิธีการร่วมทุนกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อโดดเข้าสู่ธุรกิจนั้น ๆ

เป็นวิธี "เดินทางลัด" ที่มาจากวิสัยทัศน์ของ "นายห้าง" ที่มักมองเห็น "ช่องว่าง" ธุรกิจต่าง ๆ ก่อนใครเสมอ


แต่แม้กระนั้นด้วยแนวทางของนายห้างเทียมในความกล้ายังคงเต็มไปด้วยความรอบคอบ "เร็ว ช้า หนัก เบา" ระมัดระวังในแต่ละจังหวะก้าวเสมอ ทำให้ "คู่หู-คู่บุญ" ที่เลือกร่วมหัวจมท้ายต้องมีแนวทางการดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกัน พูดคุยกัน รู้เรื่อง ซึ่งจะนำมาด้วยการทำงานแบบ สบายอกสบายใจ

เสมือนสามีภรรยาที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อทำให้ชีวิตคู่ประคับประคองไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

จึงไม่แปลกว่าบรรดาพันธมิตร

"สหพัฒน์" เลือกเป็นคู่ครองมักเป็น ชาติเอเชีย ด้วยวัฒนธรรมและสไตล์การดำเนินธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน ต่างจากบริษัทตะวันตกที่มี รูปแบบการดำเนินธุรกิจ

aggressive กว่า ต้องการเห็นผลลัพธ์เร็ว และมุ่งวัดผลจากผลกำไร แตกต่างจากแนวทางของสหพัฒน์ที่ดำเนินธุรกิจแบบใจเย็น มุ่งหวังผลในระยะยาวมากกว่า

แต่ไม่ได้หมายความว่า สหพัฒน์จะไม่มีคู่หูเป็นกลุ่มทุนจากซีกโลกตะวันตก ดูได้จากแอร์โรว์ของสหรัฐอเมริกาที่ร่วมหอกันมาเป็นสิบ ๆ ปี หรือลาคอสของฝรั่งเศสที่เวลานี้เป็น cash cow ตัวใหม่ให้กับไอ.ซี.ซี.ฯ

"บุญเกียรติ โชควัฒนา" ทายาทคน สุดท้องของนายห้างเทียม ถ่ายทอดความผูกพันระหว่างสหพัฒน์กับกลุ่มทุนจาก ญี่ปุ่นว่า สิ่งที่ทำให้สหพัฒน์เข้ากับชาตินี้ได้เป็นอย่างดีเพราะมีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความมุมานะ อดทน พร้อมจะทำอะไร (ลงทุน) ในสเกลที่ใหญ่โดยหวังผลไกลไปถึงอนาคต แม้ยังไม่เห็นผลในเร็ววัน ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกับ สหพัฒน์ เมื่อรวมกับอุปนิสัยใจคอของคนที่เป็นมิตรกว่า

เมื่อมีวิธีคิดคล้าย ๆ กัน รูปแบบการลงทุนคล้าย ๆ กัน ในขณะที่สหพัฒน์เห็นศักยภาพของประเทศไทยเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นเห็น ญี่ปุ่นจึงกลายเป็น "ตัวเลือก" แรกของสหพัฒน์ทุกยุคทุกสมัย

โดยเฉพาะช่วงที่สหพัฒน์เปิดสวนอุตสาหกรรมศรีราชา ภาพการร่วมทุนกับญี่ปุ่นเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ มีการเปิดโรงงานใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

"ญี่ปุ่นเป็นคนที่ยอมทำอะไรระยะยาว ทำงานโดยอาศัยความไว้ใจต่อกัน มากกว่าคนยุโรปหรืออเมริกาที่เน้นการควบคุม สั่งการจากประสบการณ์ที่ผ่านมา แม้จะร่วมทุนกับอีกหลายประเทศก็ไม่สำเร็จได้เท่ากับญี่ปุ่น"



กซอว์สำคัญนำไปสู่การร่วมทุนเป็นร้อย ๆ ธุรกิจ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนายห้างเทียมได้ส่ง "บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ลูกชายคนที่ 3 ไปดูแลธุรกิจนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ในยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ปิดฉากลง

จะเพราะความประจวบเหมาะหรือ เหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่ก้าวเล็ก ๆ ในจุดนั้นได้กลายเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่ทำให้ เจ้าตัวได้พิสูจน์ฝีมือการทำงาน กระทั่งก้าว สู่ตำแหน่งผู้นำเครือสหกรุ๊ป (สหพัฒน์) สืบต่อจากนายห้างเทียมในเวลาต่อมา

เหตุผลในการส่ง "บุณยสิทธิ์" ไปแดนไกลครั้งนั้นเป็นเพราะพี่ ๆ อีก 2 คนอยู่ระหว่างร่ำเรียนต่อในต่างประเทศ

มีเพียง "บุณยสิทธิ์" ที่กำลังเรียนชั้นมัธยมอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาวัดสุทัศน์

ทันทีที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อ ปี 2498 จึงถูกนายห้างเทียมดึงเข้ามารับผิดชอบงานในสหพัฒน์อย่างเต็มตัว และงานแรกที่ได้รับมอบหมาย คือ ส่งตัวไปอยู่กับพาร์ตเนอร์รายหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมา "บุณยสิทธิ์" ใช้ชีวิตในดินแดนซากุระบานนานถึง 6 ปีเต็ม

อาจเรียกได้ว่าเป็น 6 ปีที่ล้ำค่า ที่ได้สอนบทเรียนต่าง ๆ ให้กับ "บุณยสิทธิ์" เป็นการปูทางระบบการค้าขายของบริษัทญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในช่วงสร้างประเทศหลังจากพ่ายแพ้สงครามโลก ครั้งที่ 2

ที่สำคัญคือปฐมบทการสานสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับบรรดาบริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไม่รู้จบของทางสหพัฒน์ในเวลาต่อมา

จริง ๆ แล้วโมเดลการส่ง "ตัวแทน" ไปประจำในต่างแดนเพื่อเสาะหาสินค้ามาจำหน่ายในรูปแบบเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในช่วงก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่สมัยยังค้าขายอยู่บริเวณตรอกอาเนียเก็งในนามร้าน "เฮียบเซ่งเชียง" กับบทบาทของอิมพอร์เตอร์ที่ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาวางขาย

เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับร้านค้า อื่น ๆ ในละแวกเดียวกัน "เทียม โชควัฒนา" ได้ส่ง "ฮั่งตงลี่" น้องชายคนสุดท้องไปประจำอยู่ที่ฮ่องกง เพื่อสั่งสินค้าเข้ามาขายโดยเฉพาะบรรดาสินค้าเบ็ดเตล็ด เสื้อผ้า แฟชั่น เพราะสมัยนั้น "ฮ่องกง" ถือเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งของเอเชีย

กรณีของ "บุณยสิทธิ์" กับประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นการมองการณ์ไกลของนายห้างเทียม ที่มองว่าญี่ปุ่นกำลังสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ น่าจะเป็นชาติอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในอนาคต

ความคิดดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่า ถูกต้อง เพราะเวลาต่อมา "บุณยสิทธิ์" ได้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอย่างมากในการขยายอาณาจักรของสหพัฒน์

โดยเฉพาะการร่วมทุนกับไลอ้อนจากญี่ปุ่นในสินค้าอปุโภคบริโภค

และที่ถือเป็นโบแดงโดยตรงคือการนำเครื่องสำอาง "เพี้ยซ" จากญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย รวมถึงการก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ในปี 2507 ทำหน้าที่เป็นผู้แทนจำหน่ายให้กับเพี้ยซ

ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ "โตแล้วแตก แตกแล้วโต" ของสินค้าแฟชั่นและความสวยความงามของสหพัฒน์

ต่อมาธุรกิจดังกล่าวพัฒนาเป็น "ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล" ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องสำอาง เสื้อผ้า แบรนด์เนม กิจการที่เรียกว่าทำให้สหพัฒน์สามารถ แตกไลน์สินค้าได้อย่างมากมายไม่รู้จบ

ความเป็น "บุณยสิทธิ์" ยังเป็นเสมือนแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนจากญี่ปุ่นให้แห่เข้ามาร่วมทุนกับสหพัฒน์ เพราะมั่นใจในสัมพันธภาพและความเข้าอกเข้าใจที่ทายาทเครือสหพัฒน์คนนี้มีต่อวงการค้าขายของญี่ปุ่น

นับเนื่องตั้งแต่การร่วมทุนกับไลอ้อน ซึ่งกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญ

กลายเป็นที่มาของการร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ปัจจุบันสหพัฒน์มีบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นราว 100 บริษัท หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของธุรกิจในเครือทั้งหมด

ไลอ้อนจึงถือเป็นพันธมิตรคู่บุญที่สำคัญที่สุดบริษัทหนึ่งของสหพัฒน์จนถึงทุกวันนี้

"บุญฤทธิ์ มหามนตรี" กรรมการผู้จัดการ ไลอ้อน (ประเทศไทย) เล่าว่า ช่วงแรกที่ไลอ้อนเข้ามา ญี่ปุ่นมาในฐานะ ผู้สอนงาน เอาวิศวกรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการผลิต ด้านการพัฒนาสินค้าเข้ามา ความที่คนญี่ปุ่นผู้มีกิริยามารยาทดี ทำให้เป็นที่ชื่นชอบ พนักงานยุคนั้นเรียกญี่ปุ่นว่าอาจารย์ทุกคน บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ดีและแนบแน่น

จวบถึงวันนี้ร่วม ๆ 50 ปีแล้วที่ทั้งคู่เป็นพันธมิตรร่วมกันมา

พันธมิตรคู่บุญจากญี่ปุ่นของสหพัฒน์ที่คนไทยรู้จักดียังรวมถึง "วาโก้" และ "เพี้ยซ" แม้ว่าปัจจุบันเครื่องสำอางเพี้ยซจะไม่มีจำหน่ายในเมืองไทยแล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อมองย้อนหลังกลับไปเครื่องสำอางเพี้ยซถือเป็นผู้บุกเบิกความงามของ ผู้หญิงไทยในยุคนั้น

เช่นเดียวกับการเป็นหนึ่งในสินค้าสร้างชื่อให้กับเครือสหพัฒน์

แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ภาพการร่วมทุนใหม่ ๆ อาจไม่มีมากนัก ทว่าถึงวันนี้ความพิสมัยในความเป็นญี่ปุ่นของเครือสหพัฒน์ยังไม่หมดไป

และหากจะเลือกร่วมทุนกับใคร

สักราย "ญี่ปุ่น" ก็ยังเป็นตัวเลือกลำดับ

แรก ๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยรายนี้นั่นเอง




คอลัมน์ คิด ลอง ทำ
made by สหพัฒน์

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ค้นหาทุกข่าวใน WiseKnow

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

 Donate

Login

Workflows

เลือกฟีดข่าวที่ต้องการ

เมนูหลัก

Home
News
Section
Blog
Gallery
Links
News Feeds
Contact Us