|
P&G-คอลเกตฯ พลิกเกมฟื้นยอดขาย หั่นราคา-เพิ่มแบรนด์ลอยัลตี้ |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 04 กุมภาพันธ์ 2010 |
พีแอนด์จี บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาว่า เกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดหุ้นวอลล์สตรีต เป็นผลจากการเพิ่มโปรโมชั่นราคา และการทำตลาดที่ เข้มข้นขึ้น ที่ช่วยผลักดันยอดขายให้โตขึ้นได้
ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ไตรมาสที่ 2 ของพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล หรือ พีแอนด์จี ซึ่งสิ้นสุดเดือนธันวาคม ยอดขายภาพรวมของพีแอนด์จีเติบโตขึ้น 6% คิดเป็น 21 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าเรือธงมาจากกลุ่มสินค้าสำหรับเด็กและครอบครัวที่เติบโตขึ้น 10% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดผ้าและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเติบโตขึ้น 9% ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงามโตขึ้น 7%
"บ็อบ แมคโดนัลด์" ประธานบริหารของพีแอนด์จี แจงว่า ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงไม่แน่นอน แต่บริษัทถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นผลจากการใช้กลยุทธ์ไซซิ่งเพื่อลดต้นทุน โดยบริษัทได้รับอานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตมีราคาลดลง รวมถึงเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ล้วนส่งผลดีต่อราคาสินค้า และช่วยเพิ่มยอดขายในนานาประเทศที่พีแอนด์จีเข้าไปดำเนินธุรกิจ
"เรายินดีกับยอดขายและกำไรที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมา รวมถึงการลงทุนของบริษัทเพื่อขยายธุรกิจและการตลาด"
ในเชิงปริมาณและยอดขายที่ได้จากการดำเนินงาน หากไม่นับผลจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าและการซื้อกิจการของบริษัท ไตรมาสที่ผ่านมาพีแอนด์จีเติบโตขึ้น 5% หากมองเฉพาะยอดขายจากการดำเนินงานในปีบัญชีนี้ ก็ถือว่าบริษัททำผลงานได้ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก โดยมียอดขายจากการดำเนินงานเติบโตขึ้น 3-5% จากที่คาดการณ์ว่าจะโตอยู่ที่ 2-4% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่กำไรสุทธิของพีแอนด์จีนั้นตกลงไป 7% คิดเป็น 4.66 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตกลงจาก 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า กลุ่มกาแฟคั่วบดโฟลเกอร์ (Folger) ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือมีการเติบโตขึ้นเป็นพิเศษ
ขณะที่ไตรมาสหน้า พีแอนด์จีผู้ผลิตสินค้าที่หลากหลาย รวมถึงผ้าอ้อมเด็ก, ผงซักฟอก, แชมพู และที่โกนหนวด คาดหวังว่ายอดขายจากการดำเนินงานจะเติบโตขึ้นอยู่ที่ 4-6%
ยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์รายนี้ เป็นผู้นำในหลากหลายแบรนด์ อาทิ "Bounty" กระดาษชำระอเนกประสงค์ และผ้าอ้อมเด็ก "แพมเพอร์ส" แต่ที่ผ่านมาต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและได้รับความกดดันจากสินค้าเฮาส์แบรนด์ในตลาดสหรัฐ ซึ่งชัดเจนขึ้นตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มอยู่ในช่วงขาลง โดยฤดูหนาวที่ผ่านมายอดขายในตลาดที่พัฒนาแล้วตกลง มาจากราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ ทำให้สินค้าบางประเภทมีราคาเพิ่มสูงขึ้น หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ "บ็อบ แมคโดนัลด์" ซึ่งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน "เอ.จี. ลาฟลีย์" ซีอีโอของพีแอนด์จี ได้แก้เกมด้วยการทำให้ราคาสินค้าบางตัวลดลง โดยใช้วิธีหั่นราคา และการทำโปรโมชั่น
ทางฝั่งคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ คู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่า ได้รายงานถึงการเติบโตในช่วงระหว่างไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมา โดยเชิงปริมาณมีการเติบโตขึ้น 3% ส่วนยอดขายรวมโตขึ้น 11.4% คิดเป็น 4.08 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้อานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ยอดขายจากการดำเนินงานโตขึ้น 6.5%
ในส่วนกำไรเติบโตขึ้น 26% คิดเป็น 631 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีตคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ของคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ แตกต่างจากพีแอนด์จี ที่เน้นต่อสู้กับเฮาส์แบรนด์ในตลาดสหรัฐและยุโรป ด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่คอลเกตฯ เลือกที่จะไปเพิ่มระดับความจงรักภักดีและความรู้สึกผูกพันที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากธุรกิจในตลาดอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า อย่างละตินอเมริกา ภูมิภาคเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจไม่มากนัก เมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก
คอลัมน์ market move |