|
รถยนต์ไฮบริดจะครองตลาด รถยนต์ไฟฟ้าดี แต่โคตรแพง |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 04 กุมภาพันธ์ 2010 |
ระหว่างปลายปี 2009 และต้นปี 2010 มีการแสดงรถยนต์ใหม่ที่ แอลเอ.และที่ดีทรอยต์ ผมได้ไปชมที่ แอลเอ. ในวันธรรมดา ซึ่งมีผู้ชมไม่มากนัก แต่เชื่อว่าในวันศุกร์-อาทิตย์จะต้องมีนักเล่นรถยนต์เข้าไปชมกันอย่างคับคั่ง แม้เศรษฐกิจ จะแย่ ๆ แบบนี้ก็เถอะ เรื่องรถยนต์ใหม่นี่ ถ้าได้ดูได้เห็นได้ลองจับอาจจะถึงลองขับด้วยก็ยิ่งแจ๋ว
ในสภาพราคาน้ำมันลิตรละกว่า 3 เหรียญเช่นนี้ เราก็แทบจะไม่ต้องเดินเข้าไปมองรถยนต์ใช้น้ำมันเลย ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งธรรมดา หรือรถบรรทุกเล็กใหญ่ อย่าถามว่าเศรษฐกิจแย่น้ำมันก็ต้องถูกลงใช่ไหมก็น่าจะถูกลงอย่างที่คุณคิด แต่ความจริงก็คือปั๊มน้ำมันไม่ง้อคนมีรถยนต์ครับ เพราะแพงขนาดไหนก็ต้องซื้อน้ำมัน และข้อสำคัญที่ต้องไม่ลืมก็คือประเทศอื่น โดยเฉพาะจีนและอินเดียมีรถเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละหลายล้านคัน รถยนต์แบบใช้น้ำมันยังมีอีกเยอะ เจ้าของปั๊มน้ำมันรู้ซึ้งดีว่าคนมีรถยนต์ต้องง้อปั๊ม ของตายครับ
ความจริงน้ำมันไม่ได้แพงเกินไป ที่แพงขึ้นก็เป็นเพราะค่าของเงินลดต่ำลง น้ำมันลิตรละ 3 เหรียญกว่า เต็มถังเสียเงินเพิ่มอีก 4-5 เหรียญ ไม่น่าบ่นเลย ดูรถยนต์ใหม่สิราคาเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นพวกคนซื้อบ่นอะไรเลย เขายอมจ่ายเงินซื้อดี ๆ
อย่างที่ผมว่าผู้เข้าชมการแสดงรถยนต์ใหม่หันไปชมดูรถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้ามากกว่าหรือมากขึ้น แต่มิได้หมายความว่าไม่หันมามองรถยนต์ใช้น้ำมันเลย ยังมีครับ เพราะยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีก็เพราะรถใช้น้ำมันเป็นหัวหอกมานาน ยากที่จะมีคนหลงลืม หรือเลิกสนใจใส่ได้ลงคอ
อย่าไปลงโทษคนเหล่านี้ หรือคนที่ยัง รักรถที่ใช้น้ำมันว่าเป็นคนล้าสมัยหรือไม่ทันโลก ผมคิดว่าที่ยังอยากใช้รถแบบนี้ก็เพราะเป็นคนทันสมัยกว่า อาจเป็นเพราะตามโลกทันที่ว่า ต่อไปราคาน้ำมันอาจจะถูกลงเหมือนก่อน ๆ เพราะต่อไปภายในไม่กี่ปีข้างหน้าโลกจะผลิตก๊าซธรรมชาติออกมาใช้กับรถยนต์และเครื่องยนต์ต่าง ๆ ได้อีกมากมายและมีราคาถูกกว่าน้ำมัน เพราะก๊าซธรรมชาติมีทั่วมะกาและทั่วโลกและสะอาดกว่าใช้น้ำมันที่ทำให้โลกร้อนทำให้หิมะละลาย อาจทำให้โลกจมน้ำ ฉะนั้น เราน่าจะเลิกใช้น้ำมันหันมาใช้ ก๊าซธรรมชาติแทน
ไฮบริดเป็นรถยนต์พันธุ์ทางทำให้ประหยัดน้ำมันได้ครึ่งหนึ่ง รถไฮบริดพัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่เสียที่ราคาแพง ความจริงถ้าเทียบระหว่างรถใช้น้ำมันล้วน ๆ กับ รถไฮบริด การประหยัดน้ำมันมันเทียบไม่ได้กับราคาแพงของรถไฮบริด การที่คนเข้าไปชมรถไฮบริดมากเพราะต้องการประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อเห็นราคารถแล้วจะถอยหันไปใช้รถเติมน้ำมัน เพราะเติมน้ำมันเต็มถังเสียเงินเพิ่มไม่มากเท่าไร
รถยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle) เป็นรถสมัยใหม่ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันเลยใช้กำลังจากไฟฟ้า ไม่ทราบชัดว่าเป็นแบตเตอรี่ สมัยใหม่ใหญ่เล็กขนาดไหน อัดไฟฟ้าแต่ละครั้ง ใช้ได้นานหรือไกลกี่ร้อยไมล์
คนสนใจมาก แต่เมื่อเห็นราคาแล้วก็ถอยกรูดออกไปทันที เพราะราคาแพงเหยียบแสนเหรียญ กว่าจะมีออกมาขาย ก็อีกนาน หรือไม่น้อยกว่า 5 ปี (ผมคิดว่ากว่าจะมีขายก็ 10 ปีข้างหน้า หรืออาจจะไม่มีเพราะแพงชิบ)
ทราบว่ามีรถไฟฟ้าหลายยี่ห้อกำลังสร้างและทดสอบ เช่น Fiat SpA, Volkswagen AG"s Audi, BMW AG และบริษัทสร้างรถยนต์จีนอีกรายหนึ่ง ส่วนนิสสันสร้างเสร็จแล้ว เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็ก คาดว่าจะนำออกมาแสดงปลายปี 2010 (ผมหวังว่า ราคาไม่น่าจะเกิน 70,000 เหรียญ ก็อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าราคานี้จะมีคน ซื้อไปใช้สักกี่ร้อยคน) วงการรถยนต์ไฟฟ้าเผยว่าโตยาก เพราะแบตเตอรี่แพง
จากการที่คนมีเงินน้อย หรือคนมีเงินเดือนน้อยแต่สามารถซื้อรถขนาดย่อมหรือเล็กมาใช้ ทำให้มีรถยนต์เพิ่มบนท้องถนน ที่แน่นอยู่แล้วยิ่งแน่นขึ้นอีกและก็สร้างความหัวเสียแก่ผู้ใช้มากขึ้น เพราะถนนเพิ่มน้อยกว่าจำนวนรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนในจีนและอินเดียรวมทั้งมะกา มะกันนั้นชอบใช้รถเก๋งใหญ่อยู่แล้วเพราะรูปร่างใหญ่แทบทุกคน เมื่อมาเจอสภาพรถเล็กแน่นถนนก็กระอัก เห็นว่าใช้รถใหญ่ธรรมดา ๆ ไม่ได้อีกแล้ว ถ้าต้องหันมาใช้รถใหญ่ขนาด 8 สูบอีก เพื่อจะได้ปรู๊ดปร๊าดหนีความแออัดได้เร็วทันใจเหมือนเมื่อ 50-60 ปีก่อน (หรือไม่ก็กัดกรามคำรามว่าอยากให้น้ำมันแพงลิตรละ 4-5 บาท รถยนต์เล็กหรือกลางจะได้หายไปจากบนถนนบ้าง)
Autodata Corp. เผยว่า รถไฮบริด มีจำหน่ายในมะกาเมื่อประมาณปี 2000 ครบ 10 ปีเมื่อปี 2009 มีตัวเลขว่า ไฮบริดครองตลาดรถยนต์ในมะกา 2.7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรถเอสยูวี (รถอเนกประสงค์) ครองตลาดมะกา 4 เปอร์เซ็นต์ ถึงปี 2020 ไฮบริดจะเพิ่มเป็น 23 เปอร์เซ็นต์ และรถไฟฟ้า อาจจะมีถึง 2.8 เปอร์เซ็นต์
เมื่อโอกาสโตของรถไฟฟ้าอาจต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี เวลานี้นักเล่นรถยนต์จำเป็นต้องหันมาเล่นพวกไฮบริดก่อน หรือไม่ก็เล่นรถธรรมดาใช้น้ำมัน เรื่องจะฝันถึงรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับรุ่นนี้หรือกลุ่มนี้เรียกว่าลืมได้เลย นอกจากจะถูกหวยบนดินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คนรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจจำความได้ว่าสมัยนั้นเมืองไทยใช้หรือนิยมรถยนต์โฟล์กของเยอรมนีและเฟียตของอิตาลี ปรากฏว่าโฟล์กได้ใจคนไทยมากกว่าเฟียต เพราะเป็นรถประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมมาก ตามด้วยรถยนต์มะกาขนาดใหญ่ แรงดีขนาด 8 สูบที่ใคร ๆ ก็อยากได้ โดยมากซื้อต่อจากคนมะกันที่เป็นทหารและพลเรือนที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย พอถึงเวลาต้องย้ายกลับก็จะขายรถ ก็ขายได้เร็วเพราะคนไทยขณะนั้นชอบรถมะกาที่กำลังดีและมีสง่าราศี แต่คนมีเงินน้อยหน่อยก็ซื้อรถโฟล์ก เรื่องประหยัดน้ำมันเจ้าโฟล์กเขาเก่ง
โฟล์กเผยว่าได้เจรจากับบริษัทซูซูกิ ขอซื้อหุ้นหรือร่วมทุนเป็นพาร์ตเนอร์ในสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2.5 พันล้านเหรียญ เพื่อร่วมมือกันผลิตรถยนต์เล็กราคาถูก (รวมคุณภาพคับแก้ว) ที่แฟนโฟล์กจำนวนมากรู้จักดีโดยมุ่งไปที่ตลาดเอเชียเป็นหลักใหญ่ ทั้งโฟล์กและซูซูกิเผยออกมาเลยว่า ตลาดนั้นคือจีนและอินเดีย เพราะเป็นตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก (สำหรับในจีน) และตลาดรถใหญ่ (สำหรับอินเดีย) เข้าใจว่าการขอร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ของโฟล์กเป็นที่ต้องการของซูซูกิเช่นกัน เพราะอยากได้อยากรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องดีเซลและอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีข่าวว่ารถเล็กจะมีรถไฮบริดหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือมีประเภทไมโครและซับคอมแพ็กต์รวมด้วย
ยุคนี้เหมือนเป็นยุคของจีนและอินเดีย นายทุนชาติไหนก็ชาตินั้น อยากไปลงทุนหรือร่วมทุนทำธุรกิจกับ 2 ประเทศนี้ จีนดูจะมีรถไฮบริดไปลงทุนมากกว่าอินเดีย แต่ดูเหมือนว่าอินเดียจะไม่สนใจการลงทุนรถไฮบริดนักเพราะเห็นว่าเป็นรถแพงและมีค่าใช้จ่ายในการดูแล อย่างเช่นต้องเสียเงินค่าไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เป็นต้น บริษัทโตโยต้ากำลังเจรจากับอินเดียในการนำเข้าขายโตโยต้า พริอุส ซึ่งอินเดียคงจะยอมแต่ขอให้เริ่มในปี 2015 เป็นต้นไป (ถ้าไม่มีอะไรมาขัดเสียก่อน)
โตโยต้า พริอุสสำหรับตลาดมะกากำลังตก ในปีที่ผ่านมาคือ 2009 ยอดขายไฮบริดชั้นดียี่ห้อนี้มียอดขายลดลง 12 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2008 หายไปเป็นแสนคัน เพราะเศรษฐกิจในมะกาตกต่ำและยังไม่ฟื้นดีพอ อย่างไรก็ดี แม้จะมียอดขายลดลง 12 เปอร์เซ็นต์ แต่โตโยต้า ไฮบริดยังคงเป็นอันดับที่หนึ่ง
โตโยต้า พริอุสในอินเดียจะขายคันละกว่า 40,000 เหรียญ ผมขอให้โตโยต้า พริอุสจงโชคดีขอให้ขายดีเหมือนขายในมะกา
คอลัมน์ เล่าข้ามโลก |