Performancing Metrics

เว็บการตลาดยอดนิยม : WiseKnow.Com - ผ่า"ฮวงจุ้ย"บิ๊กคัมปานี ตะลึง!ซินแสมั่วนิ่มเพียบ
ผ่า"ฮวงจุ้ย"บิ๊กคัมปานี ตะลึง!ซินแสมั่วนิ่มเพียบ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 2
แย่มากดีมาก 
เสาร์, 06 กุมภาพันธ์ 2010

ผ่า"ฮวงจุ้ย"บิ๊กคัมปานี ตะลึง!ซินแสมั่วนิ่มเพียบ

 

- เอวัง ! ธุรกิจ สถานที่ราชการ อาคารบ้านเรือน เมืองไทยผิดฮวงจุ้ยถึง 99.99%
- ซินแสชื่อดังฟันธง ส่วนใหญ่มั่วซั่ว ตัวการทำธุรกิจเจ๊งระนาว
- เผยรายได้น่าอิจฉาสุดๆ ดูโครงการเดียวฟันนับพันล้าน
- ตามไปดูหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ ปรับฮวงจุ้ยกันเป็นว่าเล่น
- ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!

       ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนมีความรู้มากขึ้น วิทยาการเจริญมากขึ้น แต่หลายต่อหลายคนทั่วโลก ทั้งที่เป็นนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน เจ้าสัว นักธุรกิจที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว ไปจนถึงประชาชนคนเดินดิน ยังให้ความสนใจศาสตร์อันเกี่ยวกับพลังของธรรมชาติ ที่แม้จะมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่กลับก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือเลวลงของชีวิต ธุรกิจ และหน้าที่การงานได้
       
       บัณฑูร ล่ำซำ ซีอีโอ ธนาคารกสิกรไทย ผู้ริเริ่มการ Re-engineering ในเมืองไทยเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนใจศาสตร์นี้อย่างที่สุด ดังจะเห็นได้จากข่าวการปรับโฉมอาคารสำนักงานใหญ่ ที่ราษฎร์บูรณะ ที่เพิ่งเป็นข่าวเป็นคราวเมื่อราว 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       อันที่จริงศาสตร์เรื่องฮวงจุ้ยไม่ได้มีแค่เรื่องของการปรับรูปร่างหน้าตาของตึกเพื่อไล่สิ่งร้าย และรับสิ่งดีเข้ามาหาตึก และคนในตึกเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่อง เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับใจ ร่างกาย อาถรรพ์ฮวงจุ้ย เคหสถาน และอื่นๆ อีกเพียบ เพียงแต่คนที่คนนิยมมากที่สุดจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเคหสถาน เพราะการก่อสร้างบ้าน อาคาร แต่ละครั้งใช้เงินไม่น้อย หากผิดพลาดไม่ถูกหลักไม่เพียงแต่อยู่ไม่สุขสบายเท่านั้น ดีไม่ดีอาจนำโชคร้ายมาให้อีกต่างหาก ขณะที่ธุรกิจอาจถึงคราวเจ๊งไม่เป็นท่าเลยทีเดียว
       
       แต่ท่ามกลางกระแสความนิยมในศาสตร์เรื่องฮวงจุ้ยของผู้คนในเมืองไทย มีการเปิดสำนักสอนมากมายหลายแห่ง ผู้คนแห่แหนไปเรียนนับร้อยนับพันคน ขณะที่อาจารย์ผู้สอนมีจำนวนมากหน้าหลายตา เช่นเดียวกับหนังสือเกี่ยวกับฮวงจุ้ยก็มีดารดาษเต็มชั้นวาง แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีการใช้ศาสตร์นี้อย่างไม่เป็นระบบ เพราะผู้ที่บอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญแถมยังให้คำปรึกษากับบริษัทหลายต่อหลายแห่งก็แทบไม่รู้ว่าศาสตร์นี้มี่กี่อย่าง และเป็นอย่างไร
       
       วรธนัท อัศกุลโกวิท ปรามาจารย์ด้านฮวงจุ้ย แห่งชมรมฟ้าฝนไฟ บอกกับ "ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์" ว่า อาจารย์ฮวงจุ้ยรุ่นหลังๆ ไม่รู้ในพื้นฐานของฮวงจุ้ย เพราะไม่ได้เรียนศาสตร์นี้จากจีน และทิเบต ที่เป็นต้นกำเนิด ทำให้มีการใช้กันอย่างปนเป คละเคล้า ซึ่งผิดหมด ทำให้ธุรกิจเจ๊งกันทั่วบ้านทั่วเมือง
       
       "ผมเจอบริษัทที่เจ๊งเพราะปรับฮวงจุ้ยแล้ว 10 กว่าเจ้า ซึ่งคนที่ดูฮวงจุ้ยให้ก็เป็นคนที่ชื่อซ้ำๆเดิม บางคนออกทีวี ออกวิทยุก็มี"
       
       ดังนั้น การจะดูว่าใครเก่งจริง มีฝีมือจริง ดูแล้วเจ๋ง ไม่ใช่เจ๊ง อาจารย์วรธนัทบอกว่า "ต้องดูว่าอาจารย์ฮวงจุ้ยคนนั้นรวยแล้วหรือยัง เพราะถ้าตนเองยังไม่รวยคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนอื่นรวยขึ้น อาจารย์บางคนไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยๆก็รวยได้ ส่วนใครจะรวยหรือไม่นั้นวิธีดูง่ายๆก็คือ ลองนัดกันไปดูสถานที่กันข้างนอกแล้วดูว่าอาจารย์คนนั้นให้เอารถไปรับเพราะไม่มีรถ หรือขับรถมาเอง นอกจากนี้ยังต้องมีแรงก์กิ้ง คือจัดอันดับว่าใครทำให้ใครรวยขึ้นมาบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ลองสืบดูก็รู้"
       
       ฮวงจุ้ยยุทธ์ศาสตร์เหนือฟ้า
       
       สำหรับศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น มีอยู่มากมายหลายแขนง แต่หลักๆ ที่นิยมนำมาใช้ในเมืองไทยมีด้วยกัน 2 แบบที่เรียกกว่า ซังงวน หรือการคำนวนทิศ 4/4 ใน 8 ทิศ และเก๋าแซ หรือ การคำนวนเรื่องของ ดวงดาวทั้ง 9 อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ ผู้ก่อตั้งและประธานชมรมฮวงจุ้ยกับชีวิต อธิบายว่า วิชาฮวงจุ้ยเพิ่งจะเริ่มเข้ามามีอิทธิผล และได้รับความนิยมในเมืองไทยในช่วงที่ 7 ของศาสตร์ฮวงจุ้ย โดยอยู่ระหว่างปี 2527-2546 จากทั้งหมด 9 ช่วง โดยแต่ละช่วงของฮวงจุ้ยจะกินเวลาช่วงละ 20 ปี
       
       "ในปี 2553 เราอยู่ในยุคที่ 8 ระหว่างปี 2547-2566 ของศาสตร์ฮวงจุ้ย ตามหลักวิชาเป็นยุคที่โดดเด่นของทิศตะวันตกเฉียงใต้ และเมื่อเข้าสู่ยุคที่ 9 คือระหว่างปี 2567-2586 ดวงดาวจะย้ายไปในตำแหน่งทิศใต้ เมื่อสิ้นยุค 9 แล้ว ศาสตร์ฮวงจุ้ยก็จะเริ่มนับ 1 ใหม่ในปี 2587 อาจารย์ธนากร กล่าว
       
       ปัจจุบันความนิยมใช้ศาสตร์ฮวงจุ้ย เพื่อประกอบการดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจมีเพิ่มสูงขึ้น จะเห็นได้ว่า มีบรรดาโหรนักพยากรณ์หลากหลายวิชาที่หันมาศึกษา วิชาฮวงจุ้ยกันเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีรายได้จากการให้คำปรึกษาที่สูงกว่า วิชาโหรพยากรณ์ทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยที่มีเชื่อเสียง และมีผลงานในระดับอาจารย์หลายๆ คนได้รับการว่าจ้างให้เป็นที่ปรึกษา ให้กับบรรดานักธุรกิจ นักลงทุน ระดับเศรษฐีระดับประเทศ
       
       อาจารย์ธนากร อธิบายว่า วิชาฮวงจุ้ย มีความซับซ้อนมาก และการที่มีรายละเอียดที่หลากหลาย ทำให้บรรดานักธุรกิจที่มีชื่อเสียงต้องมีอาจารย์ฮวงจุ้ยเป็นที่ปรึกษามากกว่า 1 คน เพราะแต่ละคนก็จะถนัดและเก่งคำนวนฮวงจุ้ยที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่นิยมปรึกษาเรื่องฮวงจุ้ย ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธนาคาร กลุ่มโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการศึกษาฮวงจุ้ยของสถานที่ตั้งอาคาร สำนักงานต่างๆ
       
       ด้วยเหตุนี้ในกลุ่มผู้มีความรู้ศาสตร์ฮวงจุ้ย หรือจะเรียกว่า ซินแส ต่างก็พยายามแข่งขันกันเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และเป็นที่ยอมรับจากนักธุรกิจผู้สนใจเรื่องฮวงจุ้ย ส่วนใหญ่มีการกล่าวอ้างถึงผลงานต่างๆ เช่นการศึกษาฮวงจุ้ยให้กับบริษัท หรืออาคารสำนักงาน หรือนักธุรกิจ ในต่างประเทศ เช่นสิงคโปร หรือฮ่องกงเป็นต้น ซึ่งเท่าที่ทราบมีซินแสฮวงจุ้ย ระดับอาจารย์ในเมืองไทย ไม่กี่คนเท่านั้นที่ไปรับปรึกษาให้กับนักธุรกิจต่างประเทศ เพราะที่ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ก็จะจ้างอาจารย์ฮวงจุ้ย ที่เก่ง และชำนาญจากเมืองจีน เป็นส่วนใหญ่
       
       "รายได้" จูงใจ

       ซินแสอาชีพฮอตฮิต
       

       หากมองกันที่รายได้ของซินแส สำหรับเรทค่าตัวซินแสในไทยถ้าเป็นมือใหม่หรือยังไม่มีชื่อเสียงรับดูบ้าน 1 หลังเฉลี่ยค่าดูที่ 1,000-5,000 บาท ส่วนซินแสที่มีชื่อเสียงการดูฮวงจุ้ยจะราคาหลักหมื่นขึ้นไปสำหรับการดูบ้านหนึ่งหลัง แต่ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่หรือกลุ่มบริษัทใหญ่อัตราค่าดูเป็นหลักแสนหลักล้านขึ้นไป แต่เรทค่าตัวของซินแสในไทยแม้จะมีชื่อเสียงเมื่อเทียบกับซินแสจากต่างประเทศแล้วเรทค่าตัวยังห่างกันหลายเท่า
       
       แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้วค่าจ้างซินแสไม่ได้น้อยๆ เลยเมื่อดูจากเจ้าสัวสมัยก่อนที่จ่ายให้กับซินแส ที่ผ่านมาแบงก์กรุงเทพฯ จ่ายทองมากถึง 200-300 บาท หรือปัจจุบันก็มีการรจ่ายมากถึง 5 ล้านบาท เช่นเดียวกับแบงก์ใหญ่ในไทยไม่ว่าจะเป็นกสิกรที่จ่ายให้กับซินแสชาวฮ่องกงเป็นหลักหลายล้านบาท หรือการที่แบงก์ HSBC เชิญ ลิล เลี่ยน ตู (Lilian Too) ซินแสหญิงชื่อดังชาวมาเลเซียสัญชาติจีนมาบรรยายจ่ายค่าตัวหนึ่งล้านบาทพร้อมห้องพักที่โอเรียลเต็ลอีก 7 คืน
       
       นอกจากรายได้เป็นตัวดึงดูดสำคัญแล้วยังเกิดจากการเปิดกว้างของศาสตร์ฮวงจุ้ยมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาๆ ซึ่งเดิมจะมีการเรียนการสอนกันในตระกูลเท่านั้นและถ่ายทอดกับผู้สืบทอดที่เป็นเพศชายหรือบุคคลนอกตระกูลที่มีความสนใจต้องมีฐานะหรือมีจำนวนเงินมากพอที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนกับซินแสชื่อดังในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันมีการเปิดสอนเป็นหลักสูตร
       
       เมื่อก่อนซินแสที่มีชื่อเสียงในไทยไม่กี่คน ปัจจุบันมีหลายสิบคนเพราะกระแสฮวงจุ้ยโลกบูม อาจารย์หลายท่านไปเรียนต่างประเทศมา หรืออ่านหนังสือฮวงจุ้ยในท้องตลาดแล้วเกิดแรงบันดาลใจศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม รวมทั้งมีการฝึกอบรมศาสตร์ฮวงจุ้ยกันมากขึ้น รวมถึงสถาบันอาจารย์เองที่ผ่านได้ผลิตซินแสออกดสู่ตลาดนับพันคนแล้ว
       
       ในขณะที่หลายธุรกิจเริ่มสร้างตึกแข่งกันให้ใหญ่ และสูงขึ้นกว่าคู่แข่งขันเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในพื้นที่ของตนให้มากที่สุด อย่างเช่นห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน เป็นต้น และด้วยมูลค่าการก่อสร้างที่แสนแพงระยับทำให้ก่อนจะก่อสร้างตึกขึ้นมาแต่ละหลังๆ จำเป็นต้องปรึกษาผุ้มีความรอบรู้ด้านฮวงจุ้ยก่อนเพื่อการันตีความปลอดภัย และเชื่อหรือไม่ว่า อาจารย์ที่รับงานนั้นคิดค่าดูแต่ละโครงการไม่น้อยเลย
       
       "20% ตามมูลค่าการก่อสร้าง ถ้าค่าก่อสร้าง 5 พันล้าน คนดูฮวงจุ้ยก็จะได้ 1,000 ล้าน" อาจารย์วรธนัท เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่ผู้ฟังตาลุกด้วยความตื่นเต้น
       
       เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี จะมีผู้เข้ามาศึกษาศาสตร์นี้เป็นจำนวนมาก ด้วยหากสามารถสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักได้ นั่นหมายถึงงานและเม็ดเงินที่จะหลั่งไหลเข้ามาดังสายน้ำ อาจารย์วรธนัท เล่าว่า นับตั้งแต่ทำงานมาตลอด 50 ปี ตนเองต้องทำงานเฉลี่ย 300 วันต่อปี แสดงให้เห็นว่านับจากอดีตจนถึงปัจจุบันยังมีผู้คนให้ความสำคัญกับศาสตร์นี้ไม่ลดน้อยถอยลงเลย ซึ่งปัจจุบันอาจารย์วรธนัทได้เปิดหลักสูตรอบรมเรื่องฮวงจุ้ยให้กับผู้สนใจเรียนฟรีในวันอังคาร พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์
       
       แต่ถ้าไม่ต้องการทำเป็นอาชีพก็อาจเรียนเพื่อเป็นความรู้ เนื่องจากหากให้อาจารย์ดูฮวงจุ้ยแล้วเฮง เฮงในวันนี้ก็ใช่ว่าในวันพรุ่งนี้จะเฮงเหมือนเดิม ด้วยหากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็มีส่วนทำให้การไหลเวียนของพลังงานต่างๆเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น แต่ละคนจึงควรรู้ถึงการสภาวะต่างๆ ด้วยตนเองเพื่อเป็นแนวทางในเบื้องต้น
       สิงห์ ปะทะช้าง
       
       ตำนานการแข่งขันระหว่างแบรนด์สิงห์ กับแบรนด์ช้าง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเกมการตลาด แต่ในปีนี้ค่ายสิงห์ได้เพิ่มยุทธ์ศาสตร์ในเรื่องฮวงจุ้ยเข้าไปเสริม โดยสิงห์ได้มีการตั้งอาจารย์ผู้ชำนาญฮวงจุ้ย เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้คำปรึกษากับบรรดายี่ปั๋ว ซาปั๋ว หรือคู่ค้า ทั่วประเทศในการปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ย ร้านค้า อาคาร สถานที่ ไปจนถึงการแต่งตัว และการแต่งหน้า ให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย
       
       อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ หนึ่งที่ปรึกษาฮวงจุ้ย แบรนด์สิงบอกว่า ปัจจุบัยยีปั๋ว ซาปั๋ว หลายๆ รายของแบรนด์สิงห์ มีการเปลี่ยนประตู หน้าต่าง ตำแหน่างการวางสินค้าผลิตภัณฑ์ ไม่เว้นแต่โต๊ะเก็บเงิน ให้สอดคล้องกับศาสตร์ฮวงจุ้ย คือทิศทางลม และน้ำ
       
       ผู้เชียวชาญวิชาฮวงจุ้ย ที่ปรึกษาของแบรนด์สิงห์ บอกว่า การแข่งขันกันของสิงห์และช้าง ซึ่งถือเป็นสัตว์ที่มีพลังด้วยกันทั้งคู่ สิงห์ เป็นสิ่งที่แสดงถึง อำนาจ ขณะที่ช้าง เป็นเรื่องของ เงิน ที่ผ่านมาแบรนด์ช้างมีการนำเอาศาสตร์ฮวงจุ้ยเข้ามาใช้ ในเรื่องของสถานที่ตั้ง อาคารสำนักงานของตนเอง มีการใช้เงินเป็นหลักโดยเฉพาะในเรื่องการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ด้วยป้ายโฆษณารูปแบบต่างๆ ในขณะที่แบรนด์สิงห์นั้น หันมาให้ลงลึกในเรื่อง การใช้ศาสตร์ฮวงจุ้ย เสริมความแข็งแกร่ง และความเป็นมงคลให้กับบรรดาคู่ค้า
       
       สำหรับการแก้ฮวงจุ้ยของอาคารสถานที่ต่างๆ นั้น โดยหลักการหากมีการก่อสร้างอาคารที่สูงกว่า ใหญ่กว่ามาบดบัง อาคารสำนักงาที่มีอยู่เดิม ตามหลักฮวงจุ้ย จะต้องปรับแต่งอาคารเดิมให้เด่นขึ้นด้วยการใช้สีที่เด่นกว่า ซึ่งปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะใช้สีม่วง หรือทำให้อาคารมีความสว่างขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน หรือตกแต่งอาคารให้สูงกว่าอาคารใหม่
       
       ปตท.ทำแล้วรวย

       การบินไทยหนี้บานเบอะ

       
       ขณะที่ในดูเว็บไซต์ของอาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท ที่ www.fafonfai.org จะพบว่าที่ผ่านมาเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท และหน่วยงานราชการหลายแห่ง แต่ที่น่าสนใจก็คงเป็นที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่อาจารย์บอกว่า เป็นเพราะมีการปรับฮวงจุ้ยตั้งแต่ก่อนปี 2540 ทำให้ตอนที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 บริษัทแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมากนัก ต่างจากการบินไทยที่บอกให้ปรับหลายครั้งแต่ไม่ยอมทำตาม จึงส่งผลให้มีหนี้สินนับแสนล้านบาท
       
       "ตอนนั้นผมบอกว่าอีก 3 ปีจะเจ๊ง แต่เขาไม่ยอมทำ ทำให้การบินไทยมีปัญหาจนถึงทุกวันนี้ จริงแล้วเขาต้องเอาน้ำรอบตึกสำนักงานใหญ่ออก เปลี่ยนเส้นทางการเดินรถใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งต้องนำสายไฟแรงสูงที่พาดไปตามหลังคา และทางเดินคน ที่พาดไปทุกๆตึกออก จึงจะดีขึ้น" อาจารย์วรธนัท ที่บอกว่าตอนนี้ตนเป็นปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก กล่าว
       
       แต่การใช้ศาสตร์อย่างฮวงจุ้ยเข้ามาเสริมด้านพลัง และความเชื่อเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าธุรกิจนั้นจะประสบความสำเร็จเหนือกว่าคุ่แข่งคนอื่นเสมอไป เพราะท่ามกลางที่บริษัทหนึ่งใช้ บริษัทอื่นๆก็ใช้ศาสตร์ที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน แต่ละบริษัท แต่ละตึก แต่ละองค์กร โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนหนา มีตึกใหญ่โต จึงต้องมียุทธศาสตร์ในเรื่องฮวงจุ้ยที่น่าสนใจไม่แพ้เกมการตลาดเลยทีเดียว
       
       กสิกรไทยปรับฮวงจุ้ยครั้งใหญ่

       นำศาสตร์มาช่วยผลักดันแบงก์

       
       สำหรับการปรับ "ฮวงจุ้ย" ของธนาคารกสิกรไทยในช่วงปีที่ผ่านมา และได้ถูกนำมาเปิดเผยโดย "บัณฑูร ล่ำซ่ำ" ซีอีโอแบงก์รวงข้าวในช่วงต้นปี 2553 โดยได้สะท้อนให้เห็นถึงการที่นายแบงก์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดของวงการธนาคารไทย ได้นำศาสตร์เรื่อง "ฮวงจุ้ย" มาใช้เป็นหลักในการบริหาร เพื่อผลักดันธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเทียบรัศมีแบงก์อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่างธนาคารกรุงเทพ
       
       บัณฑูรมีซินแสคู่ใจสองคน คืออาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ ที่ปรึกษาเรื่องฮวงจุ้ยและอาจารย์เม้ง ชุณวัชร์ ลาภานุพัฒน์ ที่ปรึกษาคอยดูเรื่องลายเซ็น นอกจากนี้บางครั้งเขายังจ้างซินแสจากประเทศจีนมาช่วยดูฮวงจุ้ยค่าตัวชั่วโมงละแสนบาท
       
       เมื่อบัณฑูรมีความเชื่อเรื่องฮวงจุ๊ย จึงไม่น่าแปลกใจที่ปี 2552 ที่ผ่านมา สำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทยที่ราษฎร์บูรณะจะถูกแก้ฮวงจุ้ยครั้งใหญ่
       
       บัณฑูร เล่าว่าสำนักงานราษฎร์บูรณะมีทำเลที่ตั้ง "แย่" ที่สุดในบรรดา 3 สำนักงานใหญ่ แม้ที่ผ่านมาหลายคนอาจคิดว่าสำนักงานแห่งนี้อยู่ในที่ตั้งชัยภูมิที่ดีติดริมแม่น้ำ
       
       การแก้ไขฮวงจุ้ยของสำนักงานราษฎร์บูรณะใช้การต่อเติมพื้นที่ชั้น 39 ซึ่งเดิมเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนลาดลงด้านล่าง ทำให้โลโก้ธนาคารไกลเอียงเห็นไม่ชัดจากมุมไกล จุดนี้ทำให้ถูกมองว่าเงินทองจะไหลลงน้ำ จึงแก้โดยเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ตั้งฉากเป็นจุดชมวิวและเพิ่มส่วนห้องจัดเลี้ยงชั้น 38 สามารถรองรับแขกได้หลักร้อยคน ใช้เวลาการปรับเปลี่ยนก่อสร้างถึงหนึ่งปีเต็ม
       
       สาเหตุที่เพิ่มจะปรับฮวงจุ้ยแม้ว่าตึกจะสร้างเสร็จมานานเป็นเพราะว่าบัณฑูรเชื่อว่ากรรมจะวนเวียนอยู่ทุกสิบปี เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจที่จะมาเยือนทุกสิบปี ปีที่ผ่านมาจึงเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง
       
       การแก้ไขฮวงจุ๊ยของสำนักงานราษฎร์บูรณะ ยังเรื่องเกี่ยวกับ "ช้างคู่" ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าสำนักงานใหญ่ ซึ่งแรกเริ่มบัณฑูรได้เชิญสิงโตคู่จากประเทศจีนมาตั้ง โดยนำแบบอย่างมาจากธนาคารเอชเอสบีซีที่ฮ่อง แต่ภายหลังมีซินแสทักว่า "ผิดหลักการ" เพราะธนาคารไทยต้องนำช้างมาตั้งเท่านั้น จนบัณฑูรต้องนำสิงโตคู่นั้นไปถวายให้ทางวัดและเขาต้องไปสักการะเป็นประจำทุกปี
       
       ส่วนสำนักงานใหญ่พหลโยธินนั้น บัณฑูรยกให้เป็นสำนักงานใหญ่ที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดไม่มีอะไรต้องแก้ไขเลยทั้งๆ ที่โดนรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน เหมือนอย่างธนาคารกรุงไทยสำนักงานแต่ธนาคารกรุงไทยต้องแก้ฮวงจุ้ยด้วยการติดยันต์วงกลมไว้หน้าตึกสำนักงานใหญ่
       
       สำหรับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่แจ้งวัฒนะ เกิดขึ้นในยุคที่บัณฑูรเป็นซีอีโอแล้วจึงออกแบบตามหลักที่ถูกต้องของฮวงจุ้ยทุกประการตั้งแต่แรก อย่างเรื่องของกระจกที่เป็นเหลี่ยมเพื่อสะท้อนสิ่งชั่วร้าย รวมถึงยังมีการฝัง "ช้างหยก" ลงในเสาเข็ม เพื่อให้ดึงเงินทองไหลเข้ามา
       
       การปรับเปลี่ยน "ฮวงจุ้ย" ครั้งใหญ่ของแบงก์กสิกรไทยในครั้งนี้ ต้องจับตาดูว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับธนาคารแห่งนี้ได้หรือไม่
       
       เสี่ยช่อง 3 เสริมบารมี

       ตั้ง"ปี๊เซียะ" ดูดทรัพย์

       
       เป็นที่ยกย่องกันว่าหากจะพูดถึงเรื่อง "ฮวงจุ้ย" ขนานแท้ต้องยกให้กับ "ฮ่องกง" ที่กลายเป็นตำนานให้เล่าขานถึงการแข่งขันกันด้วย "ฮวงจุ้ย" ที่เหนือกว่า และการแก้ลำกันไปมาจนปัจจุบันนี้ อย่างกรณีของตึกแบงก์ออฟไชน่าที่ปะทะกับฮ่องกงแบงก์
       
       ว่ากันว่าคนฮ่องกงเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะต้องมีเรื่องฮวงจุ้ยเขามาเกี่ยวข้อง ซินแสชื่อดังระดับโลกก็รวมกันอยู่ที่ประเทศฮ่องกงแห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า "ประวิทย์ มาลีนนท์" เสี่ยช่อง 3 ถึงขนาดลงทุนไปหาซินแสถึงฮ่องกงเพื่อหาวัตถุมงคลอย่าง "ปี๋เซียะ" มาเสริมฮวงจุ้ยให้กับตนเองและอาคารมาลีนนท์ ซึ่งเป็นตึกบัญชาการของช่อง 3
       
       ประวิทย์ ได้เช่าผีเซียะหยกจากฮ่องกงมาหนึ่งคู่ โดยไกด์นำเที่ยวคนไทยที่ทำงานที่ฮ่องกงเล่าให้ฟังว่า ประวิทย์ มาลีนนท์ ได้เดินทางมาที่ฮ่องกงและได้บูชาผีเซียะไปตั้งไว้ที่อาคารมาลีนนท์ โดยผีเซียะหยกคู่นั้นมูลค่านับล้านบาท
       
       ความเชื่อเรื่องของผีเซียะนี้ คือฮวงจุ้ยที่จะเสริมบารมีให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ ผีเซียะจะดูดเอาทรัพย์สินเงินทองให้ไหลมาเทมาและไม่มีการใช้ออก เพียงแต่จะต้องดูแลผีเซียะนั้นให้ดี เนื่องจากผีเซียะไม่มีลมหายใจต้องอาศัยลมหายใจของเจ้าของ การที่เจ้าของดูแลผีเซียะดี ก็จะได้รับผลตอบแทนดีไปด้วย
       
       ไกด์คนเดิมเล่าว่าเมื่อประวิทย์นำผีเซียะไปตั้งที่อาคารมาลีนนท์นั้น มีเพียงประวิทย์คนเดียวเท่านั้นที่สามารถลูบผีเซียะนี้ได้ คนอื่นๆ ในตึกไม่สามารถลูบคลำได้
       
       เชื่อถือหลัก "ฮวงจุ้ย"

       สร้างเนื้อสร้างตัวระดับพันล้าน

       
       ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยได้ทำให้คนที่เริ่มต้นชีวิตกับการเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดโบรกเกอร์ค้าหุ้นก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจนำบริษัทติดโบรกเกอร์ท็อปไฟร์และร่ำรวยระดับพันล้าน
       
       ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บรัษัทหลักทรัพย์ บีฟิท คือบุคคลซึ่งเชื่อว่าความสำเร็จทุกวันนี้ของเขาเป็นผลมาจากความเชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ย และนำมาต่อยอดจนกลายเป็นความสำเร็จและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
       
       อย่างการที่เขาเลือกทำเลที่ตั้งสำนักงานอยู่ในชัยภูมิที่ดี เช่นการย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่บนถนนสีลม ทำให้มีโอกาสในการธุรกิจที่สูง เมื่อประกอบกับความตั้งใจในการทำงานของทีงานก็ทำให้การดำเนินธุรกิจยิ่งไปได้ดี
       
       ตามหลักของฮวงจุ้ยการเดินทางของ "ลม" หรือ "น้ำ" ที่ดีของทำเลที่ตั้งสำนักงาน จะมีส่วนทำให้ความคิด สติปัญญาในการทำงานของผู้บริหารดีตาม ดึงความคิดออกได้ง่ายขึ้น มีผลให้รายได้หมุนเวียน หรือการเข้าออกของเงินจะมีตลอดเวลา ขณะที่บางบริษัทตั้งสำนักงานในมุมอับ ไม่มีกระแสลมเดินสะดวก ความคิดความอ่านของผู้บริหารก็จะลำบากติดขัดไปหมด
       
       จึงไม่น่าแปลกใจว่าวันนี้บล.บีฟิทจะก้าวขึ้นมาเป็นระดับท็อปไฟว์จากที่เคยอยู่อันดับ 30 กว่า และ "ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ" จะเป็นเศรษฐีระดับพันล้าน โดยมีเรื่องของ "ฮวงจุ้ย" เป็นศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
       
       "มาบุญครอง" สุดยอดฮวงจุ้ย

       3 ประตูเปิดรับกระแสพลัง
       

       หากพูดฮวงจุ้ยของห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทย มาบุญครองถือว่าเป็นจุดที่ตั้งหรือชัยภูมิที่ดีที่สุดตามศาสตร์ของฮวงจุ้ยเมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้าอื่นๆ อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม ซินแสผู้มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของไทยและผู้ก่อตั้งสถาบันค้นคว้าวิชาการฮวงจุ้ยแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า จุดที่ตั้งของห้างมาบุญครองจะได้รับกระแสพลังหลักช่วงกำเนิดมังกรหรือพลังงานมาจากวัดหัวลำโพง สามย่าน ตัดกับถนนหลายเส้นรวมกันลากยาวมาที่ถนนพญาไทผ่านหน้ามาบุญครอง แต่พลังดังกล่าวได้ไหลผ่านไปไม่เข้าตัวห้าง ซึ่งจะเห็นว่าประมาณปี 2527 ที่ก่อสร้างมาพอเปิดบริการจึงไม่รุ่งเรือง เรียกได้ว่าค่อนข้างแย่เทบจะเป็น NPL
       
       ผู้บริหารจึงมีการปรับฮวงจุ้ยรอบแรก คือ ทำสะพานลอย (บริเวณจุดเชื่อมโบนันซ่า มอลล์) ครอบเพื่อตัดกระแสอากาศกระแสลมจากรถยนต์ที่วิ่งอยู่ด้านล่างให้ตีเข้าประตู
       
       ถ้ามองภาพถ่ายทางอากาศอาคารมาบุญครองเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมยาวๆ สะพานนี้จะเห็นเป็นรูปติ่งหรือจงอยทิ่มออกไป พอแก้ไขแล้วธุรกิจของมาบุญครองดีขึ้น 50-60% จากนั้นมีรถไฟฟ้าบีทีเอสมาตัดผ่านบริเวณสี่แยกยิ่งทำให้ธุรกิจหรือกิจการของมาบุญครองประสบความสำเร็จมากขึ้นหรือมากกว่า 200% จะเห็นว่ารถไฟฟ้าพาดฝั่งซ้ายมือเรียกว่าฝั่งมังกรเขียว รถไฟฟ้าช่วยดักกระแสอากาศ เพราะเวลารถวิ่งด้านล่างรถแต่ละคันดันอากาศให้เคลื่อนตัว พอวิ่งผ่านใต้รถไฟฟ้าอากาศบางส่วนจะถูกล็อคให้วิ่งอยู่แถวนั้น กระแสมังกรหรือกระแสชี่มันหมุนเวียนมาหยุดตรงแยกพอดี มาบุญครองก็เปิดประตูรับทันที ทำให้มาบุญเป็นห้างสรรพสินค้าที่คนแน่นที่สุดห้างหนึ่งในไทย
       
       "สังเกตดูได้ว่ามาบุญครองอยู่ก่อนรถไฟฟ้าเจริญรุ่งเรือง แต่ศูนย์ศิลปะของกรุงเทพฯ อยู่หลังรถไฟฟ้าทั้งๆที่อยู่ติดกันแต่ไม่มีคนเข้า เพราะถูกดักกระแสอากาศไปหมดแล้ว และมาบุญครองจะมีประตูด้านหน้า 3 บาน ประตูแรก ตรงกับทางสามแพร่งช่องลมของสยาม อ้าปากรับกระแส บานที่ 2 เลยไปช่วงกลางตึกด้านหันถนนพญาไท บานที่ 3 ติดกับห้างโตคิว เป็นฮวงจุ้ยที่เรียกว่ากิน 3 ทิศ"
       
       "พารากอน"

       ตั้งประตูเฉียงรับพลัง

       
       ขณะที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนเป็นอีกห้างหนึ่งมีการออกแบบการก่อสร้างตามหลักฮวงจุ้ย อาจารย์มาศ ให้ข้อมูลว่า สยามพารากอน มีบทเรียนจากการทำฮวงจุ้ยที่สยามดิสคัฟเวอรี่เพื่อเป็นห้างหรูจับกลุ่มลูกค้าระดับบน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ช่วงที่มีโครงการก่อสร้างสยามพารากอนจึงได้มีการทำฮวงจุ้ยใหม่ ฮวงจุ้ยของสยามพารากอนเมื่อดูภาพถ่ายทางอากาศพบว่าตัวอาคารไม่ขนานกับถนนพระราม 1 แต่เป็นการออกแบบให้บิดเบี้ยว และตรงโดมกลมสีทองทางเข้าห้างได้มีการหดผนังเข้าไปด้านใน ในขณะที่ส่วนท้ายยื่นไปทางเซ็นทรัลเวิร์ด จะบีบให้ชิดถนนเข้ามา จึงทำให้รถไฟ้าวิ่งหรือรถยนต์บริเวณด้านล่างวิ่งกระแสอากาศจะบีบตัวเข้าห้างทั้งหมด คล้ายลักษณะของการบีบสายยาง พอบีบแคบน้ำก็จะฉีดแรงกว่าปกติพลังจึงสะสมเข้าไปในตัวอาคาร
       
       และประตูทางเข้าห้างจะตั้งเฉียงเพื่อเปิดรับกระแสพลังจากการวิ่งผ่านของรถไฟฟ้าบีทีเอส ขณะที่โดมกลมขนาดใหญ่สีทองบริเวณทางเข้าเป็นธาตุทองจึงเหมาะที่จะขายของหรูหราราคาแพง ต่างจากสยามดิสคัฟเวอร์รี่ที่เป็นสี่เหลี่ยมครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งของแปดเหลี่ยมรวมกันเป็นก้อนประกบกันซึ่งเป็นธาตุดินและมีรูปทรงของธาตุดินจึงเหมาะกับการขายสินค้าที่มีราคาถูกไม่เหมาะกับการขายสินค้าที่มีราคาแพง ทำให้สยามพารากอนจึงต้องทำโดมกลม สีทองเพื่อวางตำแหน่งห้างสำหรับลูกค้าระดับบน เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรี่ยมที่มีลักษณะโค้งกลมสื่อถึงธาตุทองที่เหมาะกับการขยายสินค้าราคาแพง
       
       เปิดฮวงจุ้ยเมเจอร์ฯ

       วิรันดารีสอร์ท
       

       อาจารย์มาศ เล่าว่า ได้ดูฮวงจุ้ยให้กับเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ตั้งแต่ยังเป็นที่จอดรถแทร็คเตอร์ของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจโรงภาพยนต์เจ๊งระนาวเพราะช่วงนั้นวีดีโอกำลังบูม แต่ผู้บริหารกลุ่มเมอร์เจอร์บอกว่าจะทำธุรกิจโรงภาพยนต์และมาปรึกษา ซึ่งช่วงนั้นมีงบประมาณไม่มากไม่ต้องการสร้างที่จอดรถจำนวนมากแต่ต้องการปริมาณคนเข้ามาจับจ่ายภายในห้างจำนวนมากๆ จึงได้ร่วมกับสถาปนิกตั้งแต่การออกแบบตามหลักฮวงจุ้ยและประสบความสำเร็จแม้จะมีสถานที่จอดรถไม่มากในขณะนั้นก่อนที่จะขยายโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติมในภายหลัง
       
       และกับเครือญาติอย่างตระกูล "องค์วาสิฏฐ์" อาจารย์มาศได้ดูฮวงจุ้ยให้กับวีรันดา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหินและที่เชียงใหม่ โดยที่หัวหินดูฮวงจุ้ยตั้งแต่เป็นที่ดินเปล่าคุยพร้อมกับสถาปนิกว่าต้องการรูปทรงน้ำเต้าเก็บพลังงานเป็นภาพรวมของโครงการและบริเวณล็อบบี้ทางเข้า ลักษณะเปิดปากกว้างคนเข้าไปข้างในมองโล่งยาวไปจนถึงข้างหลังเหมือนกับท้องน้ำเต้า บริเวณด้านในตกแต่งด้วยน้ำจำนวนมากเหมือนกับน้ำเต้าที่ใส่น้ำไว้จนเต็ม
       
       ส่วนวิรันดาเชียงใหม่นั้นเป็นคอนเซ็ปต์ฮวงจุ้ยมังกรภูเขา มีกระแสภูเขาไหลมาจากประเทศจีนทางทิเบต หิมาลัย ไหลมาทางเชียงใหม่ หัวมังกรลงตรงจุดที่ตั้งโครงการและตีแฉกปีกซ้ายและปีกขวามาโอบเก็บกระแสพลังมาไว้ เวลาคนเข้าไปอยู่ในสถานที่เหมือนภูเขาโอบล้อมเป็นวงกลมกอดเอาไว้ ก้จะแนะนำว่าเวลาใครมีช่วงชะตาชีวิตที่ไม่ดี ให้ไปเที่ยวจุดที่เป็นจุดมังกรแบบนี้เพื่อชาร์จพลังเหล่านี้เข้าไปด้วย
       
       นอกจากนี้ อาจารย์มาศ ยังดูฮวงจุ้ยให้กลุ่มสหพัฒน์ เริ่มแรกติดต่อเข้ามาต้องการให้ปรับฮวงจุ้ยให้กับบริษัทในเครือ 10 บริษัทแรก ที่มีรายได้ขาดทุนติดต่อกันต่อเนื่อง จากนั้นได้มีการปรับฮวงจุ้ยผ่านไป 1 ปี ปรากฏว่าทั้ง 10 บริษัททำกำไรแซงบริษัทอื่นในเครือเดียวกันทั้งหมดและติดอันดับต้นๆ ของบริษัทที่ทำกำไรให้บริษัท พร้อมทั้งให้คำปรึกษาฮวงจุ้ยกันบ้านพักที่อยู่อาศัยให้กับบุคคลในตระกูลโชควัฒนาอีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตามขณะที่การแข่งขันทางธุรกิจ และการตลาดที่รุนแรง และต้องการชิงความเป็นผู้นำ ส่วนหนึ่งมีการนำเอาศาสตร์ฮวงจุ้ยเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนดำเนินธุรกิจ การตลาด เพื่อเพิ่มเสร้มความมั่นใจให้กับเจ้าของสินค้า ผลิตภัณฑ์ าจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ กล่าว่า ปีนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวันตรุษจีน 14 กุมภาพันธ์ หากจะให้ธุรกิจมีความเจริญก้าวหน้า ไม่มีอุปสรรค์หรือปัญหา การวางตำแหน่งทิศประตูทางเข้าอาคารร้านค้า ไม่ควรหันหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
       
       เหตุผลเพราะดาวเลข 2 ซึ่งเป็นดาวของความเจ็บป่วยไข้ หรือจะเรียกว่าเป็นดาวร้ายก็ได้ ในปีนี้ 53 โคจรมาอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ นั่งหมายถึง ทิศ หรือประตูทางเข้าที่หันไปทางทิศดังกล่าวจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมาดาวเลข 2 โคจรตกอยู่ในทิศตะวันตก จำเห็นว่าเมืองทางตะวันตกอย่างอเมริกาก็ต้องเจอกับการเจ็บป่วยด้านการเงิน เกิดเป็นวิกฤติการเงินลามไปทั่วเมืองตะวันตก หรือในเมืองไทยประตูทางเข้ากระทรวงสาธารณะสุขก็หันไปทางทิศตะวันตก และกระทรวงดังกล่าวก็ต้องเจอกับเรื่องราวทุจริตจนต้องเปลี่ยนรัฐนรตรีไปทั้ง 2 คน
       
       ขยับจากกระทรวงขยายขึ้นมาเป็นประเทศ อาจารย์บางคนบอกว่า เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันฮวงจุ้ยของบ้านช่อง ธุรกิจ และสถานที่ราชการในเมืองไทยผิดหลักฮวงจุ้ยถึง 99.99% ดังนั้น เชื่อขนมกินได้เลยว่าเม็ดเงินที่จะสะพัดในกระเป๋าของบรรดาอาจารย์นักดูฮวงจุ้ยทั้งหลายต้องเพิ่มขึ้นอีกมากอย่างแน่นอน ยังไม่คิดถึงธุรกิจ และตึกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก
       
       อ่านเสร็จแล้วรีบไปเรียนฮวงจุ้ย และรีบปรึกษาบรรดาผู้รุ้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูของตนเองวันนี้ เชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะหาเงินจากความเชื่อนี้ได้อีกไม่น้อย
       
       **************
       
       เปิดตำนาน 5 ตึกดัง

       "สุดยอดฮวงจุ้ย"
       

       
       5 ตึกดังสุดยอดฮวงจุ้ยได้รวบรวมมาจากปากคำบอกเล่าของบรรดาซินแสผ่านสื่อต่างๆ ที่ต้องยกนิ้วให้กับชัยภูมิที่ตั้งของตึกเหล่านี้และเป็นกรณีตัวอย่างของฮวงจุ้ยที่ดีไว้บอกกล่าวซินแสใหม่ที่เข้ามาในวงการ ซึ่งการที่จะบอกว่าดีตรงตามหลักของศาสตร์ว่าด้วยฮวงจุ้ยซินแสจะอาศัย 2 ปัจจัยคือ เวลา กับชัยภูมิ หรือที่ตั้งของอาคาร
       
       1.ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ตึกนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาถึงความสุดยอดฮวงจุ้ยที่มีการบอกกล่าวกับซินแสรุ่นใหม่มาทุกยุคทุกสมัย และล่าสุดกับการพาดผ่านของรถไฟฟ้าบีทีเอสยิ่งทำให้ชัยภูมิแห่งนี้เพิ่มกระแสการกักเก็บพลังจากการวิ่งผ่านของรถยนต์บนถนนและพลังจากการเคลื่อนของรถไฟฟ้า พร้อมกับแนวรถไฟฟ้ายิ่งทำให้การกักเก็บพลังเพิ่มทวีคูณ ซึ่งพิสูจน์ได้จากปริมาณคนเข้าใช้บริการในห้างแม้แต่บิ๊กบอส บริษัท เอ็ม เค จำกัด (มหาชน) อย่าง"บันเทิง ตันติวิท" ยอมจ่ายค่าเช่าที่ให้กับจุฬาฯ ในอัตราที่แพงกว่าเดิมหลายเท่าตัว หรือรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทตลอดอายุสัญญา 20 ปี
       
       2.ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ถนนราษฎร์บูรณะของตระกูลล่ำซำ ซึ่งจุดที่ตั้งเกิดกระแสตีกลับของลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาโอบพอดี และสะพานที่แขวนทอดยาวมาหาอาคารเป็นลักษณะของธาตุไม้ การก่อสร้างอาคารจึงเป็นทรงสูง มีปลายแหลมลักษณะของธาตุไม้และธาตุไฟ หมายถึงการใช้วิชาความรู้ (ธาตุไม้) มาสร้างความโดดเด่นและความสำเร็จ (ธาตุไฟ) ส่วนประตูด้านหน้าติดถนนใหญ่เป็นทางลงของสะพานแขวน เป็นตัวตัดกระแสเข้ามากักเก็บในตัวอาคาร
       
       3.ธนาคารกรุงเทพ ถนนสีลม ของตระกูล "โสภณพนิช" แม้จะเป็นที่ซึ่งไม่ติดแม่น้ำมีแต่ถนนและรถไฟฟ้าขวางกั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นชัยภูมิที่สุดยอดเช่นกัน เพราะอาคารถูกออกแบบเป็นตึกสี่เหลี่ยม 2 อันซ้อนกัน มีฐานล่างแผ่กว้างและแข็งแรงเปรียบเหมือนธาตุดินหรือการสะสมตัวเกิดความมั่งคั่งมั่นคงดั่งภูเขาใหญ่ที่ยืนหยัดผ่านวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า ครองแชมป์สัดส่วนยอดเงินฝากและสินเชื่อมาโดยตลอด และการที่เส้นทางรถไฟฟ้าพาดผ่านนั้นด้านหน้าเป็นทางเลี้ยวโค้งโอบด้านหน้าธนาคาร จึงเท่ากับการกักเก็บพลังไว้ด้านหน้าแบงก์กรุงเทพได้มาก
       
       4.คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ของ "วิชัย รักศรีอักษร" ถ้าเป็นอาคารที่อยู่บริเวณที่เป็นสายน้ำหรือถนนที่เป็นเส้นตรงผ่านหน้าไป ในทางฮวงจุ้ยเรียกว่า "สายน้ำตัดขา" ไม่สามารถดูดซับพลังได้ แต่อาคารหลังนี้ได้มีการออกแบบดีเพื่อส่งเสริมตัวอาคาร ให้บริเวณด้านหน้ามีสายน้ำโอบล้อมขนานกับแนวอาคารตลอดทั้งแนวเกือบ 100 เมตร โดยทำให้น้ำล้นส่งเข้าหาประตูและตัวอาคาร เวลาที่ผิวหน้าของน้ำเคลื่อนตัว ก็จะเหนี่ยวนำกระแสพลังชี่ให้ไหลเข้ามาด้วยในองศาทิศทางที่ดี เมื่อประกอบกับรูปแบบการออกแบบเป็น 5 ธาตุ ก่อเกิดเกื้อหนุนกันอย่างต่อเนื่องยังเป็นโครงสร้างพลังแบบธาตุทอง เหมาะสมสำหรับกิจการที่จะจำหน่ายสินค้าหรูหรา ราคาแพง ส่วนอาคารรอบๆ ข้างทำเป็นลักษณะของธาตุไม้ ซึ่งเป็นโชคลาภของธาตุทอง โดยมีน้ำรอบๆ อาคารเป็นตัวก่อเกิดไม้ที่เป็นโชคลาภ จึงทำให้กลายเป็นแหล่งจ่ายโชคลาภไม่มีที่สิ้นสุด
       
       5.ห้างสรรพสินค้าฟอร์จูนทาวน์ ถนนรัชดาภิเษก ถึงจะตั้งอยู่บริเวณมุมถนนรัชดาฯ แต่ถูกสะพานลอยข้ามสี่แยกตัดกระแสพลังที่มาจากถนน ทำให้พลังไม่สามารถมาหล่อเลี้ยงอาคารได้มากเท่าที่ควร ต่อมามี เทสโก้ โลตัส เข้ามาเปิดในอาคารนี้ และมีการออกแบบป้ายขนาดใหญ่ยื่นออกมาตัดกระแสลม จึงทำให้พลังหวนกลับมาสะสมตัวที่อาคาร ทำให้กิจการของฟอร์จูนทาวน์ไปได้ดี
       
       ***********
       
       ฮวงจุ้ยกับอาคารดัง
       
       ฮวงจุ้ยกับอาคารใหญ่ๆ มักเป็นของคู่กัน ในแต่ละปีว่ากันว่าจะมีการดูฮวงจุ้ยเพื่อผูกดวงแก้เคล็ดให้ธุรกิจมีความเจริญรุ่งเรือง ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริหารในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการดูฮวงจุ้ยกันมากขึ้น ล่าสุดแม้แต่กระแสข่าวที่มีออกมาว่าตึกใหญ่ๆ หลายแห่งที่มีชื่อในเมืองไทยเตรียมรีโนเวตใหม่ทั้งหมด หรือบางแห่งถึงขนาดต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมไปยังสถานที่ก่อสร้างแห่งใหม่

       

       ขณะเดียวกัน ผู้มีประสบการณ์เรื่องดูฮวงจุ้ยอย่างซินแสหลากสำนักย่อมมีแนววิเคราะห์ฮวงจุ้ยที่แตกต่างกัน แต่ซินแสส่วนใหญ่จะใช้ 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ "เวลา" กับ "โลเกชั่น" เป็นตัววิเคราะห์ทำเลที่ตั้งตัวอาคาร ขณะที่ในส่วนของเวลา จะเป็นการคำนวณกระแสพลังทิศทางกับดวงมนุษย์ บางแห่งใช้หลักของคณิตศาสตร์และดวงดาว ซึ่งแต่ละแห่งมักจะมุ่งเน้นเรื่องธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ดิน ไม้ ไฟ ทอง น้ำ ที่ใช้เข็มทิศวัดพลังงาน หรือที่เรียกว่า หล่อแก
       
       ว่ากันว่า ใช้หลัก "โลเกชั่น" เป็นการดูพื้นที่ ทำเล ซึ่งเข้าใจได้ง่ายจึงได้รับความนิยม เช่น ด้านหลังเป็นภูเขา ด้านหน้าติดแม่น้ำ ทางสามแพร่ง มุมแหลมจากตึกอื่นพุ่งเข้ามาชน ลเกชั่นนี้จะเป็นแนวทางเบื้องต้นในการวิเคราะห์สภาพบ้านหรืออาคาร เพื่อสร้างสมดุล และเหนี่ยวนำสิ่งที่ดีมาสู่สิ่งปลูกสร้างและผู้พักอาศัย ส่งผลให้ทำเลที่ตั้งของฮวงจุ้ยที่ดี ต้องยกให้ในเรื่องของการกักเก็บกระแสพลัง ซึ่งใช้ชื่อของสัตว์มาเรียก เช่น ด้านหลัง คือ "เต่าดำ" ควรมีภูเขา หรืออาคารขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้ลมพัดเข้ามากระจายพลังสลายไป ด้านซ้าย คือ "มังกรเขียว" ต้องมีสภาพที่เข้มแข็งกว่าฝั่งขวาเล็กน้อย ด้านขวา คือ "เสือขาว" และด้านหน้า คือ "หงส์แดง" ต้องมีสภาพ โล่ง ต่ำ เคลื่อนไหว สามารถสะสมกระแสพลังได้ดี จึงเห็นได้บ่อยครั้งที่อาคารหลายแห่งลงทุนขุดทะเลสาบไว้ด้านหน้า เพื่อเป็นตัวแทนของหงส์แดงในการกักเก็บกระแส
       
       สอดคล้องกับ ภัทรพล แซ่ลิ้ม ซินแสดูฮวงจุ้ยที่เกิดในเยาวราช แต่ไปโตที่ฮ่องกงเรียนวิชาฮวงจุ้ยชั้นสูงจากสำนักง้อไบ๊ ประเทศจีน รุ่น 21 อธิบายให้ฟังว่า ปัจจุบันการเกิดของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทั้งอาคาร ถนน มักจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อต่ำแหน่งดวงดาว ซึ่งจะส่งผลให้อาคารสูงใหญ่ได้รับผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ ดังนั้น ตามหลักของฮวงจุ้ยแล้วคือทุกๆ ปีจะมีการดูฮวงจุ้ยใหม่เพื่อหาทางแก้ไข
       
       ว่ากันว่า อาคารที่ก่อสร้างเกิดขึ้นมาก่อนในยุคยุคหนึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้วจะใช้เวลาประมาณ 20 ปีตรงกับ 1 ยุคของฮวงจุ้ย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มีอาคารชื่อดังหลายแห่งของเมืองไทยที่ปลูกสร้างมากว่า 20 ปีเริ่มมีการขยับขยายและปรับปรุงตัวอาคารใหม่ทั้งภายในและภายนอก หรือบางแห่งถึงขั้นย้ายออกจากที่เดิมไปก่อสร้างในพื้นที่แห่งใหม่แทน
       
       "ผลของการมีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยรอบตัวอาคาร มักจะทำให้ฮวงจุ้ยที่มีอยู่เดิมนั้นเปลี่ยนไป ดังนั้นเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ การแก้ไขฮวงจุ้ยจึงต้องมีการทำกันทุกปี และทำติดต่อกันไปจนถึง 1 ยุคของฮวงจุ้ยคือประมาณ 20 ปีถึงจะมีการปรับฮวงจุ้ยครั้งใหญ่" ซินแสภัทรพล กล่าว
       
       ตามหลักของฮวงจุ้ยที่ดีต้องมีคุณสมบัติคือ วันเวลาในการก่อสร้างต้องขึ้นอยู่กับ ดิน ฟ้า และดวงดาว ที่ผูกดวงกัน ขณะที่ตัวอาคารจะต้องเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัสตุรัส ไม่มีลวดลายโดยแต่ละมุมตึกต้องไม่มีเหลี่ยมที่คอยไปทิ่มแทงอาคารของผู้อื่น
       
       หากสังเกตในบรรดาห้างสรรพสินค้าดังในกรุงเทพฯ ห้าง "มาบุญครอง" ที่เป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ มีทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอย เป็นตึกที่ซินแสกล่าวว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดี จึงไม่แปลกใจเลยที่ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารห้างมาบุญครอง จะยอมจ่ายให้กับจุฬาฯ ในอัตราแพงลิบลิ่วกว่าอัตราเดิมหลายเท่าตัว
       
       ขณะที่ มาบุญครอง อยู่บนทำเลฮวงจุ้ยดีเช่นไร ซินแสดังให้ความเห็นไว้ว่า ทำเลของมาบุญครองอยู่บริเวณหัวมุมถนนปทุมวัน มีสะพานลอยมาช่วยตัดกระแสพลังที่มากับรถให้หวนกลับเข้ามาสะสมตัวอยู่ภายในอาคาร จำนวนผู้ที่เข้าไปใช้บริการในห้างนี้จึงหนาตา ครั้งหนึ่ง ผู้บริหารมาบุญครองเองยังเคยกล่าวไว้ว่า "มีห้างไหนบ้างไหมที่ตอนสามทุ่มยังมีคนเดินกันอย่างคึกคัก เหมือนมาบุญครอง" และพอมาในยุคหลัง ที่มีรถไฟฟ้าผ่านแล้ว บริเวณหน้ามาบุญครองยังโชคดีด้วยการมีรางรถไฟฟ้าถึง 2 ชั้นอยู่ทางซ้ายมือของอาคาร ยิ่งมีส่วนช่วยดึงพลังให้เข้ามาสะสม ทำให้มีผู้คนเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
       
       แม้แต่กรณีของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ของตระกูล "ล่ำซำ" ซินแสให้ความเห็นว่ามีความโดดเด่นคนละด้านกับธนาคารกรุงเทพ โดยตึกนี้ด้านหน้าอยู่ติดถนน ขณะเดียวกันมีจุดที่เกิดกระแสตีกลับของแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาโค้งโอบพอดี เป็นลักษณะพิเศษที่เรียกว่า "ในหยินสูงที่สุดจะก่อเกิดหยาง"
       
       ส่วนสะพานแขวนที่มีรูปร่างยาวทอดมาหาอาคาร เป็นลักษณะของธาตุไม้ ธนาคารจึงสร้างอาคารเป็นทรงสูงที่มีปลายแหลมเป็นลักษณะของธาตุไม้และธาตุไฟ ซึ่งหมายถึงการใช้วิชาความรู้ มาสร้างความโดดเด่นและความสำเร็จ
       
       ถ้าพิจารณาตามวงจรของกฎแห่งธาตุ จะพบว่า เป็นกระแสก่อเกิดต่อเนื่อง คือ พลังของแม่น้ำ มาก่อเกิดธาตุไม้ของสะพาน แล้วนำกระแสไปส่งเสริมธาตุไม้และไฟของอาคาร ส่วนประตูหน้าด้านติดถนนใหญ่ เป็นทางลงของสะพานแขวน ก็เป็นตัวตัดกระแสเข้ามากักเก็บเข้าสู่อาคาร
       
       ว่ากันว่าโค้งน้ำ ถือเป็นโค้งของการกักเก็บกระแสพลังได้ดีสุด แต่ไม่ใช่ทุกตึกที่อยู่บริเวณนี้จะดีเหมือนกันหมด ต้องขึ้นอยู่กับชัยภูมิของโค้งด้วย เพราะจะเห็นว่าถ้าขยับมาทางช่วงพระราม 3 ที่เป็นโค้งน้ำเดียวกัน กลับไม่ดีเท่าที่ควร
       
       ในเชิงวิทยาศาสตร์ สายน้ำหรือถนนควรโค้งโอบอาคาร เพราะตามเส้นโค้งจะมีแรงเกิดขึ้น 2 ชนิด คือ แรงเข้าสู่ศูนย์กลางด้านในของโค้ง และแรงหนีศูนย์กลางออกนอกโค้ง ซึ่งแรงเข้าสู่ศูนย์กลางนี่เองที่เป็นตัวนำพาพลังที่ดีเข้าสู่พื้นที่ด้านในของโค้ง สิ่งเหล่านี้อาจจะเห็นได้ชัดเจนสำหรับสายน้ำที่มีแรงชนิดนี้ ดึงเอาตะกอนต่างๆ มาสะสมทางด้านในของโค้ง ทำให้มีที่ดินงอกเพิ่มขึ้นทุกปี
       
       อาคารที่ตั้งอยู่บริเวณด้านในโค้งน้ำหรือถนน จึงได้รับการส่งเสริมจากพลังที่ดีให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องในระยะยาว เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาที่โค้งโอบทำให้กรุงเทพฯ เจริญรุ่งเรือง และตำแหน่งที่ตั้งของพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอยู่ด้านในของโค้งโอบของแม่น้ำ เป็นทำเลฮวงจุ้ยที่เยี่ยมยอด ส่วนแรงหนีศูนย์กลางจะนำพลังชนิดที่ไม่ดี เข้ามาให้อาคารที่อยู่ด้านนอกของโค้ง เนื่องจากแรงหนีศูนย์กลางจะมีพลังปะทะที่รุนแรง หรือหากเป็นกรณีของสายน้ำ ก็จะพบว่า ที่ดินด้านนอกของโค้ง จะถูกกัดเซาะหดหายไปทุกปี
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตึก อาคารเหล่านี้จะเป็นตึกที่ฮวงจุ้ยดีสุดๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจ ทุกร้านภายในตึกจะดีไปทั้งหมด หรือในตึกที่ฮวงจุ้ยแย่สุดๆ ก็ยังมีคนที่ขายของได้ เหมือนกับ หยิน-หยาง ขาว-ดำ ในดำ ย่อมมีขาว และในขาว ย่อมมีดำ ขณะที่ผู้บริหารอาคารเองก็ต้องมีความใส่ใจกับฮวงจุ้ยในแต่ละปีด้วยเช่นกัน
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ค้นหาทุกข่าวใน WiseKnow

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

 Donate

Login

Workflows

เลือกฟีดข่าวที่ต้องการ

เมนูหลัก

Home
News
Section
Blog
Gallery
Links
News Feeds
Contact Us