|
"เครื่องสำอางหรู" ปรับทิศ โฟกัส "สื่อออนไลน์" ดึงลูกค้าวัยรุ่น |
|
|
|
|
จันทร์, 08 กุมภาพันธ์ 2010 |
แม้กระแสเฟซบุ๊ก (Facebook) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในบ้านเราทั้งในแง่การใช้งานส่วนบุคคลและการใช้งานของธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ
แต่สำหรับธุรกิจเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ ซึ่งภาพรวมตลาดปีที่แล้วไม่สดใสนัก การอาศัยช่องทางการสื่อสารที่ช่วยประหยัดงบประมาณและเข้าถึงคนหมู่มากได้ง่าย นับเป็นเทรนด์ที่เข้ามาถูกจังหวะพอดี
อย่างน้อยที่สุด ขณะนี้คนไทยมีสถิติการใช้เฟซบุ๊กมาก เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอเมริกา
"อลิศรา พรหมผลิน" ผู้จัดการทั่วไปผลิตภัณฑ์เอสเต ลอเดอร์ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลเรา ในวันเปิดตัวเฟซบุ๊ก ของเอสเตฯอย่างเป็นทางการว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ หรือไม่เคยใช้ ผลิตภัณฑ์มาก่อน
แน่นอน งานนี้ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มวัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ที่ชอบเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด มีข้อดีที่ความประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
สำหรับกลยุทธ์เรียกแฟนในเฟซบุ๊กของเอสเตฯ ช่วงแรกใช้กิจกรรมการแต่งหน้าในลุกที่แตกต่าง โดยเมกอัพอาร์ทิสต์และโพสท่าถ่ายภาพกับช่างภาพมืออาชีพ พร้อมบริการดาวน์โหลดรูปลงเฟซบุ๊กทันที ที่สาขาพารากอน เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล ชิดลม และเซน
แต่ความจริงแล้ว คีย์ซักเซสของเฟซบุ๊กอยู่ที่การนำฐานข้อมูลที่ได้ไปต่อยอด
ดังนั้น จากนี้ไปเอสเตฯจะพยายามอัพเดตความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์และ ครีเอตกิจกรรมให้สมาชิกในเฟซบุ๊กมีโอกาส เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับสมาชิกและเพิ่มฐานใหม่ ๆ ซึ่ง เอสเตฯตั้งเป้าเพิ่มฐานเมมเบอร์จากสื่อใหม่นี้มากกว่า 15% จากจำนวนเมมเบอร์ที่แอ็กทีฟอยู่ 40,000 ราย
"อลิศรา" บอกว่า การก้าวเข้าสู่เครือข่ายสังคมออนไลน์ครั้งนี้ นอกจากจะกระตุ้นยอดขายในเคาน์เตอร์ได้ส่วนหนึ่ง ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่ทันกระแสของเอสเตฯได้อีกด้วย
ขณะที่เครื่องสำอางญี่ปุ่นอย่าง "คาเนโบ" ซึ่งซุ่มเปิดเฟซบุ๊กของตัวเองตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา "แสงเดือน อุทารวุฒิพงศ์" ผู้จัดการฝ่ายการตลาด คาเนโบ คอสเมติก (ประเทศไทย) เล่าว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสนใจในการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ
หนึ่งในการหาข้อมูลคือความคิดเห็นโดยตรงจากผู้ใช้จริง ๆ และยิ่งตอนนี้ไลฟ์สไตล์ของคนจะอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าอยู่กับคนในครอบครัว กระแสนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เช่นเดียวกับบล็อกเกอร์ (Blogger) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สนใจข้อมูลเชิงลึก อีกทั้งมี community ของตัวเอง เปรียบเสมือนกลุ่มเพื่อนสาวที่คอยอัพเดตเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน ดังนั้นหากคนกลุ่มนี้สนใจเกี่ยวกับเครื่องสำอางก็น่าจะทำให้เครื่องสำอางแพร่หลายในวงกว้างได้เช่นกัน
"ตอนนี้เครื่องสำอางเคาน์เตอร์ให้ ความสำคัญกับเครือข่ายสังคมออนไลน์พอสมควร อย่างน้อยทุกแบรนด์ต้องมีโฮมเพจหรือเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านความงามให้กับผู้หญิงได้ทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีไลฟ์สไตล์อย่างไร"
นอกจากนี้ยังมีเครื่องสำอางแบรนด์ อื่น ๆ ที่เริ่มให้น้ำหนักกับเครือข่ายเฟซบุ๊กแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคลาแร็งส์ในเครือซีเอ็มจี ไบโอเธิร์มในเครือลอรีอัล แมคในเครือเอลก้า ฯลฯ
ด้าน "กษมาช นีรปัทมะ" กรรมการผู้จัดการ "ท้อปสเปซ" บริษัทบริหารสื่อโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต บอกว่า ปีที่ผ่านมาสินค้าในกลุ่มความสวยความงามเป็นกลุ่ม ที่ใช้งบฯการตลาดและโฆษณาในสื่อออนไลน์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ส่วนการเคลื่อนตัวเข้าไปทำการตลาดรูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก, hi5 หรือ twitter เริ่มมีความชัดเจนเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเข้าไปในแฟนเพจเพื่อโปรโมตแบรนด์สินค้าและบริการ เพื่อให้คนติดตามข่าวสารและแสดงความเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการนั้น
พร้อมกันนี้ กษมาชยังให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่ยังนิยมใช้เพื่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายมากกว่าหวังผลในด้านยอดขาย และเชื่อว่าจะเป็นการตลาดรูปแบบใหม่ที่มีโอกาสในการขยายตัวได้อีกมากทีเดียว
คงต้องลุ้นต่อไปว่าเครือข่ายเฟซบุ๊กจะสร้างความคึกคักให้วงการเครื่องสำอางเคาน์เตอร์ได้ขนาดไหน
คอลัมน์ จับกระแสตลาด |