|
ยักษ์ไอที "ทุ่ม" ตลาดไทย รับอานิสงส์ตลาด "เอเชีย" ขาขึ้น |
|
|
|
|
อังคาร, 09 มีนาคม 2010 |
|

ต้องยอมรับว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่สร้างปัญหาเกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตกเป็นหลัก โดยเฉพาะ "สหรัฐ" และ "ยุโรป" ที่พบปัญหาการชะลอการซื้อ การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้ยอดขายของบริษัทข้ามชาติที่เคยแสวงหาผลประโยชน์จากดินแดนดังกล่าวไม่เป็นดังที่คิด
บรรดากูรูต่าง ๆ จึงคาดการณ์ว่า ในช่วงศตวรรษตที่ 21 สปอตไลต์ของการทำตลาดจะฉายแสงมาที่ฝั่ง "เอเชีย" ซึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้นและมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น บวกกับประชากรมหาศาล ทำให้ผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรมจึงเบนเข็มธุรกิจใหม่ เจาะตลาดซีกโลกตะวันออกมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมไอที
โจทย์ใหม่ที่ยักษ์ไอทีได้รับในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือการหา "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Market) ที่ยังมีอัตราการใช้ไอทีไม่สูง และยังมีช่องว่างให้เจาะตลาด เปลี่ยนจากเดิมที่เน้นเจาะตลาดยุโรป หรือสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันประสบสภาวะตลาด "อิ่มตัว"
และแน่นอน หนึ่งในตลาดเกิดใหม่นั้นคือตลาดอาเซียนรวมถึง "ประเทศไทย" ที่มีประชากรรวมกันมากถึง 560 ล้าน
เริ่มจากบิ๊กบลู "ไอบีเอ็ม" ที่มีการปรับโครงสร้างตลาดใหม่ แบ่งตลาดเป็น Major Market (สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น) และ Growth Market (อาเซียนและอื่น ๆ) โดยไอบีเอ็มให้ความสำคัญ และคาดหวังกับการเติบโตอย่างมากของประเทศในกลุ่มตลาดที่ยังมีการเติบโตแทนตลาดที่อิ่มตัวอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
"ธันวา เลาหศิริวงศ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่า "ภาพรวมอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีสัดส่วนต่อประชากรในประเทศที่ค่อนข้างต่ำ จึงยังมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยไทยเป็น 1 ใน 150 ประเทศ ซึ่งอยู่ในตลาดที่ยังมีการเติบโต และเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านไอทีให้กับไอบีเอ็มเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์"
ประเทศที่อยู่ในกลุ่มตลาดที่มีการเจริญเติบโตสูง จะได้รับทั้งทรัพยากร เงินทุน และการลงทุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำตลาดและสร้างส่วนแบ่งการตลาดในไทย เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตและสร้างรายได้ในอนาคตให้กับบริษัท
ขณะที่ "ไมโครซอฟท์" บริษัทซอฟต์แวร์เบอร์ 1 ของโลก ก็จับตามองตลาดไทยเช่นกัน หลังจากไทยสร้างผลงานการเติบโตติด 1 ใน 5 ประเทศที่มียอดการเติบโตสูงสุด
ของไมโครซอฟท์ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ อานิสงส์ที่ไทยจะได้รับ คืองบประมาณการตลาดที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับประเทศอื่นที่ถูกปรับลดลง รวมถึงการลงทุนรูปแบบใหม่ ๆ การสนับสนุนจากบริษัทแม่ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น และมักจะเป็นประเทศแรกที่ได้เริ่มต้นโครงการทดลองใหม่ ๆ ด้วย
ด้านยักษ์ใหญ่คอมพิวเตอร์จากแดน มะกัน "เดลล์" ที่ลงสนามคอนซูเมอร์ไทยได้เพียง 3 ปี ได้ยกประเทศไทยเป็นประเทศ 1 ใน 3 ประเทศที่ "strategic countries" นอกเหนือจากจีนและเวียดนาม โดยเดลล์ระบุว่าไทยเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน ทำให้เดลล์โฟกัสและให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยอย่างมาก โดยในปี 2553 เดลล์ได้เพิ่มเม็ดเงินลงทุนด้านการตลาดในไทยมากกว่าเท่าตัว
"เดลล์มีการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะงบฯกิจกรรมการตลาด การขยายช่องทางจำหน่ายและด้านสินค้า ถือเป็นการทำตลาดที่แอ็กเกรสซีฟขึ้นอย่างมาก และไม่ว่าไทยจะมีปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจอย่างไร เดลล์ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง" เอียน แชปแมน-แบงค์ ผจก.ทั่วไปจากกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ประจำเอเชีย-แปซิฟิก เดลล์ กล่าว
ยังไม่นับรวมยอดขายที่ดีขึ้นเป็นลำดับของ "โตชิบา" ในครึ่งปีแรกของปี 2552 ที่เติบโตกว่า 70% ทำให้บริษัทแม่จากญี่ปุ่นพอใจกับผลงานของประเทศไทยมาก ทำให้ช่วงครึ่งปีหลัง (เริ่ม ต.ค. 2552-มี.ค. 2553) โตชิบาได้รับเงินสนับสนุนการทำตลาดเพิ่มขึ้น 20-30% ทั้งเรื่องการทำโน้ตบุ๊กโมเดลราคาพิเศษ และการทำราคาเพื่อแข่งขันในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ
ด้านฝั่งผู้ผลิตพรินเตอร์ก็ไม่น้อยหน้า ทุกค่ายต่างมองเห็นโอกาสของตลาดในเมืองไทย ทำให้ทุ่มทั้งงบประมาณและกำลังคนอย่างเต็มที่กับประเทศไทย "สมชัย สูงสว่าง" ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจภาพและการพิมพ์ จากค่ายเอชพี กล่าวว่า สินค้ากลุ่มเครื่องพิมพ์ของเอชพีในไทยนั้นสร้างยอดขายเป็นสัดส่วน 30% ของเอชพีอาเซียน ถือเป็นสัดส่วนยอดขายที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จึงทำให้เอชพีไทยได้รับการจัดสรรงบฯสนับสนุนกิจกรรมการตลาดอย่างเต็มที่ และเป็นตลาดที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ทำนองว่า "ทำผิดก็ว่าก่อน ให้เงินก็ให้ก่อน"
เช่นเดียวกับ "บราเดอร์" ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์จากญี่ปุ่น ที่รายงานว่า สัดส่วนรายได้จากเมืองไทย คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของยอดขายบราเดอร์อาเซียน บวกกับนโยบายของบริษัทแม่ที่ต้องการโฟกัสตลาดเอเชียมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจในญี่ปุ่นไม่ดี และตลาดสหรัฐและยุโรปเติบโตน้อย ทำให้ประเทศไทยยิ่งได้รับความสำคัญและได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในการของบฯกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ รวมถึงตั้งเป้าการเติบโตที่เพิ่มขึ้นกว่า 15%
รวมถึง "เอปสัน" มีนโยบายโฟกัสตลาดอาเซียนเป็นพิเศษเช่นกัน ล่าสุดเอปสันญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ "สำนักงานสินค้าเพื่อตลาดเกิดใหม่" ทำหน้าที่พัฒนาสินค้าที่เหมาะกับตลาดอาเซียน จีน และอินเดีย
เรียกว่าผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และพรินเตอร์ทั้งหลายต่างจับจ้องมาที่ตลาดอาเซียนและเมืองไทย เพราะด้วยอัตราส่วนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต่อประชากรยังต่ำมาก ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นโอกาสเช่นเดียวกัน และด้วยเม็ดเงินลงทุนในด้าน ต่าง ๆ และงบฯการตลาดที่แต่ละบริษัทใส่เข้ามาในเมืองไทย ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะกระตุ้นให้ตลาดไอทีปีนี้มีสีสันและเติบโตอย่างน่าสนใจ
Trackback(0)
|