|
เกมวิบาก(กรรม) ยักษ์ AIS "The Show Must Go On" กลางพายุฤดูร้อน |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 11 มีนาคม 2010 |
สัมภาษณ์
โดนเต็ม ๆ หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองตัดสินยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. 2553 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากจะส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาร้อนแรงชนิดต้อง จับตามองชอตต่อชอตแล้ว
บริษัทในกลุ่มชินคอร์ป ย่อมได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน ด้วยว่าเกี่ยวข้องโดยตรงในหลายกรณี
สำหรับ "เอไอเอส" ในแง่ภาพลักษณ์องค์กรโดนเข้าอย่างจัง แม้ไม่หนักหน่วงเท่า 4 ปีก่อน ที่ถึงขั้นปลุกกระแส "เผาซิม"
ท่ามกลางมรสุมลูกล่า เรามีโอกาสพูดคุยกับ "วิเชียร เมฆตระการ" หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ผลกระทบหลังคำตัดสินคดี
ธุรกิจก็คือธุรกิจ ต้องทำต่อเนื่องไป จะเห็นว่าเรามีโปรโมชั่นออกมาเยอะแยะ อย่างการเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนฟุตบอลก็เตรียมไว้นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำ หรือแม้แต่ที่มีคิวไปพบนักลงทุนเมื่อ 2 วันก่อน ก็กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ได้เกี่ยวกับผลตัดสินคดีที่ผ่านมา เพียงแต่ทำให้นักลงทุนถามกันมากถึงเรื่องนี้ ไม่ได้ถามเรื่องผลประกอบการ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา
- ตอบนักลงทุนอย่างไร
เราคิดว่าเป็นเรื่องของคำพิพากษานักการเมือง เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ หากจะมีการใช้คำตัดสินของศาลมาเป็นบรรทัดฐานใด ๆ ในการเรียกร้องจากบริษัท เราคงต้องขอใช้สิทธิปกป้องตนเองตามครรลองของกฎหมายต่อไป แต่จะให้ผมบอกว่า ไม่ต้องห่วงสบายมากก็ไม่ได้ นักลงทุนเขา ก็รู้ มันก็แก้ไขไปตามครรลองที่มี
- คำตัดสินเกี่ยวกับการแก้สัมปทานทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจ
เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ทุกอย่างทำตามสัญญาที่มีกันอยู่แล้ว โพซิชั่นของเราชัดเจน คือคิดว่าคำตัดสินของศาลฎีกาเป็นการตัดสินเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่น่าที่จะมีผลเกี่ยวข้องใดกับบริษัท ถ้าจะเอาตรงนี้มาเป็น legal action เราก็ต้องปกป้องสิทธิตามครรลองของกฎหมาย
- ในแง่ภาพลักษณ์กระทบไหม
ก็อาจจะมี ตอนนี้ก็มีคนโจมตีเราผ่านทางเว็บไซต์บ้าง ก็คิดว่าเขาอาจไม่เข้าใจ ไม่รู้ข้อเท็จจริงหรืออาจเข้าใจไม่ตรง ก็ต้องค่อย ๆ ชี้แจงกันไป ไม่มีอะไร
- ในระยะสั้นทิศทางบริษัทจะเป็นอย่างไร
คงอย่างนี้ครับว่าเราก็ต้องพูดคุยกับพนักงานในบริษัท และหลาย ๆ คนก็มีตารางที่จะต้องไป road show อยู่แล้ว เราก็ทำไปตามปกติเหมือนเดิม การวางแผนธุรกิจก็เหมือนเดิม
- ไม่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทางการเมือง
คือความเสี่ยงทางการเมืองต้องเข้าใจว่าเราเป็นบริษัทมหาชน ความเสี่ยงต่าง ๆ ต้องได้รับการพิจารณา มันไม่มีหรอกที่ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนจะไม่รู้ปัจจัยเสี่ยงนี้ ความเสี่ยงต่าง ๆ เราก็พิจารณามาตลอด แต่ถามว่าพิจารณาแล้วจะทำอะไร ทำอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการทางกฎหมายมันก็ต้อง
ดูเหตุที่มาที่ไปเสียก่อน ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ในส่วนของนักลงทุนในเคสของเรา เขาเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว ข้อมูลต่าง ๆ เราเตรียมไว้ไม่ใช่เพิ่งมาเตรียม ประการต่อมานักลงทุนเองก็ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวมาเรื่อยไม่ใช่เพิ่งเกิด แล้วเรื่องภาษีสรรพสามิตก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้น ทีโอทีเทกแอ็กชั่นมาตั้งแต่รัฐบาลคุณ สรยุทธ์ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นอนุญาโตตุลาการ ก็ทำมาตั้งนานเป็นปีสองปีแล้ว ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร เพราะก็รู้อยู่แล้ว
คือนักธุรกิจต้องมองในหลายมุมมองนะครับ มันก็มีบริษัทเยอะแยะที่มีปัญหาทางกฎหมาย เช่น กรณีมาบตาพุด มีบริษัทที่มีปัญหาทางกฎหมายเยอะแยะไปหมดเลย มีขนาดที่ว่าไม่สามารถทำธุรกิจได้ แต่ของเราเนี่ยยังทำธุรกิจอยู่ ดำเนินการอยู่ รายได้ก็เข้าอยู่ ความเสี่ยงก็มีแค่ตรงนี้ เป็นปัญหาบางกรณีที่เกิดขึ้น
ฉะนั้นอยากให้ใจเย็น ๆ แล้วปัญหานี้ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับสัญญาที่แก้ไข ไม่ใช่สัญญาหลัก
- ผลกระทบราคาหุ้นก็เป็นช่วงสั้น ๆ
ผมว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้านักลงทุนคนไหนไม่มีความมั่นใจ เขาก็ขายออกมา แต่ผมยังเชื่อว่ามันเป็นไปตามสภาพทางเศรษฐกิจ สภาพการเมือง เพราะว่าความเชื่อมั่นของคนเรื่องหุ้นเป็นเรื่องที่ห้ามกันลำบาก เห็นบอกว่าฝรั่งเข้ามาช้อนซื้อเยอะแยะ
- มีแนวโน้มต้องรื้อสัญญากันใหม่ไหม
ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายที่เข้าไปรื้อ เมื่อแก้ไขลงนามไปแล้วก็ทำตามแบบนั้นไปเถอะ
- แต่ศาลชี้ว่าแก้สัญญาผิด
ก็อย่างที่บอกว่าเราคิดว่าเป็นคำตัดสินของศาลอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขาไม่ได้ตัดสินบริษัทว่าบริษัทไปทำผิดอย่างโน้นอย่างนี้ การตัดสินเป็นการตัดสินกับคู่กรณี เราไม่คิดว่ากระทบกระเทือน ถ้าเกิดว่าองค์กรไหน ส่วนงานไหน คิดว่าตัวเองมีปัญหา ได้รับความ เสียหายแล้วต้องมาดำเนินการฟ้องร้องกับเรา เราก็ต้องปกป้องสิทธิของเราตามที่กฎหมายกำหนด
- หน่วยงานรัฐนำคำตัดสินไปอ้างอิง
บรรทัดฐานนั้นไม่ใช่คำตัดสินของศาลนะ บรรทัดฐานนั้นเป็นไกด์ไลน์ให้ว่าต้องไปหาเรื่องนี้ ๆ มา ก็ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลกัน ผมก็ไม่มีความเห็นอื่น ก็รออยู่
- ทีโอทีต้องทำรายงานชี้แจงกระทรวง ไอซีที
เป็นเรื่องปกติเพราะเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว เป็น after fact ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเขา เป็นคุณ คุณจะทำอย่างไรถ้าอยู่ในระบบราชการ
- ต้องเข้าไปคุยเพื่อชี้แจงข้อมูลไหม
ถ้ามีปัญหาเราก็ปรึกษาหารือกันอยู่แล้ว เพราะทำงานร่วมกันมานาน ไม่ได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน เราทำรายได้ให้เขา ถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจกันก็มาคุยกัน
- กระทบความร่วมมือกับทีโอทีในอนาคตไหม
ก็แล้วแต่มุมมอง ผมเองก็บอกว่าทุกอย่างทำไปบนพื้นฐานทางธุรกิจ ก็แล้วแต่มุมมองของเขา ถ้าเขาไม่สะดวกใจอะไรก็แล้วแต่ ก็อย่างที่บอกว่าผมจะไปควบคุม อะไรได้
- มองตัวเลขที่ศาลพูดถึงความเสียหายของรัฐอย่างไร
ไม่มีความเห็น พูดไปมาก เดี๋ยวจะหมิ่นศาล
- ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีการแก้สัญญาเลยจะเป็นอย่างไร
ผมว่ามันก็คงจะเป็นไปอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เราไม่รู้ไง ชีวิตมันไม่มี if มันต้องเดินหน้าต่อไป มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต้องเดินหน้าต่อ
- จุดสิ้นสุดของเรื่องนี้จะอยู่ตรงไหน
ไม่ทราบจริง ๆ เพราะผมไม่ได้เป็นคนกำหนดทิศทาง เราก็ทำธุรกิจไปตามปกติ มีลูกค้าเยอะแยะให้ดูแล ผมบอกไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นคนกำหนด ใครจะมาทำอะไรเรายังไง เราอยู่ในที่โล่งแจ้ง พร้อมอธิบายไปตามข้อสงสัย ถ้าลูกค้าจะมายกเลิกซิมเพราะปัญหานี้ เราก็ไม่ว่าอะไร หรือถ้าใครจะมาใช้โครงข่ายเราเพราะดีเราก็รับมา ส่วนเรื่องความคิดทางการเมืองไม่เคยสนใจจะถามถึง
- กระทบความเชื่อมั่นของลูกค้าหรือไม่
ยังไม่ทราบ แต่ถ้าเราให้บริการดี มี รายได้ เก็บค่าบริการตามสมควร ถ้าลูกค้าเห็นว่าเราโอเค เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป ก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เป็น freedom of choice ส่วนเรื่องแบรนด์ก็ต้องว่ากันไปตามการตลาด คงไม่ได้มีอะไรพิเศษออกมา เรื่องความเชื่อมั่นในมุมของผม คือ 1.เน็ตเวิร์กดี 2.คิดเงินถูกต้อง 3.บริการมีหลากหลายให้เลือก
นี่คือความเชื่อมั่นของลูกค้า ส่วนบริษัทก็มีผลประกอบการที่ไปได้ดี นี่คือความ เชื่อมั่นของนักลงทุน
- นอกจากการเมืองแล้ว มีปัจจัยเสี่ยงอะไรอีกบ้าง
สำหรับเรานอกจากเรื่องนี้แล้ว ไม่เห็นจะมีปัจจัยอื่นอีก ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรหนักกว่านี้อีกไหม ถามว่าเป็นปัญหาที่หนักไหม ก็หนักในระดับหนึ่ง แต่เราเป็นผู้ให้บริการก็ต้องว่าไปตามสภาพ
- มีสัญญาณอะไรจากกลุ่มเทมาเส็กบ้าง
ผมไม่ทราบ เพราะคุณสมประสงค์ (บุญยะชัย) เป็นคนไปพบ
- เป็นไปได้ไหมที่เทมาเส็กจะขายหุ้น ออกไป
ไม่ทราบครับ เป็นการตัดสินใจของผู้ถือหุ้น ผมเป็นผู้บริหาร แต่บางคนก็ไปคิดว่า ผู้ถือหุ้นจะทิ้งหุ้น จะดูดเงินสดกลับไป ไม่ใช่หรอก มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก เขาใช้เงินซื้อบริษัทไปตั้งเท่าไหร่ ตั้งเยอะตั้งแยะ รวมทั้งที่ทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์อีก
- เรื่องนี้จะทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ย้อนหลังกลับไปหรือไม่
มันมีหลายปัจจัยที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องนี้ ปัญหาเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาการเมืองก็ดี เป็นหมด ถ้ามองว่าความชะงักงันที่เกิดขึ้นเพราะ 3G ไม่มาก็ใช่นะ แต่ผมเชื่อว่าปัญหาทุกปัญหามีทางออกของมัน เพียงแต่จะช้าจะเร็วเพราะเทคโนโลยี ไม่รอ
- คาดหวังกับ กทช.ใหม่อย่างไร
ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะที่ผ่านมาคาดหวังค่อนข้างเยอะ เตรียมเงินเตรียมทองไว้เยอะ โก่งหน้าไม้กันจนจะหัก สุดท้ายก็ตัดสินใจคืนผลกำไรหรือเงินสะสมให้ผู้ถือหุ้นไป แต่ถ้ามีสัญญาณหรือแนวโน้มใหม่ว่า 3G จะมา ก็ไปหาเงินทุนใหม่ได้ไม่เป็นไร เราไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่
- เอไอเอสโดนหนักอยู่รายเดียว
ก็ช่วยไม่ได้ มันเป็น after fact เป็นความจริงที่ผ่านมาในอดีต แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อ
Trackback(0)
|