|
สถานการณ์ที่ต้องฉกฉวย มะกาจับมืออินเดียฟาด 50 พันล้าน |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 18 มีนาคม 2010 |
ข่าวน่าสนใจและน่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับโบอิ้งก็คือข่าวเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2010 มีว่า โบอิ้งจะขายสินค้าทางทหารหลายชนิดให้กองทัพอินเดียได้แน่นอน ในวงเงินประมาณ 50 พันล้านเหรียญ ในเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2009 การเจรจาและราคาอยู่ที่ 43-45 พันล้านเหรียญ
ความสำเร็จของโบอิ้งต้องนับเป็นความสำเร็จของเพนตากอนด้วย เพราะเป็นเสมือนหัวหอกในนามรัฐบาลมะกาเจรจากับรัฐบาลอินเดีย (แถมรัฐบาลปากีสถานด้วย) ซึ่งเรา ๆ ท่าน ๆ ก็รู้ดีว่าอินเดียและปากีสถานนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เบากันมานาน พอปลดแอกจากอังกฤษได้แล้ว แทนที่จะรวมคนและประเทศ กลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกไปตั้งประเทศปากีสถาน
คนอินเดียจำนวนมากนับถือฮินดู แต่กลุ่มที่แยกออกไปนั้นนับถืออิสลาม เมื่อแยกกันแล้ว แทนที่จะเป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน กลับเป็นว่าทั้งสองประเทศนี้ต้องสู้รบกันเองเพราะปัญหา "แคชเมียร์" ที่ต่างก็อ้างว่าเป็นของตน การสู้รบทำให้ต่างก็ต้องการอาวุธ มะกาจึงต้องหาทางขายอาวุธให้ทั้งสองประเทศ เพราะเป็นมิตรกับทั้งคู่ และไม่มีอะไรเกี่ยวกับ "แคชเมียร์"
สิ่งที่มะกาจะทำ หรือทำได้ ก็คือเมื่อขายอาวุธให้อินเดีย ก็ต้องขายอาวุธให้ปากีสถานด้วย แต่ปากีสถานนั้นไม่มีเงินมากเหมือนอินเดีย มะกาจึงต้องแบ่งเป็นการขายตรงและขายแบบแลกเปลี่ยน เป็นการบอกในตัวว่ามีอาวุธเพื่อคุ้มครอง ตัวเอง ไม่ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งมันไม่สนุก ถ้ามีการกระทบกระทั่งกันตามแนวเขตแดนแคชเมียร์
จากการตกลงกันเรื่องซื้ออาวุธและการเข้าไปแนะนำเรื่องอาวุธของมะกาต่ออินเดีย เป็นเงินรวมกันประมาณ 50 พันล้านเหรียญ มีคร่าว ๆ ดังนี้
1.เครื่องบินขนส่ง (C-17 Cargo Plane) ผลิตโดยโบอิ้ง 10 ลำ เป็นเงิน 2 พันล้านเหรียญ (อาจกว่านิดหน่อย) เครื่องชนิดนี้ ปกติลำละ 240 ล้านเหรียญ ซื้อ 10 ลำ ลดให้ 400 ล้านเหรียญ ถ้าซื้อมากกว่า 10 ลำ อาจลดให้ลำละกว่า 40 ล้านเหรียญ หรือถ้าซื้อเพิ่มอีก 50 ลำ อาจเหลือลำละ 150 ล้านเหรียญก็ได้ นี่ผมก็ประมาณเองนะ เพราะเครื่อง "แทงเกอร์" นี้มีอยู่ในโกดังเป็นร้อยหรือหลายร้อยลำ มันเป็นเครื่องที่โบอิ้งเคยเสนอขายให้รัฐบาลมะกา แต่ยังไม่ทันขายก็เกิดเหตุแทรกขึ้นมา โดยบริษัทนอร์ทรอปเข้ามาเป็นนายหน้าขายเครื่องแทงเกอร์ของแอร์บัส ทำให้โบอิ้งเกิดอาการเป๋ขึ้นมา เพราะโบอิ้งเจรจากับ เพนตากอนติดต่อกันมานานจนเกือบสำเร็จ
2.เครื่องบินแนวหน้า (Poseidon Long-Range, Reconnaissance Plane) ชื่อภาษาไทย ผมตั้งเอง เพราะไม่รู้ความจริงว่ามันชื่ออะไร และเพื่ออะไรแน่ เป็นเครื่องผลิตโดยโบอิ้ง จำนวน 8 ลำ เป็นเงิน 2.1 พันล้านเหรียญ
3.ปืนใหญ่ (M777 Light-Weight Howitzer) ผลิตโดย BAE Systems ผมไม่ทราบว่าเป็นปืนประจำเครื่องบิน หรือเรือ ซื้อ 145 ชุด เป็นเงิน 647 ล้านเหรียญ
เอาแค่อาวุธ 3 ชนิดนี้ ก็ประมาณ 4.8 พันล้านเหรียญ ของจำนวน 50 พันล้านเหรียญ ส่วนอีก 45 พันล้านเหรียญนั้น ก็คงเป็นอาวุธอื่นอีกจำนวนมาก รวมทั้ง ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอาวุธ พวกอะไหล่ ฯลฯ ที่ไม่ควรเปิดเผย
มะกานั้นมีความสัมพันธ์ หรือเป็นพันธมิตรกับปากีสถานมานาน ได้ให้ความช่วยเหลือเป็นเงินไม่น้อย รวมทั้งอาวุธ ต่าง ๆ เช่น เครื่อง ฮ. แว่นตาสนาม (กลางคืนและกลางวัน) ซึ่งความช่วยเหลือเหล่านี้ มะกามุ่งให้ใช้ตามรอยต่อชายแดนมากกว่าใช้ต่อสู้กับกองทัพอินเดีย การช่วยเหลือปากีสถานมักจะทำแบบให้เปล่า เพราะปากีสถานก็ช่วยมะกาในเรื่องสงครามใต้ดินบนดิน ในการสู้รบกับพวกกองโจร (ชุดถล่มกรุงนิวยอร์ก) ด้วย
เมื่อมะกาขายอาวุธให้อินเดีย แต่กับปากีสถาน มะกาจะให้อะไรต่ออะไรมากนักก็ไม่ได้ เกรงว่าอินเดียจะมองมะกาไม่ดี ก็อาจจะเป็นได้ อาวุธบางอย่างจึงต้องขายเอาเงินจากปากีสถานบ้าง เช่น เครื่องบินรบ F-16 FighterJet ผลิตโดยบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน จำนวน 18 ลำ รวมอะไหล่ ค่าฝึกสอน เป็นเงินรวม 3 พันล้านเหรียญ ซึ่งไม่น่าจะสร้างความระแวงสงสัยกับอินเดีย เพราะสองประเทศนี้ไม่น่าจะมีสงครามใหญ่ต่อกัน เนื่องด้วยมีมะกาเป็นตัวกลางคอยยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้น ส่วนสงครามตามชาย แดนที่แคชเมียร์ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด
เรื่องซื้อเครื่องบินเอฟ-16 เงิน 3 พันล้านเหรียญจากมะกานั้น ว่ากันจริง ๆ แล้ว ก็น่าจะเป็นการให้เปล่ามากกว่า ความจริงก็คือปากีสถานได้รับเงินช่วยเหลือจากมะกา ปีละประมาณ 1 พันล้านเหรียญ เขาก็เอาเงินเหล่านี้ทยอยใช้คืนมะกา คิดแล้ว 3 ปีก็จ่ายให้หมด หรือจะเจรจาขอผ่อนอีก 4-5 ปีไปก่อนก็ยังไหว
อินเดียจ่ายเงินซื้ออาวุธจากหลายประเทศ เครื่องบินรบ เรือรบ รถถัง ฯลฯ ส่วนที่ซื้อจากมะกา 50 พันล้านเหรียญ น่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย อย่าลืมว่ามิใช่ปากีสถานเท่านั้นที่อินเดียไม่ค่อยชอบ สำหรับจีนเป็นมิตรดีต่ออินเดียก็หาไม่ อินเดียเคยมีเรื่องยิงถล่มอย่างแรงกับจีนเรื่องดินแดนซ้ำซ้อนเมื่อปี 1962 ปรากฏว่าอินเดียยอมถอย เลิกตอแย หลังจากนั้นมา เรื่องชายแดนระหว่างสองประเทศนี้ก็เงียบไปตามกำลังและตามสภาพ
ปีนี้อินเดียเพิ่มงบฯป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 30 พันล้านเหรียญ หลังจาก 5 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มงบประมาณเพื่อป้องกันประเทศแต่อย่างใด งบประมาณที่เพิ่มขึ้น มิใช่จะใช้ซื้ออาวุธ ต่าง ๆ จากมะกาเท่านั้น รัฐเซีย อินเดียก็สนใจซื้อด้วย เช่น ฮาร์ดแวร์ทหาร และเวลานี้ก็กำลังเจรจาเพื่อจะซื้อเครื่องบินรบ MiG-29K จากรัสเซีย 29 ลำ จะตกลงกันได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับข่าวที่ว่า การซื้อปืนใหญ่ 647 ล้านเหรียญ จะยกเลิกหรือไม่
แต่เรื่องการยกเลิกซื้อปืนใหญ่ 647 ล้านเหรียญ เป็นเรื่องเล็ก เพราะอินเดียมีเรื่องสำคัญน่าสนใจที่จะเสนอให้แข่งกันประมูล คือเครื่องบินรบประจัญบาน 126 ลำ โดยมีงบประมาณให้ผู้ชนะ 10 พันล้านเหรียญ ซึ่งทราบว่าเวลานี้ทางค่ายมะกาก็มีโบอิ้งและล็อกฮีด มาร์ติน ส่วนค่ายนอกมะกาก็มี รัสเซียและยุโรปหนึ่งประเทศ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นบริษัทแอร์บัส นอกเหนือจาก 4 ประเทศนี้แล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าเข้ามาโรมรันสู้ด้วย คงจะหายาก
มะกาประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่แพ้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ดูเอาเถิด รถยนต์มะกาตกต่ำขนาดไหน มะกาใช้เงินในสนามรบนอกประเทศเดือนละกี่หมื่นล้านเหรียญ สงครามทำให้มะกามีเพื่อนบ้าง ขาดเพื่อนบ้าง แต่โอกาสที่จะฉกฉวยหาเงินก็มีบ้าง เช่น การช่วยเหลือโบอิ้งให้ขายเครื่องบินซี-17 และขายเครื่องบินแนว 5 ฯลฯ ให้อินเดีย รวมทั้งอาวุธอื่น ๆ เป็นเงิน 50 พันล้านเหรียญ ที่สามารถทำได้ แม้ดูจะเป็นเงินเล็กน้อยสำหรับมะกาก็เถอะ
ข่าวด่วนล่าสุด น.ส.พ.แอลเอ.ไทม์ และ น.ส.พ.วอลล์สตรีตฯ เมื่อวันอังคารที่ 9 มี.ค. 2010 ออกข่าวตรงกันว่าในที่สุดโบอิ้งเป็นฝ่ายได้รับสัญญาสร้างเครื่อง tankers เกือบ 200 ลำ ในวงเงิน 40 พันล้านเหรียญ เพราะนอร์ทรอป (นายหน้าแอร์บัส) ขอถอนตัวจากการแข่งขัน
คอลัมน์ เล่าข้ามโลก โดย นิมิตร วัฒนาวารินทร์
Trackback(0)
|