"กำลังซื้อ-ไอโฟน เอฟเฟ็กต์" ในมุมมองยักษ์มือถือโลก "โนเกีย" PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
จันทร์, 23 มิถุนายน 2008

Nokia vs iPhone

 

รายงาน

ยังรักษาตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ไว้ได้เหนียวแน่นเช่นเคย สำหรับยักษ์มือถือโลก "โนเกีย"

ผลงานล่าสุดที่แจ้งตัวเลขอย่างเป็นทางการไว้ เป็นในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ (2551) มียอดขายทั้งสิ้น 115.5 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้จะลดลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้านั้น แต่ก็เติบโตสูงกว่าตลาดรวมทั่วโลก ที่มีทั้งสิ้น 295 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว) ลดลง 12% จากไตรมาสก่อน

และมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก 39% ลดจาก 40% ในไตรมาส 4 ปี 2550


ในแง่แบรนดิ้งจากการจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับโลก ปี 2550 ของ BusinessWeek magazine/Interbrand Global Brand Scorecard "โนเกีย" ติด กลุ่มท็อปเทนแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด คือสูงถึง 33,696 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 12% จาก 30,131 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไต่จากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 รองจากโคคา-โคลา, ไมโครซอฟท์, ไอบีเอ็ม และจีอี

ถือเป็นยูโรเปี้ยนแบรนด์และผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเพียง 1 เดียวของโลกที่ติด กลุ่มท็อปเทน

ว่ากันว่าการตัดสินใจเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ที่มีราคาถูกๆ เพื่อทำตลาดในประเทศเกิดใหม่อย่างแข็งขัน (อินเดีย, จีน) ทำให้ยอดขายและมาร์เก็ตแชร์ของผู้ผลิตมือถือจากประเทศเล็กๆ ไกลสุดขอบโลกอย่าง "ฟินแลนด์" ยังคงรักษาอันดับการเติบโต ต่อเนื่องเอาไว้ได้

เก็บหมดทั้งโลว์เอนด์-ไฮเอนด์ ตั้งแต่ตลาดเกิดใหม่ (emerging market) นิยมสินค้าราคาถูก และตลาดที่เติบโตมั่นคงแล้ว (mature market)

"คริส คาร์" รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปีนี้เรายังมีการเติบโตทั้งในแง่จำนวนของยอดขายและผลกำไร ดูได้จากผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ และมั่นใจว่าโดยรวมทั้งปีจะรักษาระดับการเติบโตต่อเนื่องเอาไว้ได้ เพราะทุกวันนี้มือถือได้กลายเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับผู้บริโภคไปแล้ว

"ราคาสินค้าต่างๆ ปรับราคาขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาปรับตอนนี้ จึงเหมือนกับว่าผู้บริโภคปรับตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น และมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม คนอาจหยุดดูหนัง หรือหยุดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ยังซื้อมือถือเพราะเป็นของจำเป็น"

แม้ในขณะนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ แต่ก็จะติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิด

อย่างในเวียดนาม เราพบว่าคนที่ซื้อมือถือเครื่องแรกจะซื้อสินค้าที่มีระดับราคา 100-200 เหรียญสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างแปลก เพราะไม่ใช่เครื่องที่มีราคาถูกเลย ทั้งยังพบด้วยว่ากำลังซื้อคนชั้นกลางโตขึ้นอีกต่างหาก ซึ่งโนเกียมีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และทุกความต้องการของลูกค้า

สินค้าทุกรุ่นที่ผลิตออกสู่ตลาดจะพัฒนาขึ้นมาจากการศึกษา ทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน และความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟชั่นโฟน, มัลติมีเดียโฟน หรือกลุ่มบิสซิเนสโฟน

เฉพาะปีที่แล้วทั้งปี มีมือถือรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดมากกว่า 30 รุ่น

ปีนี้ก็ไม่น่าน้อยหน้าไปกว่ากัน เช่น ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก็มีมิวสิกโฟน 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ 5320 และ 5220

ก่อนหน้านั้นใน Mobile World Congress ที่บาร์เซโลนา ก็มี 4 รุ่น ได้แก่ N78, N96, 6210 Navigator และ 6220 classic ล่าสุดกับ 2 รุ่นใหม่ในกลุ่มบิสซิเนสโฟน ที่สิงคโปร์ ใน Nokia Connection 2008 กับ E71 และ E66

2 รุ่นนี้มีจุดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์ที่สวยงาม และรองรับการทำงานได้ครบครัน ทั้งการจัดการข้อมูลส่วนตัว อีเมล์โซลูชั่นที่หลากหลาย และการใช้งานมัลติมีเดีย ทั้งแผนที่ (A-GPS), เพลง, มีเดียแชริ่ง, มีกล้องถ่ายรูปออโต้โฟกัสความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล และเชื่อมต่อเน็ตความเร็วสูง (HSPA-3G) เป็นต้น

เรียกว่ารองรับการทำงานระดับองค์กรโดยเฉพาะ

เพราะ 2 รุ่นล่าสุดของ "โนเกีย" เปิดตัวหลัง "ไอโฟน" ใหม่ เพียงไม่กี่วัน

แถมเป็น "ไอโฟนใหม่" ที่มีราคาถูกแสนถูก จนน่าตกใจ 199 เหรียญสหรัฐ (8GB) และ 299 เหรียญสหรัฐ (16GB) แม้จะเป็นราคาโอเปอเรเตอร์ซับซิไดซ์ก็เถอะ

...มองปรากฏการณ์ไอโฟนอย่างไร ?

ด้วยราคาที่ถูกมาก (ของไอโฟน) จะกระทบกับการทำตลาดของโนเกียหรือไม่ ?

ถ้าจะลงราคามาสู้ ก็คงกระทบกับสินค้ารุ่นอื่นๆ ??

เป็นคำถามที่ "โนเกีย" ต้องตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"เรารู้สึกดีที่ไอโฟนเข้ามาตอกย้ำกลุยทธ์และวิสัยทัศน์ของโนเกีย เรื่อง convergence เรามี N95 ที่ขายดีมาก หลังทำตลาดมาประมาณ 1 ปี ขายไปได้แล้วถึง 10 ล้านเครื่องทั่วโลก เทียบกับไอโฟนแล้วจึงถือว่าโนเกียได้เดินไปก่อนแล้วในระดับหนึ่ง ถ้ามองในภาพรวม แอปเปิลเองมีสินค้า 1-2 ตัวสำหรับลูกค้าทั้งหมด ต่างจากเราที่มีโปรดักต์จำนวนมากที่มีความหลากหลายสำหรับแต่ละเซ็กเมนต์ ดังนั้นตลาดของเราจึงใหญ่กว่ามาก" รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนเดิมตอบทุกคำถาม และพูดต่อว่า

"กับรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว (199 เหรียญสหรัฐของไอโฟน) คือราคาซับซิไดซ์ (ขายต่ำกว่าราคาทุน) เฉพาะในอเมริกา การ ซับซิไดซ์ในแต่ละตลาดก็จะแตกต่างกัน ที่อเมริการายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนค่อนข้างเยอะ จึงยังเป็นคำถามว่าในประเทศอื่น โอเปอเรเตอร์จะขายได้ในราคาเท่าไร สำหรับโนเกีย การทำตลาดในบางประเทศกับสินค้าบางรุ่นก็มีการซับซิไดซ์โดยโอเปอเร เตอร์เช่นกัน เช่น ในออสเตรเลีย สิงคโปร์"

ถึงกระนั้นการเปิดเกมรุกเข้าสู่ตลาด มือถือของ "แอปเปิ้ล" ยังน่าติดตามด้วยความตื่นเต้นอยู่ดี

ราคาถูกแสนถูกก็เรื่องหนึ่ง ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ไอโฟนในบ้านเราไม่น้อย หน้าประเทศอื่น

ก็ขนาดเครื่องที่ใช้กันทุกวันนี้เป็นสินค้าในกลุ่มเกรย์มาร์เก็ตล้วนๆ คือ หิ้วกันเข้ามาขาย แถมราคาค่อนข้างสูง 17,000-22,000 บาท ก็ยังมีคนใช้เป็นหลักแสนเครื่องแล้ว
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

WiseKnow Search Engine

Login

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

Advanced Syndicate

Workflows

Marketing / SEO