บางคนโชคร้ายกว่า กินยาเท่าไรไม่หาย ซ้ำยังปวดมากขึ้น
แวร์สมิง แวหมะ แพทย์อายุรเวทประจำศูนย์รักษาไมเกรน และโรคปวดเรื้อรัง ดอกเตอร์แคร์ อธิบายอาการดังกล่าวว่า กว่า 30% ของประชากรเป็นโรคปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนทำงาน พนักงานออฟฟิศ
"เกือบทุกคนต้องเคยเผชิญอาการปวดกล้ามเนื้อ กลุ่มที่กินยาแก้ปวด หรือทายาคลายเมื่อยแล้วหายก็ไม่มีปัญหา แต่คนอีกกลุ่มที่แม้กินหรือทายา ก็จะหายเจ็บปวดช่วงหนึ่ง แต่อาการปวดก็จะกลับมาอีกทำให้ปวดสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง อาการจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้" แพทย์อายุรเวทอธิบาย
อาการปวดเรื้อรังแสดงให้เห็นเด่นชัด โดยมีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน ความรุนแรงของการปวด มีได้ตั้งแต่เมื่อยล้าพอรำคาญไปจนถึงทรมานจนไม่สามารถขยับร่างกายบริเวณนั้นได้
บางกรณีมีอาการชามือและขาร่วมด้วย ขณะที่บางรายมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ หรือมีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่นไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาว ไม่เท่ากัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง น.พ.แวร์สมิง ชี้ว่า เกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม, ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่อง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์, การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆ, ลักษณะทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อซ้ำท่าเดียวกันอย่างต่อเนื่อง, การทำงานของกล้ามเนื้อมากเกินไป ขาดการพักผ่อน และการขาดการบริหารกล้ามเนื้อ
ด้วยประสบการณ์การเรียนในด้านแพทย์แผนไทยประยุกต์ ทำให้ น.พ.แวร์สมิงสนใจและศึกษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังหรือโรคปวดเรื้อรัง จนทราบว่า สาเหตุของอาการปวดคือ ภาวะ "จุดกดเจ็บ" หรือ Trigger Point บริเวณกล้ามเนื้อนั้นๆ
จุดกดเจ็บ เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อจนเป็นก้อนเล็กๆ ขนาด 0.5-1 ซม.ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อหรือเยื่อพังผืด ทำให้กล้ามเนื้อนั้นขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง จนเกิดการอักเสบกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดจุดกดเจ็บจะเกร็ง นานวันกล้ามเนื้อส่วนบนเกิดเป็นแผ่นแข็ง และมีตัวรับความเจ็บปวดที่ส่งมาจากจุดกดเจ็บ ทำให้มีอาการปวดเมื่อย
"การรับประทานยาแก้ปวด ทายาคลายเมื่อย หรือใช้ความร้อนรักษา ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนบนคลายตัว ลดอาการเจ็บปวด แต่ไม่สามารถสลายจุดกดเจ็บได้ อาการปวดจึงสามารถกลับมาได้อีกในช่วงเวลา 2-3 วัน เพราะกล้ามเนื้อจะหดตัวและก่อให้กล้ามเนื้อส่วนบนเกร็งตัวจนเป็นแผ่นแข็งดังเดิม" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้ามเนื้อกล่าว
วิธีรักษาอาการปวดเรื้อรังปัจจุบัน มีอยู่ 3 วิธี ได้แก่ กินยาแก้ปวดหรือทายาคลายกล้ามเนื้อ, การทำอัลตราซาวด์ เป็นการใช้ความร้อนให้กล้ามเนื้อคลายตัว และการทำกายภาพบำบัด แต่วิธีดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหากล้ามเนื้อส่วนบนเท่านั้น และอาการปวดสามารถกลับมาอีก ผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังบางรายหันไปหาแพทย์ทางเลือก เช่น การนวดแผนไทย ฝังเข็ม เป็นต้น
น.พ.แวร์สมิงแนะว่า ทางเลือกอีกทางของผู้ป่วย คือการบำบัดจุดกดเจ็บหรือ Trigger-Point Therapy เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยผสานแพทย์แผนตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน
แพทย์ผู้รักษาต้องรู้ศาสตร์ด้านสรีรวิทยา และการกดจุด โดยในขั้นแรก แพทย์อายุรเวทจะสอบถามประวัติการปวดและตรวจหาจุดกดเจ็บที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืด หลังจากนั้น แพทย์จะทำการคลายกล้ามเนื้อส่วนบนที่มีการเกร็งเพื่อลดอาการปวด
เมื่อการเกร็งของกล้ามเนื้อคลายลง แพทย์ใช้การกดจุดกดไปที่จุดกดเจ็บบริเวณที่ปวด เพื่อทำให้จุดกดเจ็บคลายตัว เป็นการนำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่จุดกดเจ็บเพื่อลดการอักเสบ
การรักษาจะต้องกดจุดบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนครั้งของการรักษาขึ้นอยู่กับอาการปวด การรักษาจะแบ่งเป็น 2 แบบคือ อาการขั้นแรก คือ ปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่ง จุดกดเจ็บมีขนาดเล็กและไม่กี่จุด ซึ่งการรักษาจะใช้เวลา 5-8 ครั้ง การรักษาอาการขั้นที่ 2 เป็นอาการปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่ปวดร้าวมายังบริเวณใกล้เคียง จำนวนครั้งในการรักษาก็จะเพิ่มมากขึ้น
หลังการรักษา น.พ.แวร์สมิงอธิบายว่า การบำบัดจุดกดเจ็บจะช่วยลดอาการปวด ทำให้โรคปวดเรื้อรังหรือกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังนี้หายได้ 80% แต่จะเหลือรอยโรค หรือร่องรอยของจุดกดเจ็บที่อาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
"อีก 20% ที่เหลือเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยที่จะต้องดูแลตนเอง เพราะหากยังใช้ชีวิตเช่นเดิม อาการหรือโรคดังกล่าว ก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ภายในช่วง 6-12 เดือน หากไม่ต้องการเจ็บปวดอีก ผู้ป่วยต้องดูแลและบริหารกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและมาพบแพทย์อายุรเวทเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อปีละครั้ง ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้ามเนื้อกล่าว
นอกจากนี้ น.พ.แวร์สมิงยังแนะวิธีดูแลกล้ามเนื้อว่า หากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรจะปรับวิธีทำงานเล็กน้อย เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ 2 ชั่วโมง และพัก 10 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวได้ยืดออก โดยใช้ท่าบริหารกล้ามเนื้อทั่วไป เน้นที่ส่วนที่เราปวดเมื่อยหรือใช้งานหนัก แต่หลังเลิกงาน ควรจะทำกายบริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่เป็นเวลา 20 นาที