|
11 ปีแห่งวิกฤต (1) เอเชียติดกับ "เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือน" |
|
|
|
|
จันทร์, 30 มิถุนายน 2008 |
ประวัติศาสตร์ของวิกฤตการณ์ทางการเงิน ก้าวผ่านเป็นปีที่ 11 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่และตอกย้ำรอยแผลเดิมอยู่อย่างเด่นชัด คือ ความอ่อนแอ และเปราะบาง ของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาค และในหลายๆ ด้าน
ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียในรอบ 1 สัปดาห์ก่อนครบรอบวิกฤต ตกต่ำต่อเนื่อง ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย-แปซิฟิก ลดลง 0.3% ลงมาสู่ระดับ 138.17 จุด หักกลบลบการปรับตัวของดัชนีในภาพรวมตลอดสัปดาห์ ลดลง 4.3% และหากนับจากต้นปีมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอลดลง 12%
ปัจจัยหนึ่งที่กลายเป็นตัวแปรอันตรายไปแล้ว คือ "เงินเฟ้อ" และกำลังสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และต่อภูมิภาค ได้มากกว่าวิกฤตสินเชื่อในสหรัฐ และปัจจัยลบอื่นๆ สะท้อนชัดออกมาเป็นระยะๆ ด้วยอาการผันผวนของตลาดหุ้น
เมื่อวันศุกร์ (27 มิ.ย.2551) ดัชนี นิกเคอิ่ของญี่ปุ่นปรับตัวลง 2.3% ขณะที่ หั่งเส็งของฮ่องกง ลดลง 2.2% ที่ดิ่งแรงที่สุดเป็นตลาดหุ้นจีน และไต้หวัน โดยดัชนีเซียงไฮ้ คอมโพสิต ดิ่งลง 4.5% และดัชนีเวเต็ดของไตเอ็กซ์ของไต้หวัน ทรุด 3.8%
เอเชียกำลังติดกับดักเงินเฟ้อ !!! อันเป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นับจากหลังวิกฤต โดยเฉพาะจีน และอินเดีย การเติบโตอย่างร้อนแรงดังกล่าวทำให้หลายประเทศร่ำรวยขึ้น และสร้างดีมานด์ในทุกสิ่งให้เพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งน้ำมัน วัตถุดิบ และสินค้าเกษตรจนกลายเป็นต้นรากของปรากฏการณ์ "ทุก อย่างแพง" ที่ทุกประเทศทั่วโลกแบกรับอยู่
ปากีสถาน และเวียดนาม ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของเงินเฟ้อมากที่สุด โดยพุ่งขึ้นที่อัตราสูงสุด ถึงปัจจุบันที่ 19.3% และ 25.2% สูงสุดในรอบ 360 เดือน และ 192 เดือน ตามลำดับ
จากการประเมินโดยนักวิเคราะห์พบว่า อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศอยู่ในระดับที่สูงสุดใน 144 เดือน ดังกรณีของไทย เงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 7.6% อย่างรวดเร็ว
เงินเฟ้อพุ่งแรง มาพร้อมความอ่อนล้าของกลไกการบริโภคในประเทศ โดยพบว่าความเชื่อมั่นของหลายประเทศกำลังลดทอนลงต่อเนื่อง อาทิ ความเชื่อมั่นของคนเกาหลีใต้ที่ลดลงต่ำสุด นับจากปลายปี 2543 เป็นต้นมา ขณะที่เงินวอนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากที่สุดรองจากเงินบาทของไทย
จากการสำรวจของนีลเส็น คอมปะนี พบว่า ความเชื่อมั่นของประะเทศต่างๆ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ลดลง 39 ประเทศ จาก 48 ประเทศที่สำรวจ เฉพาะในเอเชีย พบว่าเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กลุ่มประเทศที่มีมุมมองด้านลบมากที่สุดในโลก
ราคาน้ำมัน วัตถุดิบ และอาหาร พุ่งทะยานลิ่วอย่างรวดเร็ว ผลักดันค่าครองชีพขึ้นมาเป็นปัญหาเพิ่มเติมให้ผู้บริโภคในเอเชีย ยกตัวอย่างครัวเรือนในมาเลเซีย มีการใช้จ่ายค่าอาหาร 20% ของค่าใช้จ่ายรวม 16% เป็นค่าเดินทาง และ 22% เป็นค่าที่อยู่อาศัย และสาธารณูปโภคต่างๆ
สัปดาห์ที่แล้วราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานผ่านระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรก โดยทำสถิติสูงสุดระหว่างวัน เมื่อ 26 มิ.ย.ที่ 140.39 ดอลลาร์
ดังนั้น หากแนวโน้มราคาน้ำมันและสินค้าคอมมอดิตี้ยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด แรงกดดันของปัญหาค่าครองชีพของครัวเรือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคเอเชียมีความอ่อนแอในตัวเองอยู่แล้วจากแรงกระตุ้นของรัฐบาล และภาคการเงินที่นำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบว่าภาวะหนี้ครัวเรือนของ 12 ประเทศในเอเชีย ครอบคลุมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 15% ต่อปี ระหว่างปี 2543 ถึงปี 2549 โดย 2 ใน 3 เป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
ในเกาหลีใต้ หนี้ครัวเรือนในไตรมาสที่ 1 ปี 2551 เพิ่ม 9.2% ทำสถิติ 6.23 แสนล้านดอลลาร์ อันเป็นผลมาจาก ชาวเกาหลีใต้กู้ยืมเงินมากขึ้นเพื่อซื้อบ้าน และชำระหนี้บัตรเครดิต
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศในเอเชีย ในกลุ่ม BRIC อย่างจีน และอินเดีย กลับมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อดีกว่าประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง 2 ประเทศมีหนี้ครัวเรือน 5-10% ของจีดีพี
ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มากที่สุด คือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ข้อมูลจากธนาคารพัฒนาเอเชียบ่งชี้ว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในสิงคโปร์แม้จะลดลงจากระดับ 51% ในปี 2547 จนเหลือ 46.4% ของจีดีพีในปี 2549 แต่ก็ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 47.4% ในปี 2550 ส่วนมาเลเซีย แนวโน้มหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 47.2% ในปี 2545 เป็น 52.5% ในปี 2548 และเพิ่มเป็น 53.7% ในปี 2550
สำหรับไทย ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2543 หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 68,405 บาท เป็น 116,681 บาท ในปี 2550 เพิ่มขึ้น 70% จากการที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น
กลางเดือน มิ.ย. "มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส" เปิดรายงานส่งสัญญาณเตือนมายังธนาคารในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ว่า ภาพรวมแนวโน้มอุตสาหกรรมแย่ลง ต้องรับมือกับภาวะที่ค่อนข้างผันผวน เพราะปัญหาเงินเฟ้อกดดันให้ธนาคารกลางอาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวด เพื่อคุมเงินเฟ้อ กระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดของปัญหา เพราะปัจจัยนี้คลี่คลายได้ หากปัจจัยแวดล้อมของเศรษฐกิจต่างประเทศเอื้ออำนวย
เศรษฐกิจโลกขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเมื่อ 11 ปีก่อนโดยสิ้นเชิง สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ล้วนมีปัญหาแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสหรัฐมีวิกฤตสินเชื่อ ปัญหาดอลลาร์อ่อน และปัญหาขาดดุลแฝดอ่อนล้าจนถดถอยแล้วเอเชียจะต้านทานได้หรือไม่
11 ปีแห่งวิกฤต (จบ) คนไทยยังสุดโต่ง บริโภคฟุ่มเฟือย |