|
ชีวิตผู้หญิงมีเรื่องกระอักกระอ่วนอยู่สองครั้ง ครั้งแรกคือวัยก่อนมีประจำเดือน และครั้งที่สองวันประจำเดือนหมด
เรื่องโดย: น.พ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ)
ที่จริงแล้ว การหมดประจำเดือนเป็นเสมือนรางวัลที่ธรรมชาติให้มา เนื่องจากการมีลูกแต่ละครั้งนั้นทำให้ผู้หญิงโทรมลงเร็วมาก ยิ่งมีลูกมากก็อาจป่วยกระเสาะกระแสะถึงตายไปเลย เมื่อการคลอดลูกแต่ละครั้งมีความเสี่ยงราวกับออกสงครามเช่นนี้ ธรรมชาติจึงทำให้หยุดสร้างฮอร์โมน รังไข่จะได้หยุดตกไข่เสียที ลดความเสี่ยงที่ผู้หญิงจะต้องตั้งครรภ์อีกขณะที่ร่างกายกำลังเข้าสู่กระบวนการชรา ทำให้ผู้คนมีอายุยืนขึ้น (โดยเฉพาะผู้หญิง) อย่างไรก็ดี การที่ร่างกายตัดบัวไม่ไว้ใยให้ฮอร์โมนหยุดปุบปับ หรือการไปผ่าตัดตัดรังไข่จนหมดสิ้นเชื้อฮอร์โมนจะทำให้เกิดความผันผวนในร่างกายอยู่สักหน่อย ช่วงที่ผันผวนนี้ก็คือช่วงวัยหมดประจำเดือน เมื่อฮอร์โมนหยุดไป ร่างกายก็ไม่ได้มีอาการรุนแรงโวยวายให้ตื่นตกใจราวกับถูกยุบพรรคแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ในบางคนซึ่งมีความไวสูงต่อความเปลี่ยนแปลงในร่างกายก็พาลสวิงสวายจะเป็นจะตายเอาได้เหมือนกัน พากันไปขวนขวายหาฮอร์โมนมากิน หากเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ยิ่งไปซ้ำเติมอาการให้หนักขึ้น ทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า “เอสโตรเจนเด่น (Estrogen dominance syndrome)” ได้แก่ อาการปวดเมื่อยตามตัวน่ารำคาญ ปวดมึนศีรษะแบบไม่สดชื่น รู้สึกหงุดหงิด ท้องอืดเฟ้อ ได้ครับ ผู้หญิงทุกคนทั่วโลก “กลัวการหมดประจำเดือน” ผิดกันแต่ที่จะกลัวมากหรือกลัวน้อยเท่านั้นเอง ตัวที่จะบ่งชี้ดีกรีความกลัวก็คือ “ความไม่รู้” หรือ “อวิชชา” นั่นเอง อย่างดาวยั่วบันลือโลก มาริลีน มอนโร ก็เคยให้สัมภาษณ์ทำนองว่ากลัวความแก่มาก และไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรถ้าจำต้องแก่ (แล้วเธอก็ลาโลกไปตั้งแต่ยังสาวจริงๆ) อาการ“ฮอร์โมนพิบัติ” ผมเคยมีคุณสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาหาด้วยอาการปวดสะบักระดับรุนแรงถึงขนาดนอนไม่หลับมาแรมเดือนปี ไปหาคุณหมอมาหลายท่านได้ยาแก้ปวดมากมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผู้ป่วยท่านนี้ไม่เคยบอกคุณหมอเลยคือ ความผิดปกติของประจำเดือนในช่วงที่ผ่านมา มีลักษณะมาๆ หยุดๆ แล้วก็หายไปนานสามเดือนแล้วมาใหม่ อาการอย่างนี้คนโบราณเขาเรียก ภาวะเลือดจะไปลมจะมา อาการประจำเดือนผิดปกตินี้มีมาพร้อมกับอาการปวดสะบักที่เป็นปัญหา เมื่อมาหาที่ผมและผมได้จับนั่งซักประวัติกันอย่างละเอียดหมดไส้พุงสักราวหนึ่งชั่วโมง ก็ได้ข้อมูลสำคัญหลายอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดอาการกระษัยเส้นปวดเมื่อยตามตัว ดังนี้คือ 1) ภาวะหมดประจำเดือน 2) น้ำหนักตัวเกิน 3) ไม่ได้ออกกำลังกาย 4) มีความเครียดสูง 5) มีภาวะซึมเศร้า เมื่อคุยกันลงลึกไปก็ปรากฏว่า อาการปวดสะบักนั้นมักเกิดขึ้นเมื่อมีความเครียดไม่ว่าจะทางกายหรือใจ และเมื่อเครียดแล้วก็พาลให้นอนหลับไม่ลึก แต่ผู้ป่วยไม่รู้ตัวจึงรู้สึกเหมือนว่านอนมากแต่นอนไม่อิ่ม ไม่เต็มตา ตื่นมาทำงานแล้วสมองไม่สดชื่น ผสมโรงกับอาการฮอร์โมนพิบัติจึงทำให้หงุดหงิดง่าย กลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวน จู้จี้ ละเอียดถี่ถ้วนกับลูกน้อง แต่ขี้ลืม ขาดสมาธิ ต้องใช้เวลาในการจดจำสิ่งต่างๆนานขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือ กินน้อยแต่น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายในทางลบโดยที่ผู้ป่วยไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้ จึงนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ยิ่งทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นจึงมีเวลามาพะวงกับความปวดที่สะบักทำให้อาการเจ็บปวดทับถมเป็นร้อยเท่าพันทวี ลำดับต่อไปขอกล่าวถึงอาการการหมดประจำเดือนในแต่ละช่วงก่อน เพื่อให้ท่านดูว่าเข้าได้กับช่วงใด โดยแบ่งอาการออกได้เป็น 2 ช่วง ได้แก่ อาการระยะสั้นและอาการระยะยาว อาการระยะสั้นนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงใกล้หมดประจำเดือน หรือ ภายในเวลา 5 ปีแรก หลังหมดประจำเดือน มีอาการที่ทำให้ท่านรำคาญกายได้ ดังนี้ - ร้อนวูบวาบตามใบหน้าและลำตัวส่วนบน ร้อนง่าย หนาวง่าย เหงื่อออกมา อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเวลากลางคืน จึงมีปัญหาการนอนหลับไม่เต็มที่ตามมา ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เพราะการขาดเอสโตรเจนทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติของหลอดเลือดและหัวใจทำงานผิดปกติ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นประมาณ 2-5 ปีเท่านั้น - อารมณ์เปลี่ยนแปลงอาการเหล่านี้บางท่านอาจไม่รู้ตัวว่ามีผลกับอารมณ์ ได้แก่ อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ขี้ใจน้อย ซึมเศร้า - ระบบสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะเปลี่ยนไป อาทิ ความต้องการทางเพศลดลง ช่องคลอดแห้ง จากสภาพที่เคยเป็นกรดเล็กน้อยกลายเป็นด่าง ทำให้เซลล์แห้ง ติดเชื้อหรืออักเสบได้ง่าย เนื่องจากช่องคลอดแห้งจึงเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ทำให้ไม่มั่นใจเมื่อต้องเดินทางไกล - ผิวหนัง เล็บ และผม ได้แก่ ผิวหนังเหี่ยวมีรอยย่นพับจีบคล้ายกระเป๋าหนังรุ่นลายคราม ผิวหนังเหี่ยวแห้ง เพราะขาดความชุ่มชื้น ไม่ยืดหยุ่นประเภทจับดึงตั้งได้ราวกับเต้นท์ เนื่องจากผิวแห้งจึงทำให้เกิดแผลง่าย ส่วนเล็บนั้นก็เปราะจนบางทีฉีกแล้วเกิดแผลขึ้น และเส้นผมบนศีรษะก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา นอกจากนั้นยังพาลจะหลุดร่วงง่าย ส่วนอาการระยะยาวเป็นผลกระทบจากระดับฮอร์โมนที่ลดลงจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสำคัญ เริ่มตั้งแต่ - กระดูกพรุน มวลกระดูกของผู้หญิงจะแข็งแรงที่สุดในช่วงอายุ 30-35ปี และเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เนื้อกระดูกจะค่อยลดลงปีละ 3-5 % เนื่องจากไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่นอกจากทำหน้าที่ทางเพศแล้วยังคอยยับยั้งการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก รวมถึงไม่มีการซ่อมแซมเติมเนื้อกระดูกเข้ามา ทำให้กระดูกบางลงและหักง่าย โดยเฉพาะที่กระดูกสันหลังและสะโพก - โรคหัวใจและหลอดเลือด หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของฮอร์โมนเอสโตรเจนคือการควบคุมระดับไขมันโคเลสเตอรอลไม่ให้สูงลิ่วเกินหน้า ดังนั้นเมื่อหมดประจำเดือนซึ่งก็คือ การขาดเอสโตรเจนจึงเท่ากับขาดตัวควบคุมไขมัน ทำให้โคเลสเตอรอลในร่างกายกำเริบเสิบสานขึ้นอย่างไร้บังเหียน ช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณได้ลองเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันได้สำเร็จเร็วขึ้น แม้ว่าอาการดังที่กล่าวมาพาให้คุณรู้สึกรำคาญ แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยบรรเทาผ่อนหนักให้เป็นเบาไม่ได้เหมือนกับราคาน้ำมันที่ขึ้นเอาๆ เพียงแต่คุณต้องถามใจตัวคุณให้ดีว่าเข้มแข็งพอหรือไม่ ไม่ต้องถึงขนาดเป็นหญิงเหล็กประกาศกร้าวเอาวาสู้โว้ย แค่ตั้งใจให้แน่วแน่ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุขได้ก็ประสบความสำเร็จกว่าครึ่งแล้วครับ สัปดาห์หน้า ผมจะแนะแนวชีวิตมีสุขหลังวัยหมดประจำเดือน |