|
แอนฮอยเซอร์พ่ายแรงตื๊ออินเบฟ ยอมควบรวม จ่อขึ้นแท่นเบอร์ 1 เบียร์โลก |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 17 กรกฎาคม 2008 |
และแล้วโลกก็ต้องเพิ่มชื่อ 2 บริษัทยักษ์บนทำเนียบ M&A หลังจากที่เทียวไล้เทียวขื่อถึงขนาดต้องฟ้องร้องกันมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ แต่สุดท้ายผลประโยชน์ก็ลงตัวกันที่ สนนราคาราว 52 พันล้านดอลลาร์
เมื่อ "แอนฮอยเซอร์-บุช" เจ้าของ แบรนด์ดังอย่างบัดไวเซอร์ ตกลงยอมรับดีลขอซื้อกิจการจาก "อินเบฟ" ค่ายน้ำเมา จากเบลเยียม
ดีลครั้งนี้ที่ยังรอการอนุมัติจากทางการและผู้ถือหุ้นจะสร้างอาณาจักรเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และทำให้บริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ "แอนฮอยเซอร์-บุช-อินเบฟ" กลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยเก้าอี้ในบอร์ดบริหารจะตกเป็นของคนจากแอนฮอยเซอร์ฯ 2 ตำแหน่ง
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับคำเสนอซื้อครั้งก่อนที่ถูกปฏิเสธ ครั้งนี้ราคาขายตกอยู่ที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 ดอลลาร์
ปัจจุบันอินเบฟ ผู้ผลิตสเตลล่า อาร์ทัว และเบ็คส์ เป็นบริษัทเบียร์เบอร์ 2 ของโลก รองจากซาบมิลเลอร์ ขณะที่แอนฮอยเซอร์ฯถือเป็นเบอร์ 1 ของอเมริกา และครองส่วนแบ่งตลาดอยู่กว่า 48%
แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องรอเวลาอนุมัติจากทางการและผู้ถือหุ้นนานเพียงใด แต่นักการเมืองมิสซูรีบางคนก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการควบรวมกิจการโดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อพนักงานราว 6,000 คนของแอนฮอยเซอร์ฯในเซนต์หลุยส์
ทั้งนี้อินเบฟเคยระบุแผนว่าจะใช้เซนต์หลุยส์เป็นสำนักงานใหญ่ของอเมริกาเหนือ และจะยังคงเปิดโรงกลั่นทั้ง 12 แห่งของแอนฮอยเซอร์ฯในอเมริกาเหนือต่อไป
การควบรวมกิจการของ 2 บริษัทดังครั้งนี้จะสร้างอาณาจักรเบียร์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่สามารถผลิตเบียร์ได้กว่า 357 ล้านบาร์เรลต่อปี และอาจเบียดซาบมิลเลอร์ให้ตกลงไปอยู่ตำแหน่งเบอร์ 2 ในธุรกิจนี้ ด้วยกำลังการผลิตที่น้อยกว่ามาก คือสามารถผลิตได้ มากกว่า 200 ล้านบาร์เรลเท่านั้น นอกจากนี้การควบรวมยังเปิดโอกาสให้อินเบฟสามารถขยายตลาดของสเตลล่า อาร์ทัว และเบ็คส์ ในตลาดอเมริกาได้มากกว่าเดิม พร้อมๆ กับเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของ แบรนด์ในเครือแอนฮอยเซอร์ฯไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 11.5% เทียบกับส่วนแบ่งเกือบครึ่งที่ ครอบครองอยู่ในตลาดอเมริกา
หนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์ ระบุว่า หลังจากพยายามขึ้นค่าตัวให้ได้ราคาดีที่สุดมานับเดือน บอร์ดของแอนฮอยเซอร์ฯ ตัดสินใจเกาะกระแส M&A ของโลกในที่สุด ในภาวะที่เหล่ายักษ์ใหญ่ของวงการและผู้ผลิตเบียร์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางราคา เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเบียร์เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้แอนฮอยเซอร์ฯคาดว่าต้นทุนสินค้าที่ขายจะเพิ่มจาก 3% เป็น 3.5% ต่อบาร์เรลในปีนี้
ด้านรอบเบิร์ต แวน บาเทนเบิร์ก นักวิเคราะห์ตลาดเครื่องดื่มของหลุยส์ แคปิตอล มาร์เก็ตส์ มองถึงการควบรวมกิจการครั้งนี้ว่า แอนฮอยเซอร์-บุช อาจเสี่ยงที่จะเป็นจีเอ็มรายต่อไป เมื่อ ส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มคนรุ่น 50 ปี ลดลงเป็นวัยรุ่นแทน ที่ผ่านมาวงการมีซาบ มิลเลอร์ที่แข็งแกร่ง อินเบฟที่มีเป้าหมายเจาะตลาดอเมริกา และเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทเบียร์รายเล็กๆ จากนั้นเป็นตลาดที่มีการรวมตัวกันมากและแอนฮอยเซอร์ฯ ไม่ได้มีโอกาสเติบโตมากนัก
ทั้งนี้ราคาหุ้นของแอนฮอยเซอร์ฯทรงตัวมาตลอด 5 ปีเนื่องจากการรวมตัวของบริษัทเบียร์และปริมาณเบียร์สำหรับผู้ผลิตท้องถิ่นรายใหญ่เฉื่อย สวนทางกับเบียร์พรีเมี่ยมนำเข้า เบียร์ดราฟต์รายเล็กๆ เหล้าและไวน์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาขณะที่เหล่าคู่แข่งต่างพยายามปิดดีลระดับโลกกันอย่างต่อเนื่องแอนฮอย เซอร์ฯยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้โดยอาศัยแบรนด์หลักคือ บัดไวเซอร์ และบัด ไลท์ โดยเมื่อปีกลายยอดขายแบรนด์หลักในอเมริกาคิดเป็น 64.6% ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก ส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ของแอนฮอยเซอร์ในต่างประเทศคิดเป็น 14.8% ของปริมาณทั้งหมด
การสร้างสมดุลของปริมาณเบียร์ของแอนฮอยเซอร์ฯมาจากดีลจัดจำหน่ายใน อเมริกาและต่างประเทศ โดย แอนฮอยเซอร์ฯมีดีลกับอินเบฟจำหน่ายสเตลล่าและเบ็คส์ในอเมริกา และจับมือกับกรูโป โมเดโล บริษัทเบียร์ของเม็กซิโก เพื่อจำหน่ายโคโรน่าในอเมริกา อีกทั้งยังมีหุ้นในบริษัทเบียร์ชิงเต่าของจีนด้วย
และดีลของ 2 ยักษ์วงการเบียร์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเปิดโอกาสให้อินเบฟเจาะตลาดอเมริกาได้ดีกว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ ทั้งคู่สามารถผนึกการจัดจำหน่ายและการผลิตเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสินค้าในเครือได้มากกว่าเดิมไปพร้อมๆ กัน
ซึ่ง จูลี่ นีแมนน์ นักวิเคราะห์ของ สมิธ มัวร์ แอนด์ โค เซนต์หลุยส์ มองว่า หากพูดถึงตลาดเบียร์ทั่วโลกจะพบว่าทรงตัวแต่ยังมีศักยภาพในการเติบโตมาก โดยการนำผลิตภัณฑ์มากขึ้นมาที่นี่และ ทำให้แอนฮอยเซอร์ฯมีช่องทางจัดจำหน่ายในตลาดโลกมากขึ้น
และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของตลาดเบียร์โลกที่ต้องบันทึกไว้ |