เพียงแค่ 3 วันเท่านั้นค่ายแอปเปิ้ลก็กวาดยอดขายทะลุหลัก 1 ล้านเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว ลบสถิติเดิมที่ไอโฟนรุ่นแรกต้องใช้เวลานานถึง 74 วันกว่าจะทำยอดขายทะลุหลักดังกล่าวได้
ไอโฟน 3 จี เป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม นอกเหนือจากการยกระดับไปใช้ในระบบ 3 จีแล้ว ยังเสริมการ ทำงาน “จีพีเอส” ที่บ่งบอกพิกัดหรือตำแหน่งบนพื้นผิวโลกผ่านดาวเทียม แม้หน้าตาจะเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า แต่วัสดุตัวเครื่องแผ่นหลังเป็นพลาสติก
สิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับบรรดาผู้เฝ้าคอยก็คือโทรศัพท์รุ่นใหม่ ลูกเล่นเยอะกว่า แต่สนนราคาจำหน่ายกลับถูกลง การตั้งราคาแบบทำสัญญา กับลูกค้า คือขนาด 8 กิกะไบต์ ราคาอยู่ที่ 199 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,500 บาท ขนาด 16 กิกะไบต์ ราคาอยู่ที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9,800 บาท
ส่วนกรณีซื้อขาดโดยไม่ต้องทำสัญญาผูกมัดกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ขนาด 8 กิกะไบต์ ราคา 599 ดอลลาร์ หรือประมาณ 19,700 บาท ขนาด 16 กิกะไบต์ ราคา 699 ดอลลาร์ หรือประมาณ 23,000 บาท
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทยก็ต้องคงเฝ้ารอกัน ต่อไปว่าจะมีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรือ มีคนหิ้วเข้ามาจำหน่ายเมื่อใด เพราะปัจจุบันเครือข่าย 3 จี ก็ยังเป็นเพียงแค่ทดลองบริการเท่านั้น อีกทั้งการหิ้วเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราต้องบวกสารพัดต้นทุนเข้าไป ผู้สันทัดวิเคราะห์กันว่าราคาขนาด 8 กิกะไบต์ อาจจะพุ่งสูงเป็นเครื่องละ 25,000 บาท และขนาด 16 กิกะไบต์ ราคา 28,000 บาท คงต้องคิดกันหนักหน่อย
กระแสฟีเวอร์ของไอโฟนที่ลุกลามไปทั่วโลกนั้นก็ได้มีบริษัทวิจัย “ไอซัพพลาย” วิเคราะห์ต้นทุนการผลิตของแอปเปิ้ลว่า ไอโฟนรุ่นใหม่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่เครื่องละ 174.33 ดอลลาร์ หรือประมาณ 5,750 บาท เท่านั้น ต้นทุนถูกกว่ารุ่นเดิมถึง 53 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,750 บาท
เมื่อต้นทุนต่ำลง ตั้งราคาจำหน่ายถูกลง แต่ผลกำไรที่ได้รับไม่ได้ลดลงตาม เมื่อคำนวณกับราคาจำหน่ายในท้องตลาด หักลบกลบต้นทุนทางด้านการตลาดแล้ว ค่ายแอปเปิ้ลยังคงฟันกำไรมหาศาลกับกระแสฟีเวอร์นี้