|

เมื่อเศรษฐกิจไม่ได้สดใสอย่างที่ควรจะเป็น ครึ่งปีหลังของปี 2551 เหมือนจะเป็นโจทย์ยากสำหรับการเข็นยอดขายและการเติบโตให้ได้ตามเป้า แล้วอะไรคือสิ่งที่ธุรกิจไทยเลือกใช้เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด...
ท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้า ทั้งราคาน้ำมัน ,ดอกเบี้ย,กำลังซื้อที่ถดถอย เหล่านี้เป็นที่มาของ “โจทย์ยากขั้นเทพ” ในช่วงครึ่งปีหลัง ที่นักการตลาดทั้งหลายจะต้องแก้ไข และ ผู้ที่หาทางออกได้ก่อนคือผู้กำชัยในสนามแข่งขัน แล้วอะไรคือกลยุทธ์ที่จะสามารถทะลายกำแพงนี้ได้ ? "Business Thai" ได้รวบรวมแนวทางในการแก้ปัญหาที่กล่าวถึง จากบริษัทชั้นนำของของไทยกว่า 10 รายที่ได้รับการจัดอันดับ Top 10 แบรนด์ที่ใช้จ่ายด้านโฆษณาผ่านสื่อสูงสุด ม.ค.-พ.ค. 2551จาก บริษัท มีเดีย สเปนดิ้ง จำกัด(ดูตารางประกอบ) ว่าแต่ละรายมีกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างไร เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในครึ่งปีหลัง เพื่อให้ดึงความสนใจของผู้บริโภคกลับคืนมา พอนด์-คลีนิค ทุ่มโฆษณากระตุ้นอารมณ์ซื้อ เริ่มจากแบรนด์ที่ใช้จ่ายเป็นอันดับหนึ่งอย่างพอนด์ มอยเจอไรเซอร์ ของค่ายยูนิลีเวอร์ฯ ซึ่งแนวโน้มการตลาดช่วงครึ่งปีหลังของกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (Facialcare) ยังมีทิศทางสดใส ดังนั้นกลยุทธ์หลักก็คือ การอัดงบโฆษณาเพิ่มเป็น 700 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปีที่ทุ่มงบประมาณการตลาดสูงสุดของพอนด์สเพื่อเรียกกำลังซื้อกลับคืนมา กับกลุ่มเป้าหมายระดับกลาง-บนทุกรูปแบบ ด้วยการสร้าง Emotion และสร้างประสบการณ์ที่ดี (Experientail Marketing) ผ่านขบวนคาราวานรถพอนด์สเรียกว่า "สถาบันวิจัยพอนด์ส" นางวรรณิภา ภักดีบุตร รองประธานกรรมการบริหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องใช้ส่วนบุคคล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า งบโฆษณาดังกล่าวจะเน้นไปที่การสร้างอารมณ์ให้เกิดการจับจ่าย ด้วยการผูกเรื่องราวของความรัก ในคอนเซ็ปต์ "มหัศจรรย์แห่งรัก" เพื่อสื่อสารความชัดเจนของกลุ่มสินค้าและกลุ่มผู้บริโภคจากภาพยนตร์โฆษณา โดยมีนวัตกรรมใหม่ของสินค้าเป็นตัวดึงดูด ประกอบด้วย พอนด์ส เอจ มิราเคิล ,พอนด์ส ไวท์บิวตี้ ,และกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ผ่านขบวนคาราวานรถสถาบันวิจัยพอนด์ส ตรวจสภาพผิว และให้คำแนะนำกับทุกสภาพผิวของกลุ่มเป้าหมาย "เศรษฐกิจคงไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก ภาพรวมยังไปได้ดี เพราะผู้บริโภคก็ยังใส่ใจกับการดูแลตัวเอง และยังซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง คาดว่ายังครองแชมป์จากส่วนแบ่งการตลาด 22.2 %" นอกจากนี้พอนด์สยังได้ปรับโฉมชั้นวางสินค้าของพอนด์สทั่วประเทศกว่า 300 จุด เพราะจากการสำรวจผู้บริโภคส่วนใหญ่ ตัดสินใจซื้อจากชั้นวางสินค้าที่สวยงาม และมีสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้ พร้อมกันนี้ยังได้ปรับโฉมพนักงาน เปลี่ยนยูนิฟอร์มให้กับพนักงาน BA ใหม่ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยังผลักดันจากสาวBA ทั่วไปให้มาสู่ภาพการเป็น “ที่ปรึกษาด้านความงามของพอนด์ส” เพื่อเสริมภาพการเป็นแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวระดับโลก สำหรับ คลีนิค เคลียร์ ในครึ่งปีหลังยังคงเน้นกลยุทธ์ Attitude Brand หรือ การสร้างแรงดึงดูดให้กับแบรนด์ ด้วยการเน้นนวัตกรรมใหม่ ด้วยการเพิ่มสูตรเข้มข้นในการขจัดปัญหารังแคบนหนังศรีษะให้มากขึ้น โดยจะมีการให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้า นอกจากนี้ยังมีการเน้น Brand Celebrity โดยมี กาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาส เป็นทูตสร้างการรับรู้แบรนด์ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรมของแชมพู คลีนิค พร้อมกันนี้ยังมีโปรโมชันราคา และแถมสินค้าอย่างเป็นระยะร่วมกับห้างสรรพสินค้า และช่องทางค้าปลีกต่างๆ รับกับกำลังซื้อหดตัว คาดว่าจะรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในสัดส่วน 14.1% จากมูลค่าตลาดรวมแชมพูขจัดรังแค 2,100 ล้านบาท 
เอไอเอส-ดีแทค-ทรูมูฟ แข่งเจาะ ตลาดพรีทีน และ ภูธร สำหรับตลาดมือถือในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตลาดอย่าง เอไอเอส และเบอร์ 2 อย่าง ดีแทค รวมถึง ทรูมูฟ ต่างก็หันมาให้ความสำคัญในการปรับลดค่าใช้จ่ายเป็นกลยุทธ์หลัก และตั้งเป้าที่จะรุกไปยังตลาดภูธร และตลาดพรีทีน เช่นเดียวกัน นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด เอไอเอส บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังนี้จะรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจให้ได้ ภายใต้ภาวะที่องค์กรธุรกิจต้องมองถึงการปรับลดค่าใช้จ่าย เมื่อก่อนมีสินค้า 8 กลุ่ม ก็ได้ปรับให้เป็นในรูปแบบการบริการ 4 รูปแบบ ซึ่งทำให้ค่าการตลาดลดลง อีกทางหนึ่งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่พยายามดูจุดในที่ไม่จำเป็น เขตภูมิภาค อันไหนเชื่อมโยงกันได้จะให้รวมกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงภาพยนตร์โฆษณา หากพิจารณาแล้ว ตัวไหนที่ดูแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ก็จะกำหนดอายุให้สั้นลง เพื่อเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่รับชม ขณะเดียวกันก็จะหันเจาะตลาดภูธรมากขึ้น รวมถึงกลุ่มพรีทีน คือกลุ่มที่ต่ำกว่าวัยรุ่น เช่นเด็กประถม โดยจะเพิ่มกิจกรรมไปให้ตรงกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ เช่นเดียวกับค่ายดีแทค นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ขณะนี้ดีแทคได้ตัดงบสำหรับผลิตภาพยนตร์โฆษณาลงไปแล้ว เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน พร้อมกับปรับรูปแบบการโฆษณาไปทำกิจกรรมตรงกับลูกค้ายิ่งขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และโดยเฉพาะกับลูกค้าในต่างจังหวัด นอกจากปรับรูปแบบการใช้งบการตลาดแล้ว ยังได้ออกโปรโมชั่น แคมเปญการตลาดตามปกติ เนื่องจากคาดหวังว่าสภาพเศรษฐกิจ การเมืองในปัจจุบันจะทำให้กำลังซื้อชะลอตัวในระยะสั้นๆ ซึ่งพฤติกรรมของการใช้โทรศัพท์มือถือได้ปรับรูปแบบจาก "คุยนาน" มาคุยสั้นๆ สำหรับมาตรการระยะยาวเพื่อบริหารความเสี่ยงรองรับสภาพเศรษฐกิจในอนาคตได้แก่ ดีแทคได้เริ่มติดตั้งสถานีฐานพลังงานแสงแดด หรือเซลไซต์โซลาร์เซลล์ ซึ่งได้ติดตั้งไปแล้ว 10 สถานี และกำลังจะเพิ่มอีก 10 แห่ง โดยยังจำกัดขอบเขต เนื่องจากปัจจุบันราคาของโซลาร์เซลล์ยังมีราคาสูง แต่การติดตั้งสถานีฐานพลังงานแสงแดดจะลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าลดได้มาก เพราะไม่ต้องสร้างตู้คอนเทนเนอร์ ป้องกันสถานีฐาน รวมถึงเปลี่ยนอุปกรณ์ทีอาร์เอ็กซ์ ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเช่นกัน อย่างไรก็ตามดีแทค ยังคงมีการลงทุนตามเป้าหมายเดิมในปีนี้ คือติดตั้งสถานีฐาน 1,500 แห่งทั่วประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงาน มีการใช้แรงงานท้องถิ่นมากขึ้น ขณะที่ค่ายทรูมูฟนั้น นายศุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด กลุ่มบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก็ยังเดินหน้าขยายตลาดกลุ่มพรีทีนและต่างจังหวัดให้มากขึ้น รวมถึงกลุ่มมหาวิทยาลัยมากขึ้น ตอนนี้มีลูกค้า 12 ล้านราย กลยุทธ์จะเน้นคอนเวอร์เจน หรือ การตลาดร่วมระหว่างโพรดักส์ ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เพื่อลดคอร์ส ทั้งโทรศัพท์ ,อินเตอร์เน็ต,เคเบิ้ล ล่าสุดทรูยังใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท สำหรับการเปิด "ทรูมูฟ แฟล็กชิปชอป"ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ชอปแห่งแรกภายใต้แบรนด์ทรูมูฟที่ถูกออกแบบตกแต่งเป็นพิเศษให้เป็นแหล่งนัดพบหรือคอมมูนิตีคนรุ่นใหหม่ที่ชื่นชอบมือถือไฮเทค ภายใต้คอนเซ็ปต์ Mobile Convergent Lifestyle โตโยต้า รุกรถพลังงานทดแทน ส่วน ค่ายโตโยต้า ที่ใช้เม็ดเงินเป็นอันดับที่ 4 และ 6 ตามลำดับ กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันขนาดหนัก ต่อเรื่องนี้นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ยอดขายรถยนต์ของโตโยต้า ยังประเมินไม่ได้ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพราะมีปัจจัยลบหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดรถยนต์ทั้งระบบ เห็นได้จากยอดขายรถยนต์รวมทั้งระบบในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลงมาก ทั้งนี้ ในครึ่งปีหลังคาดว่าราคาน้ำมันยังปรับขึ้นและอาจมีผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ในตลาดรวมที่คาดไว้ 700,000 คัน รวมถึงยอดขายรวมของโตโยต้าที่ตั้งไว้ 310,000 คันด้วย ทำให้ครึ่งปีหลังของโตโยต้าเน้นเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค จัดโครงการประกวดระดับประเทศ ยาริส ไอเอ็มซี คอนเทสต์ 2008 ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา เข้าร่วมกิจ กรรมนำความรู้ด้านการสื่อสารการตลาด ร่วมประกวดเพื่อวางแผนงานการตลาดสำหรับรถยนต์ โตโยต้า ยาริส ชิงรางวัลทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 650,000 บาท นอกจากนี้โตโยต้าเองยังมุ่งพัฒนาด้านนวัตกรรมและเน้นสร้างความเข้าใจเรื่องพลังงานทดแทน ตามนโยบายรัฐบาลที่เริ่มออกมาตื่นตัวกับพลังงานทดแทน เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งโตโยต้าในครึ่งปีหลัง จะเปิดตัวอัลติส, ลีโม่ เอ็นจีวี พร้อมกับ เปิดตัวโตโยต้า อัล พาร์ดใหม่ ซึ่งจะปรับสเปกให้เหมาะสมกับตลาดประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ โดยนำรุ่นเครื่องยนต์ 3.5 ลิตรเข้ามาทำตลาด ส่วนทางด้านตลาดรถกระบะเมืองไทย นายวุฒิกร กล่าวว่า รถกระบะคิดเป็นสัดส่วนถึง 60 % จากสัดส่วนตลาดรถโดยรวมทั้งหมด ซึ่งจากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสูงกว่าเบนซิล และปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 43 บาท/ลิตรเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ตลาดรถกระบะจึงต้องออกมาแข่งขันแคมเปญอย่างหนัก กระตุ้นยอดขาย โดยเพิ่มงบเพื่อไปซัพพอร์ตดีลเล่อร์ในการร่วมแคมเปญต่างๆ ตั้งแต่โปรโมชันราคา นำเสนอดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนระยะยาว ด้านแผนการตลาดรถปิกอัพในครึ่งปีหลัง คงเน้นเป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะสั้น เน้นไปที่อัดโปรโมชัน ทำรายการส่งเสริมการขายร่วมกับดีลเล่อร์ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อให้มากที่สุด นำเสนอตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน และระยาวยาว รวมไปถึงการแจกแถมต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ ไม่เพียงเท่านี้ยังสนับสนุนการวิจัยร่วมกับภาครัฐบาลในการคิดค้นและพัฒนาพลังงานทดแทนขึ้นมา ปตท.เร่งสางปัญหา แอลพีจี-เอ็นจีวี สำหรับทางด้านปตท. ที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาเป็นอันดับ 2 ล่าสุดก็อยู่ระหว่างการแก้ปัญหาพลังงานทางเลือกอย่าง แอลพีจี และ เอ็นจีวี โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่รัฐบาลให้ปตท. อุดหนุนก๊าซแอลพีจีจากการที่ความต้องการใช้มากขึ้น ทำให้ปตท.จะต้องนำเข้าแก๊สLPG จากต่างประเทศเริ่มตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมา และคาดว่าปีนี้ต้องนำเข้าจำนวน 2 แสนตัน และเพิ่มเป็น 8 แสนตันในปี 52 นั้น นายสุรงค์ บูลกุล ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการนำเข้าก๊าซ LPG เพิ่มเติมจากแผนเดิมว่า ดังนั้นการนำเข้าก๊าซ LPG ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 50,000-60,000 ตัน/เดือนนั้น ปตท.อาจจะต้องปรับแผนด้วยการให้เรือลอยลำรอกลางทะเลแทนการเทียบท่า แล้วจัดเรือเล็กทยอยขนส่งเข้ามา เพื่อจัดระบบโลจิสติกส์ให้รวดเร็วมากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก หากสั่งให้เรือลอยลำกลางทะเลมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,000 บาท/นาที นอกจากนี้ปตท.ยังเร่งเปิดตัวโครงการ “เอ็นจีวีทั่วถึง ทั่วไทย ปี 2552 จากที่มีปั๊มก๊าซเอ็นจีวีเปิดให้บริการแล้ว 214 สถานี เปรียบเทียบกับต้นปีมีจำนวนเพียง 166 สถานี และภายในเดือน ก.ค.นี้ ปรับเพิ่มเป็น 245 สถานี และสิ้นปีจะมีจำนวนทั้งสิ้น 355 สถานี อย่างไรก็ดี นายพิชัย ชุณหวชิร ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ปตท. (PTT)กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2551 ของปตท.จะดีขึ้นเมื่อเทียบจากไตรมาส1/2551 ที่มีรายได้รวม 4.9 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในไตรมาส 2 ที่ถีบตัวขึ้นสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงกว่าไตรมาส 1 ที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่จะได้รับผลกระทบเล็กน้อย จากกรณีให้ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน โดยลดราคาขายน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 3 บาท/ลิตรจำนวน 720 ล้านลิตร และการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ส่วนค่าการกลั่น(ไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน)ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 7-8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยแนวโน้มค่าการกลั่นจะอ่อนตัวลง เนื่องจากมีโรงกลั่นใหม่เกิดขึ้นใหม่ในช่วง 5ปีนี้ คิดเป็นกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นอีก 8 ล้านบาร์เรล/วัน หากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านบาร์เรล/วัน จะส่งผลให้ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวลงมา ทีวีไดเร็ค มุ่งทีวีดาวเทียม ทีวีไดเร็ค ถือเป็นอีกหนึ่งที่เติบโตไม่หยุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน วัดผลจากตัวเลขรายได้ไตรมาสแรกกลับเติบโตเกินเป้าถึง 51 % ซึ่งเป็นเพราะการขายตรงผ่านทางโทรทัศน์ ทำให้ลูกค้าโทรสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายเดินทางออกไปข้างนอก เพราะมีบริการส่งสินค้าถึงบ้าน ทำให้ครึ่งปีหลังทีวีไดเร็ค จึงเดินหน้าต่อใช้เม็ดเงินโฆษณาทางทีวีตามเดิมที่วางแผนไว้ที่200 ล้านบาท นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด กล่าวถึงแผนการตลาดในครึ่งปีหลังว่า ธุรกิจไดเร็กมาร์เก็ตติ้ง ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยมาก ดังนั้นเท่าที่ดูยอดผลประกอบการในไตรมาสแรก รายได้จะเติบโตเกินเป้าที่วางไว้กว่า 50 % มีความเป็นไปได้ของเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ 90% หรือทะลุ 1,000 ล้านบาท แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องภาวะการเมือง และเศรษฐกิจ จึงต้องปรับตัวตาม โดยจะปรับสัดส่วนงบโฆษณาลง 20 % แต่ในส่วนของช่องฟรีทีวียังคงใช้เม็ดเงินเท่าเดิม เนื่องจากอัตราค่าโฆษณาสูงขึ้น โดยสัดส่วนรายได้ที่เกิดจาก 3 ช่องทาง ได้แก่ Free TV 50% แซตเทิลไลต์ทีวี 40% และรายการไทอินโปรแกรม 10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีไดเร็ค เตรียมมุ่งทำตลาดผ่านสื่อ แซตเทิลไลต์ทีวี ถึงแม้จำนวนกลุ่มคนดูจะไม่เหนียวแน่นกับช่องใดช่องหนึ่งมากนัก เมื่อเทียบกับฟรีทีวี หรือแม้แต่คอนเทนต์ก็ไม่มีงบประมาณการผลิต จึงทำให้ยังสู้ฟรีทีวีไม่ได้ แต่ก็น่าสนใจในแง่ของการผลิตคอนเทนต์ ที่สามารถนำเสนอได้ตรงตามไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนดูได้ ไทยประกัน ปัดฝุ่นประกันพรีเมียม สำหรับไทยประกันชีวิต ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในช่วงขาขึ้น ดร.อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ยอมรับว่า ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นเรื่องปกติที่อาจส่งผลต่อการขายแบบประกันในประเภทชำระเบี้ยครั้งเดียว หรือซิงเกิล พรีเมี่ยม (Single Premium) ที่ต้องชะลอลงไปบ้าง แต่บริษัทก็ยังไม่ได้ระงับการ ขายแบบใดแบบหนึ่งไป โดยยังมีการขายปกติ เพียงแต่ไม่ได้โปรโมตมากนัก สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทคือ จะนำแบบประกันซิงเกิล พรีเมี่ยม ในตระกูลธนรักษ์ คือ แบบ “ธนรักษ์ 10” ออกมาขายใหม่ เนื่องจากเป็น แบบประกันที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อ เทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรืออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่มีอายุใกล้เคียงกัน โดยให้ผลตอบแทนในระยะเวลา 10 ปี เฉลี่ยที่ 5.1% ขณะเดียวกันยังมีเงินคืน 4% ทุกปีตั้งแต่ปีแรก โดยแบบประกันธนรักษ์ 10 ชำระเบี้ยประกันครั้งเดียว มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี รับประกันตั้งแต่อายุ 1 เดือนถึง75 ปี โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ มี เงินคืนระหว่างสัญญา 4% ของทุนประกัน ทุกปีตั้งแต่ปีที่หนึ่งจนถึงวันครบกำหนดสัญญา พร้อมรับเงินคืนเท่าจำนวนเงินเอาประกันเมื่อครบกำหนดสัญญา ส่วนกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิตรับเงินคืนเท่าจำนวนเงินเอาประกัน “การที่เรานำแบบธนรักษ์10 ออกมาขายอีกครั้งเป็นเพราะช่วงนี้ เป็นช่วงของดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับบริษัทเองสามารถที่จะหาผลตอบแทนจากการ ลงทุนได้มากขึ้นกว่าเดิม จึงมั่นใจที่จะนำธนรักษ์ 10 ออกมาขายอีกครั้ง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในการออมผ่านการประกันชีวิต” ไม่ว่ากลยุทธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะได้ผลหรือไม่ โดยเฉพาะการกระตุ้นอารมณ์ให้กลุ่มเป้าหมายอยากจับจ่าย หากทว่าทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงจนเกินไป  |