พระพุทธเจ้าสอนไว้กว่า 2500 ปีแล้ว ว่า "ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน" เป็นสัจธรรมที่เตือนทุกคนว่า "อย่าประมาท" ถือเป็นคำสอนที่ไม่เคยล้าสมัยเลย ยิ่งในยุคปัจจุบันยิ่งต้องตระหนักมากขึ้น เพราะมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
แต่ที่เกริ่นเช่นนี้ เพียงเพราะต้องการจะโยงถึง "การค้ำประกันเงินฝาก" ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ เพราะจากนี้ไปการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินอาจมีคำเตือนว่า "การฝากเงิน มีความเสี่ยง" เหมือน "การลงทุน มีความเสี่ยง" เนื่องจากภายใต้กฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หากสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการ ผู้ฝากจะได้รับเงินคืนตามจำนวนที่ฝากไว้ แต่ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด
กล่าวคือ เป็นการจำกัดวงเงินการคุ้มครองเงินฝาก จากปัจจุบันที่คุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน จะทยอยลดลงจนเหลือวงเงินคุ้มครองเงินฝากเพียง 1 ล้านบาท ภายใน 5 ปี โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในปีแรกยังคงคุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน แต่ในปีที่สองจะคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 100 ล้านบาท ในปีที่สามจะคุ้มครองเงินฝากในจำนวน 50 ล้านบาท ในปีที่สี่จะคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 10 ล้านบาท และในปีที่ 5 จะคุ้มครองเงินฝาก 1 ล้านบาท โดยวงเงินที่ได้รับการคุ้มครองจะได้รับคืนทันทีหรือภายใน 30 วัน หลังจากสถาบันการเงินถูกปิด แต่ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท ผู้ฝากสามารถขอรับคืนได้จากกองทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้น

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ฝากเงินควรรู้และทำความเข้าใจเพื่อความไม่ประมาท คือ การคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวจะคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กฎหมายกำหนดต่อรายผู้ฝากเงินต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งบุคคลธรรมดา และนิติบุคลคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัท มูลนิธิ กองทุน หรือสมาคมการกุศลใดๆ ก็ตาม จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากเหมือนกันอย่างเท่าเทียม คือ คุ้มครองเงินฝากตามวงเงินกฎหมายกำหนดต่อรายต่อสถาบันการเงิน
และสิ่งที่ควรทราบอีกอย่าง คือ ภายใต้กฎหมายนี้หากสามีภรรยาเปิดบัญชีเดียวโดยใช้ชื่อร่วมกัน เช่น มีบัญชีเงินฝากอยู่ 1,800,000 บาท หากสถาบันการเงินนั้นถูกปิด จะได้รับการคุ้มครองทั้งสามีและภรรยา คือ หากไม่มีการกำหนดสัดส่วนการคุ้มครองตั้งแต่ต้นว่าหากสถาบันการเงินมีปัญหาจะแบ่งสัดส่วนการคุ้มครองกันเท่าไร ให้ถือว่าแบ่งกันคนละครึ่ง กล่าวคือ สามีจะได้การคุ้มครอง 90,000 บาท และภรรยาได้รับการคุ้มครอง 90,000 บาท
เนื่องจากภายใต้กฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สามี กับภรรยา ไม่ถือเป็นบุคคลคนเดียวกัน จึงได้รับการคุ้มครองเงินฝากทั้งสองคน หรือกรณีเปิดบัญชีร่วม 3 คน ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าไม่มีการกำหนดสัดส่วนแบ่งการคุ้มครองไว้ให้ ก็ให้แบ่งการคุ้มครองเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน
สำหรับสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง สาขาธนาคารต่างประเทศ 16 แห่ง บริษัทเงินทุน 5 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง ทั้งนี้ไม่นับรวมถึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน อย่างไรก็ตาม หากธนาคารเฉพาะกิจเกิดปัญหาก็มีรัฐบาลรับผิดชอบดูแล เหมือนสโลแกนที่ติดอยู่หน้าธนาคารออมสินว่า "รัฐบาลเป็นประกัน" ซึ่งมีมานานแล้ว
เพราะฉะนั้นภายใต้กฎกติกาดังกล่าว ผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะประชาชนทั่วไป จะรู้ได้อย่างไรว่าธนาคารที่ฝากเงินจะเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ หรือฝากเงินกับสถาบันการเงินใดแล้วมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งความจริงอาจเข้าไปดูที่งบการเงินก็ได้ แต่ตัวเลขในงบการเงินอาจซับซ้อนมาก แต่มีหลักง่ายๆ ที่สามารถวัดความเสี่ยงของสถาบันการเงินได้ระดับหนึ่ง
โดยนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย ได้เสนอวิธีในหลักการง่ายๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ประชาชนควรรู้ คือ 1.ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 2.ตัวเลขการกันสำรองเผื่อหนี้เสีย 3.ตัวเลขเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio)
โดยธนาคารใดหากมี NPL สูง เมื่อเทียบกับตัวเลข NPL ทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6-7% ให้ถือว่าสถาบันการเงินนั้นอาจมีความเสี่ยง และเมื่อเห็น NPL แล้ว แต่สิ่งที่ต้องดูควบคู่กันด้วย คือ ตัวเลขการกันสำรองเพื่อหนี้จัดชั้น ซึ่งสิ่งที่ควรดู คือ ธนาคารนั้นๆ มีการตั้งกันสำรอง NPL ครบหรือยัง และสุดท้ายที่ควรรู้ คือ BIS ratio ซึ่งตามกฎหมายกำหนดต้องมี BIS ratio ไม่ต่ำกว่า 8.5% ซึ่งปัจจุบัน BIS ratio ของระบบสถาบันการเงินอยู่ที่ 11-12% ซึ่งถือว่าสูง แต่บางแห่งอาจน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ แต่ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10%
ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สถาบันการเงินทุกแห่งต้องเปิดเผยอยู่แล้ว โดยอาจติดประกาศอยู่ที่สาขาธนาคารพาณิชย์และในเว็บไซต์ของธนาคารแต่ละแห่ง
ดังนั้นถ้าใครมีเงินมากก็ต้องหาความรู้ทำความเข้าใจว่ามีทางเลือกต่างๆ ทางใดที่จะมีประโยชน์ต่อการลงทุน ถ้าไม่อยากเสี่ยงหรือกลัวมากก็ควรกระจายการลงทุน คือ ฝากธนาคารบ้าง ลงทุนในกองทุน หรือตราสารอื่นๆ แต่การลงทุนในตราสารอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ผลตอบแทนสูง หรือถ้าต้องการความมั่นคง แต่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ก็อาจลงทุนในที่ดิน เป็นต้น
"ในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าชีวิตไม่มีความเสี่ยงไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นคนไทยต้องเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่ต้องค้นคว้าหาความรู้ เพื่อความไม่ประมาทถึงจะอยู่ได้" นายธวัชชัยกล่าวทิ้งท้าย