ร้าน Myth มัลติแบรนด์ ที่เพิ่งเปิดตัวไป 2 เดือนที่ผ่านมาที่ศูนย์การค้าเกษรนั้น เป็นการออกแบบร้านแบบมัลติแบรนด์สำหรับผู้ที่สนใจในการทำคอนเซ็ปต์แบบนี้อาจจะเรียนรู้จุดเด่นจุดด้อยต่างๆ และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมโดยเฉพาะกับกิจการของท่านได้
ร้าน Myth มัลติแบรนด์ เป็นการรวมตัวของ 6 แบรนด์มาไว้ในร้านเดียวกัน ในหมวดของเสื้อผ้า ได้แก่ Flamingo เสื้อผ้าแบบวินเทจ, Issue เสื้อผ้าที่แสดงถึงอารยธรรมและความเชื่อ จินตนาการอันกว้างไกล Muse by Good Mixer (มิวส์ บาย กู๊ด มิกเซอร์) เสื้อผ้าที่แสดงออกด้านงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ Wolfkind Museum (วูล์ฟไคนด์ มิวเซียม) ไอเดียการนำเสนอความเป็นศิลปะ ความสนุกสนานและทุกสิ่งจากธรรมชาติรอบด้าน ทำให้เกิดแฟชั่นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์
หมวดของจิวเวลรี่ ได้แก่ Bangkok Smiths (แบงคอกสมิทส์) กลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของแบรนด์เครื่องประดับซึ่งออกแบบและผลิตโดยคนไทยทั้งหมด อันประกอบด้วย"Missile" (มิสซายล์) ลักษณะงานไอเดียผสมผสานความก้าวล้ำนำเทรนด์แฟชั่นกับอารยธรรมแห่งโลกดนตรีร็อกแอนด์โรล"Matina Amanita" (มาทินา อมานิทา) ตัวแทนเครื่องประดับสำหรับหญิงสาวผู้มีจินตนาการกว้างไกล และใส่ใจในแฟชั่น "Jogema" (โจจีม่า) งานออกแบบจิวเวลรี่แบบ 3 มิติ สำหรับผู้ที่แสวงหาเทรนด์แปลกใหม่ชอบใจในเนื้องานที่พิถีพิถัน และ "Trimode Accessories" (ไตรโหมด แอ็กเซสซอรี่ส์) แบรนด์ผู้เน้นแนวความคิดและเทคนิคเฉพาะในการสร้างสรรค์ดีไซน์มุมมองใหม่ภายใต้รากฐานความเป็นตะวันออก
ปิดท้ายด้วยความเป็นไลฟ์สไตล์กับ "Erb" (เอิร์บ) ผลิตภัณฑ์โฮมสปาจาก สมุนไพรไทยที่ผสมผสานระหว่างสูตรภูมิปัญญาไทยสมัยโบราณกับวิถีปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์กว่า 100 ชนิด เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ตั้งแต่หัวจดเท้า
และแบรนด์ทั้ง 6 แบรนด์นี้ Flamingo, Issue, Muse by Good Mixer, Wolfkind, BangkokSmith และ Erb จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
โรจน์ สิงห์กุล จาก Issue หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน กล่าวว่า
"คอนเซ็ปต์ของร้านเราไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแต่เป็นไลฟ์สไตล์ เพราะสิ่งที่เราต้องการ ให้เป็นก็คือ เรามีเสื้อผ้าแบบต่างๆ ของยังดีไซเนอร์ มีงานศิลปะและเครื่องประดับ สปา ทั้งหมดคือความหลากหลายที่จะตอบโจทย์คนในยุคปัจจุบันได้ เพราะเวลาน้อยลง ทุกอย่างกระชั้น ถ้าเข้ามาที่เราแล้วก็ได้ ทุกอย่างเกือบครบทั้งหมด เราพยายาม บอกลูกค้าแบบนั้น และลูกค้าที่เกษรฯเองก็เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อ เขามาเพื่อซื้อเลยไม่เหมือนที่อื่นๆ เขาต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการมาที่นี่เพื่อมา พักผ่อน มาซื้อเสื้อผ้า ทานอาหารอร่อย เครื่องประดับในระหว่างที่รอแฟนเลือกเสื้อตัวเองก็อาจจะนวดเท้ารอ" ด้วยความหลากหลายทำให้มีการออกแบบร้านมีการปรับกันหลายหนกว่าจะได้ร้านที่สวยงามลงตัวแบบนี้
พื้นที่ของร้านได้ถูกจัดแบ่งออกเป็น7 ส่วนหลักๆ คือ ดิสเพลย์ ด้านหน้าสุด สำหรับผลิตภัณฑ์ เอิร์บ ถัดมาเป็นเสื้อผ้าของดีไซเนอร์หน้าใหม่ไฟแรง Wolfkind Museum ซึ่งมีความแปลกตา ถัดมาคือ การจัดแสดงภาพถ่าย
ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนทุกสามเดือน ตามด้วยเคาน์เตอร์เก็บเงิน ตามด้วยเสื้อผ้าของเหล่าบรรดาดีไซเนอร์ และจิวเวลรี่ของ BangkokSmiths ที่สามารถมองเห็นได้จากทุกมุม ถัดมาจึงเป็นมุมนวดเท้านวดตัว ติดกันเป็นมุมพักผ่อน จะมีหมอดูมาให้บริการทุกวันพุธ ซึ่งเป็นมุมที่มีความเรียบง่ายและสงบส่วนตัวพอสมควรเลยทีเดียว
ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกอย่างมาจากหลัก ฮวงจุ้ยก่อนแล้วความสวยงามตามมาทีหลัง
"เราออกแบบถือตามหลักฮวงจุ้ย คือมีน้ำผุดอยู่หน้าร้าน มีเคาน์เตอร์สีทอง มีน้ำตกด้านหลังเคาน์เตอร์ มีต้นไม้ตามชื่อร้านเป็นตำนาน ส่วนต้นไม้เองก็มีที่มาที่ไป คือจะเป็นต้นไม้ที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดตามสปอนเซอร์ที่หามาได้ ในตอนแรกขอประเดิมด้วยเอิร์บก่อน จากนั้นอาจจะเป็นมือถือ และอื่นๆ ตามมา"
ไม่ใช่แค่ต้นไม้ ทุกส่วนภายในร้านก็ปรับได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุผลเดียวคือ "เพราะไม่อยากให้มีความซ้ำซากจำเจ" รวมไปถึงมุมแสดงงานศิลปะของศิลปินหน้าใหม่ที่จะมีอีเวนต์ทุก 2-3 เดือนอีกด้วย
โรจน์ยังบอกด้วยว่า นอกจากจะเจาะกลุ่มของคนรุ่นใหม่กำลังทรัพย์สูงแล้วแต่อีกไม่นานก็อาจจะเห็นร้านคอนเซ็ปต์ของมัลติแบรนด์แบบนี้ในฮ่องกงอีกด้วย
ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นร้าน Myth ดีไซเนอร์สัญชาติไทยประสบความสำเร็จ ในฮ่องกงก็เป็นได้