|
"พีแอนด์จี" ย้ำกลยุทธ์ "ไซซิ่ง" ลุยหั่นต้นทุน...ชิงความได้เปรียบ |
|
|
|
|
จันทร์, 04 สิงหาคม 2008 |
ถึงแม้ว่าปีนี้ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจจะทำให้ผู้ประกอบการทุกค่ายต้องกุมขมับ เพราะต่างได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า ราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทุกค่ายต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือ และหาวิธีลดต้นทุนในทุกๆ ด้าน
"พีแอนด์จี" ยักษ์ใหญ่ในวงการสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก และอันดับ 2 ในเมืองไทย จากการเปิดเผยของ "ปริญดา หัศฎางค์กุล" กรรมการผู้จัดการ พีแอนด์จี ประเทศไทย ไม่ได้กังวลกับสถานการณ์ ดังกล่าว แต่ยืนหยัดในกลยุทธ์ที่ได้ทำมาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเป็นการชูเรื่อง "ความคุ้มค่า คุ้มราคา" ที่ให้กับผู้บริโภครวมถึงนวัตกรรมสินค้าที่ยังคงต่อเนื่อง โดยตลอดปีบัญชี 2551 ของพีแอนด์จีที่เริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะมีการออกสินค้านวัตกรรมเข้ามาในตลาดไม่ต่ำกว่า 25 รายการ
"เราดำเนินธุรกิจในไทยมา 20 ปี กลยุทธ์ที่เรายึดมา โดยตลอดในยามที่เจอกับวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเราเคยใช้เมื่อปี 2540 กับปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน คือ อย่าหยุดการออกนวัตกรรม อย่าลดคุณภาพ รวมทั้งอย่าหยุดที่จะพัฒนาบุคลากร ขณะเดียวกันต้องลดรายจ่าย ลดความซ้ำซ้อนของธุรกิจ"
ที่สำคัญคือสนองพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะความคุ้มค่าของเงินที่เขาเสียไป
"ปริญดา" ชี้ว่า สิ่งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยและกำลังซื้อผู้บริโภคที่มีจำกัด
"จริงๆ น้ำมันมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว แต่การเติบโตดังกล่าวมาจากกลยุทธ์ที่เรานำมาใช้มากกว่า"
ทีเด็ดที่ทำให้พีแอนด์จีประสบความสำเร็จตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ การส่งบรรจุภัณฑ์ขนาดคุ้มค่าหรือไซซ์เล็กเข้าสู่ตลาดเพื่อเป็นทางเลือกให้มีกำลังซื้อที่จำกัด โดยเฉพาะผู้บริโภคในต่างจังหวัดที่มีรายได้เป็นรายวัน
"ที่ผ่านมาเราใช้กลยุทธ์นี้กับ 3 แบรนด์ คือ แพนทีน โปร-วี ที่ออกขนาดคุ้มค่าราคาเพียง 20 บาท ยังมีโอเลย์ที่เปิดตัวขนาด 20 กรัม ราคา 229 บาท จากเดิมขายในขนาด 50 กรัม นอกจากนี้ยังออกแปรงสีฟันออรัล-บีในราคาย่อมเยาด้ามละ 10 บาท"
นั่นเป็นส่วนหนึ่งทำให้ที่ผ่านมาออรัล-บีโตขึ้น 15% แพนทีน 10% และโอเลย์ 10%
เป็นการเดินที่ก้าวมาถูกทาง และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป
เธอชี้ว่า อนาคตยังคงเดินหน้ากับกลยุทธ์นี้ หากวิจัยแล้วพบว่าผู้บริโภคต้องการสินค้าในขนาดเล็ก ก็จะออกมาเพื่อมาตอบสนองความต้องการ
มากกว่านั้น กรรมการผู้จัดการ พีแอนด์จี ย้ำว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับตลาดคอนซูเมอร์โปรดักต์ในระยะยาว บริษัทจึงได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีในการลดต้นทุน โดยล่าสุดได้ตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ จากการใช้น้ำมันไปใช้ก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ยังได้ปรับระบบการใช้น้ำในโรงงาน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำต่อเดือนลดลง 38.5%
โครงการทั้งสองทำให้พีแอนด์จีประหยัดเงินไปได้รวมกัน 90 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ตลอดปีข้างหน้านี้พีแอนด์จียังมีการลงทุนอีกประมาณ 450 ล้านบาท เพื่อใช้กับการปรับประสิทธิภาพโรงงาน
"ทั้งหมดจะทำให้เรามีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้นในระยะยาว"
เป็นการชิงความได้เปรียบในยุคที่การกำหนดราคาสินค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่รายนี้ยังสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้ในปัจจุบัน
คอลัมน์ จับกระแสตลาด |