|
"ทิปโก้"รุกเครื่องดื่มสุขภาพเต็มสูบ เปิดแคทิกอรี่ใหม่-ควง"ซันโตรี่"ปูพรมทั่วอาเซียน |
|
|
|
|
จันทร์, 18 สิงหาคม 2008 |
"ทิปโก้" ประกาศไตรมาส 4 รุก "ฟังก์ชันนอลดริงก์" เผยเป็นแคทิกอรี่ใหม่และครั้งแรกในอาเซียน เดินหน้าเอดูเคต ลูกค้าเต็มที่ มั่นใจผู้บริโภคมีความพร้อม จับตาเทรนด์ฟังก์ชันนอลดริงก์ คาดศูนย์แคลอรี มาแรง เผยระยะยาวน้ำผลไม้ลดสัดส่วนเหลือ 50% จากปัจจุบัน 75% ชูความสดของวัตถุดิบ พร้อมออกแพ็กเกจจิ้งใหม่ สร้างความต่างจากคู่แข่ง มั่นใจ 5 ปีข้างหน้ายอดขายเพิ่ม 2 เท่า พร้อมบาลานซ์ธุรกิจเครื่องดื่มและผลไม้กระป๋องที่ 50:50
จากการผนึกกำลังกันของ 2 ยักษ์ใหญ่ "ทิปโก้" และ "ซันโตรี่" จากญี่ปุ่น ในนามบริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี จำกัด เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและต้องการขยายตลาดเครื่องดื่มในอาเซียน ด้วยการผสมผสานจุดแข็งของทิปโก้ในการผลิตน้ำผลไม้ ขณะที่ซันโตรี่มีโนว์ฮาวและความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเครื่องดื่มสุขภาพ หรือฟังก์ชันนอลดริงก์ ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 ค่ายพร้อมจะรุกตลาดนี้ ด้วยการส่งเครื่องดื่มตัวแรก เข้าสู่ตลาดไทย ภายใต้ แบรนด์ใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่จะถึงนี้
ผนึกซันโตรีเปิดแคทิกอรี่ใหม่
นายวิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่จะส่งเข้า สู่ตลาดในปลายปีนี้เป็นความร่วมมือกับ ซันโตรี่ ถือเป็นแคทิกอรี่ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทยและอาเซียน โดยเป็นไฮไลต์ของทิปโก้ในปีนี้ ภายใต้แบรนด์ใหม่ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ส่วนปีหน้าบริษัทจะทยอยเปิดตัวฟังก์ชันนอลดริงก์ อื่นๆ ออกมาต่อเนื่อง
ปัจจุบันตลาดนี้มีมูลค่าประมาณ 500-600 ล้านบาท มีผู้เล่นหลักๆ อาทิ บี-อิ้ง จากสิงห์, ยูนิฟ ไอเฟิร์ม จากยูนิ-เพรสิเดนท์, อะมิโน โอเค จากโออิชิ หรือ ไอ เฮลท์ที้ คิว-เทน จากสหพัฒน์ นอกจากนี้ยังมีบิวตี้ดริงก์อีก 2-3 ตัว
นายวิวัฒน์ย้ำอีกว่า เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกที่ทิปโก้เข้าสู่ตลาดฟังก์ชันนอลดริงก์ เมื่อ 10 ปีก่อนเคยส่ง "ทิปโก้ พลัส" เครื่องดื่มเติมวิตามิน แคลเซียม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนไทยยังติดเรื่องรสชาติ แต่จากกระแสรักสุขภาพและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และที่ผ่านมามีหลายๆ ค่ายเริ่มส่งสินค้าประเภทนี้เข้าสู่ตลาด ทำให้ปัจจุบันตลาดมีความพร้อมมากขึ้นและมีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตามตลาดนี้ยังต้องอาศัยการเอดูเคตอีกมาก ซึ่งบริษัทได้เตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้แล้ว
ชี้เทรนด์เครื่องดื่มศูนย์แคลอรีมาแรง
นายวิวัฒน์กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเทรนด์ที่น่าจับตามองคือ ผู้บริโภคที่กลัวอ้วนโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ซึ่งจะเป็นโอกาสของเครื่องดื่มสุขภาพศูนย์แคลอรีที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จากปัจจุบันเทรนด์นี้เกิดขึ้นแล้วในญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ ที่จะเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีต่ำและเน้นฟังก์ชันนอลเป็นหลัก หากดีมานด์ตรงนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ทิปโก้ก็พร้อมจะเข้าไปเปิดตลาด จากความพร้อมเรื่องโนว์ฮาวของพันธมิตรอย่าง ซันโตรี่ รวมถึงโรงงานผลิต
"ถ้าเรามอง 3 แฟกเตอร์ คือ คุณค่าสารอาหาร, ความปลอดภัย และรสชาติ ตอนนี้น้ำหนักของคนไทย ความอร่อยยังมากกว่า 50% แต่ต่อไปถ้าสามารถบาลานซ์ให้ความอร่อยเหลือแค่ 1 ใน 3 และทำให้ทั้ง 3 แฟกเตอร์มีน้ำหนักเท่าๆ กัน ที่ผ่านมาคนไทยก้าวข้ามเรื่องความปลอดภัยแล้ว แต่หลังจากนี้ไม่เพียงอร่อย ปลอดภัย และต้องมีสารอาหารด้วย นี่คือเพื่อสุขภาพจริงๆ อันนี้เป็นก้าวที่ 3 ซึ่งต้องใช้เวลา อย่างทิปโก้ก็มีเครื่องดื่มที่หวานน้อย ที่ไม่มีน้ำตาลก็มี เพื่อเป็นตัวเลือก และมีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคค่อยๆ ปรับพฤติกรรมมากขึ้น"
ก้าวเข้าสู่ "รีจินอลแบรนด์"
ทั้งนี้จากการร่วมมือกับ ซันโตรี่เพื่อรุกตลาดอาเซียน ทำให้บริษัทมั่นใจว่าต่อจากนี้อีก 5 ปี รายได้ของบริษัท จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจสับปะรด ผลไม้กระป๋องส่งออก 50:50 จากปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มมีรายได้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท
นายวิวัฒน์กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ไป ทิปโก้จะมีการขยายไลน์โปรดักต์ใหม่ๆ และส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียนมากขึ้น ทั้งนี้บริษัทต้องการจะก้าวสู่การเป็น regional brand อย่างเต็มตัว ขณะที่กลุ่มสับปะรด ผลไม้กระป๋อง ธุรกิจดั้งเดิมของบริษัทก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่การเติบโตจะน้อยกว่ากลุ่มเครื่องดื่ม ทั้งนี้เป็นไปตามวิชั่นใหม่ของบริษัทที่ว่า ทิปโก้จะเป็นบริษัทอาหารที่ได้รับการเชื่อถือในอาเซียน ซึ่งโดดเด่นในเรื่องนวัตกรรมและคุณภาพ
"กลยุทธ์ใน 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการเติบโตแบบธรรมดา แต่ 5 ปีจากนี้ต้องโตแบบก้าวกระโดด เพราะตลาดอาเซียนกำลังขยายตัวอย่างมาก ทั้งจากจำนวนประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ภูมิภาคนี้มีศักยภาพมหาศาล"
ชู "แพ็กเกจ-วัตถุดิบ" สร้างความต่าง
กรรมการผู้จัดการ ทิปโก้ฟู้ดส์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามปัจจุบันธุรกิจหลักของบริษัทยังอยู่ที่ตลาดน้ำผลไม้ แต่ระยะยาวน้ำผลไม้ในกลุ่มเครื่องดื่มไม่น่าจะถึง 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 75%
เนื่องจากสินค้าในพอร์ตจะมีมากขึ้น ปัจจุบันตลาดน้ำผลไม้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ทิปโก้ยังคงเป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้ 100% อยู่ที่ 50% ตามด้วยมาลี 17% และยูนิฟ 16%
ทั้งนี้กลยุทธ์จากนี้ไป ส่วนหนึ่งมองการขยายฐานผู้บริโภคไปยังต่างจังหวัด มากขึ้น จากปัจจุบันกลุ่มลูกค้ายังกระจุกตัวในหัวเมืองใหญ่ โดยใช้วิธีแจกชิมต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างน้ำผลไม้อีโคโนมี่ และน้ำผลไม้ 100% และจะอาศัยการกระจายผ่านไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าไปเปิดในต่างจังหวัดมากขึ้น และจากที่ทิปโก้สามารถผูกขาดการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุในไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ ซึ่งช่วยสร้างแบรนด์อะแวร์เนส ให้กับผู้บริโภคในต่างจังหวัดมากขึ้น
และสิ่งที่บริษัทต้องต่อยอดจากนี้ไป นอกจากการใส่คุณค่าสารอาหารในน้ำผลไม้แล้วยังมุ่งสร้างความแตกต่างให้ผู้บริโภคเห็นถึงความสดของวัตถุดิบที่ทิปโก้ใช้ซึ่งเป็นจุดแข็งและแตกต่างจากค่ายอื่นๆ พร้อมกันนี้บริษัทยังเตรียมแนะนำบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ดูทันสมัยขึ้นซึ่งจะเริ่มเข้าสู่ตลาดในปีหน้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากค่ายอื่นๆ
"สำหรับตลาดน้ำแร่ (ออร่า) บริษัทตั้งเป้าเป็นผู้นำในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดที่ 28% จากมูลค่า 600 ล้านบาท โดยผู้นำคือ มิเนเร่ มีส่วนแบ่งที่ 57-58%" นายวิวัฒน์กล่าว |