การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบริการโทรศัพท์มือถือ หรือ "โมบายเปย์เมนต์" (mobile payment) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกและในเมืองไทยแต่อย่างใด หากแต่บริการทางการเงินส่วนใหญ่ที่ผู้บริโภคนิยมใช้บริการยังกระจุกตัวอยู่ที่การเติมเงินมือถือพรีเพดเป็นหลัก
บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เป็นผู้ให้บริการรายแรกที่เปิดบริการในชื่อ "เอ็มเปย์" ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ถัดมาเป็นทรูมูฟกับ "ทรูมันนี่" และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาดีแทคร่วมมือกับแบงก์กสิกรไทยเปิดตัว "เอทีเอ็มซิม"
ล่าสุด "เอไอเอส" ได้พัฒนาบริการชำระเงินผ่านมือถือ "เอ็มเปย์" เพิ่มเติม โดยมีบริการใหม่ "โอน-ถอน" เงินสดได้ด้วย ทั้งในรูปของเคาน์เตอร์บริการ "เอ็มเปย์สเตชั่น" และตัวแทนรับชำระผ่านมือถือ
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือยังถือเป็นของใหม่ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารมากนัก เพราะเกรงว่าจะเข้ามาเป็นคู่แข่งทั้งที่ในความเป็นจริงบริการอย่าง "เอ็มเปย์" ถือเป็นสื่อกลางระหว่างธนาคารกับลูกค้ามากกว่า อย่างไรก็ตาม เอ็มเปย์คืออนาคตของการทำธุรกรรมทางการเงินทุกรูปแบบผ่านมือถือ ซึ่งต่อไปจะมีการพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี RFID ด้วย
สำหรับ "เอ็มเปย์สเตชั่น" บริการรับชำระค่าบริการต่างๆ อาทิ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าสินค้าและบริการมากกว่า 70 รายการ รวมถึงการโอนเงินและถอนเงินสดได้ด้วย นอกเหนือไปจากเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้เอทีเอ็ม
นายฮุย เวง ชอง รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโสบริษัทเดียวกัน เสริมว่า เดิมการชำระค่าสินค้าและการโอนถอนเงินสดผ่านเอ็มเปย์สเตชั่นทำได้ผ่านเคาน์เตอร์ของเอไอเอสเท่านั้น แต่ปัจจุบันขยายบริการผ่านมือถือได้แล้วจึงมีจุดบริการกว่า 2,500 แห่ง คาดว่าในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 5 หมื่นแห่ง ทั้งเคาน์เตอร์และตัวแทนชำระเงิน โดยจะเชิญชวนประชาชนทั่วไปให้เข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจในฐานะตัวแทนรับชำระเอ็มเปย์สเตชั่นด้วย
"ไม่ใช่ตัวแทนเติมเงินเดิม หรือร้านเทเลวิซเท่านั้น แต่จะกระจายไปถึงร้านค้าทั่วไป เช่น โชห่วย ร้านขายยา ตัวแทนประกัน ปั๊มน้ำมัน บุรุษไปรษณีย์หรือธุรกิจขายตรงเข้ามาเป็นตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่นได้หมด ต่อไปเราจะรับทำธุรกรรมลูกค้าได้ถึงหน้าบ้านโดยตรงเลย"
ด้านนายวรุณเทพ วัชราภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ในเครือเอไอเอส ผู้ให้บริการ "เอ็มเปย์" กล่าวว่า ตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่นแต่ละรายจะมีวงเงินในการให้บริการตั้งแต่ 3 หมื่น-1 ล้านบาท ขึ้นกับระดับของตัวแทน ขณะที่บริการถอนและโอนเงินทำได้ในวงเงิน 3,000 บาท/วัน คิดค่าธรรมเนียม 20 บาทสำหรับการถอน และครั้งละ 3 บาท เมื่อโอนเงิน ส่วนการชำระค่าบริการต่างๆ คิดครั้งละ 10 บาท
"ถ้าชำระบิลไม่ต้องเป็นลูกค้าเอไอเอสก็ใช้บริการได้ แต่การโอนและถอนเงินต้องเป็นลูกค้าเอไอเอส เพราะเมื่อโอนเงินสดผ่านเอ็มเปย์สเตชั่น ผู้รับปลายทางจะได้รับ SMS แจ้งว่ามีการโอนเงินเช่นเดียวกับการถอนเงิน เป็นการถอนเงินจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ M cash จึงต้องกดวิธีการและนำรหัสอนุมัติไปแจ้งตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่น"
ทั้งนี้ เอ็มเปย์สเตชั่นถือเป็นการเพิ่มตัวแทนบริการให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าเอไอเอสเท่ากับรักษาลูกค้าให้อยู่ในระบบนานขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มรายได้เสริมให้ร้านเทเลวิซ, ตัวแทนเติมเงินมือถือ และในอนาคตจะขยายวงเงินเพิ่มเติม รวมถึงมีบริการโอนเงินข้ามประเทศด้วย
นายวรุณเทพกล่าวอีกว่า เอ็มเปย์เสมือนลงมาให้บริการแข่งกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส แต่ไม่ได้แข่งกันโดยตรง เพราะตัวแทนเอ็มเปย์สเตชั่นจะเดินเข้าไปหาลูกค้าเพื่อเสนอธุรกรรมการเงินทุกรูปแบบ ทั้งยังเปิด 24 ชั่วโมง ต่างจากเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่มีเวลาเปิดปิด ขณะที่อัตราค่าธรรมเนียมจะใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม บริการรับชำระค่าบริการปัจจุบัน "เคาน์เตอร์เซอร์วิส" ถือเป็นเจ้าตลาด ครองส่วนแบ่งกว่า 60% มีสาขากว่า 6,000 สาขา รับชำระค่าสินค้าและบริการมากกว่า 500 รายการ อาทิ ค่าน้ำ, ค่าไฟ, โทรศัพท์, บัตรเครดิต, ประกันชีวิต ฯลฯ มีลูกค้าใช้บริการกว่า 10 ล้านบิล/เดือน ผ่าน "เซเว่นอีเลฟเว่น" 70% ร้านค้าทั่วไป 30%
อันดับ 2 เป็นเพย์แอทโพสต์ของไปรษณีย์ไทย ล่าสุด "เทสโก้ โลตัส" เพิ่งเปิดบริการเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ครอบคลุม 400 สาขาทั่วประเทศ
ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือไม่ใช่ของใหม่ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีให้บริการรายใดในโลก มีผู้ใช้บริการเกิน 200,000 ราย แต่เอทีเอ็มซิมที่ดีแทคจับมือกับธนาคารกสิกรไทย มีผู้ใช้กว่า 5 แสนรายแล้ว หลังเปิดตัวได้เพียง 5 เดือน โดยในเดือน มิ.ย.มียอดเงินโอนสูงถึง 2,000 ล้านบาท คาดว่าถึงสิ้นปีจะมีลูกค้าถึง 1 ล้านราย
ปัจจุบันธุรกรรมการเงินผ่านมือถือในประเทศไทยมี 3 รูปแบบ ได้แก่ บริการบนซิมแบบเอทีเอ็มซิม, บริการบนแอปพลิเคชั่นแบบที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ และระบบปิดกรณี "ทรูมันนี่และเอ็มเปย์" ซึ่งดีแทคเชื่อว่าบริการบนซิมคือช่องทางที่เหมาะสมที่สุด
นอกจากนี้ ดีแทคยังเพิ่งเปิดตัวซิมใหม่ "รับสาย รับทรัพย์" เพื่อตอกย้ำความใจดีของแบรนด์ "แฮปปี้" โดยทุกครั้งที่มีการรับสายจากเอไอเอสและทรูมูฟจะได้เงินคืนเป็นค่าโทร.นาทีละ 50 สตางค์ (สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อเดือน) ใช้เป็นค่าโทร.ไปหาได้ทุกเครือข่าย ทุกเวลา คิดค่าโทร.ในเครือข่ายนาทีละ 1 บาท นอกเครือข่ายนาทีแรก 2 บาท นาทีต่อไป 1 บาท
"ในช่วงแรกจะเป็นโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าเติมเงินที่เปิดเบอร์ใหม่ ก่อนหน้านี้เคยมีซิมกระปุกที่ได้รับเงินคืนเมื่อรับสายเช่นกัน แต่เฉพาะในเครือข่ายดีแทค ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก มีลูกค้าประมาณ 2 ล้านราย บังเอิญมีคนหัวหมอใช้โปรโมชั่นแฟมิลี่ที่มีค่าโทร.ถูกมาก โทร.เข้าซิมกระปุกอย่างเดียวจนค่ายเจ๊ง แต่คราวนี้ไม่น่ามีปัญหาเพราะปิดจุดอ่อนทุกด้านแล้ว"
นายธนากล่าวต่อว่า โปรโมชั่นดังกล่าวช่วยสกัดดาวรุ่งจากโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ของค่ายคู่แข่งที่เพิ่งออกมาได้ด้วย เพราะปัจจุบันในตลาดมีเบอร์เอไอเอสและทรูมูฟรวมกันมากกว่า 70% เท่ากับ 7 สายใน 10 สายที่โทร.เข้ามาหาดีแทคเป็นเบอร์นอกเครือข่าย ดังนั้นลูกค้าแฮปปี้ก็จะยิ่งได้ตังค์เป็นการตอกย้ำความใจดีของแบรนด์แฮปปี้
"ดีแทคได้รับค่าไอซีมากกว่าที่ต้องจ่ายให้โอเปอเรเตอร์รายอื่นประมาณ 20 ล้านบาท หวังว่ารายได้จากไอซีจะเพิ่มขึ้นจากซิมนี้ เพราะยิ่งได้รับค่าโทร.คืน ก็ยิ่งกระตุ้นการใช้งาน คาดว่าลูกค้าเก่าประมาณ 30% จะหันมาใช้ซิมนี้แทน และคงไม่ทำให้ตลาดพรีเพดโตขึ้นเกิน 1% เพราะฐานลูกค้าเดิมใหญ่มากอยู่แล้ว คาดว่าสิ้นปีจะมีลูกค้าเฉพาะซิมนี้ราว 1 ล้านเบอร์"
ปัจจุบันดีแทคมีลูกค้าในระบบจดทะเบียน (โพสต์เพด) 2 ล้านเลขหมาย และแบบเติมเงิน (พรีเพด) 15 ล้านเลขหมาย แต่รายได้กว่า 30% มาจากลูกค้ารายเดือน