|
อวสาน "เลห์แมนฯ" ฤๅทุนนิยมจะตกหล่ม |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 25 กันยายน 2008 |
ประวัติศาสตร์ธุรกิจที่ยาวนานมากว่า 158 ปีของวาณิชธนกิจรายใหญ่สุดอันดับ 4 ของสหรัฐ ปิดฉากลงอย่างไม่คาดฝัน เมื่อวันที่ 15 กันยายน เมื่อเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง ยื่นล้มละลาย ภายใต้มาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายสหรัฐ อะไรคือชนวนเหตุให้วาณิชธนกิจที่ถือเป็น 1 ใน 5 เสือวอลล์สตรีต ต้องเดินสู่หายนะ
เหตุใดทางการสหรัฐจึงยอมปล่อยให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ และเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเงินของสหรัฐ และของโลกในหลายๆ ตลาด ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดตราสารหนี้และพันธบัตร จนถึงตลาดสินเชื่อล้มละลาย
ยักษ์ใหญ่วาณิชธนกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์ในครอบครองนับแสนล้านดอลลาร์ จึงแพ้พ่ายให้กับวิกฤตสินเชื่อไปอย่างฉับพลันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีสัญญาณเตือนภัยให้รู้เป็นระยะๆ
ที่ผ่านมา แม้ว่าเลห์แมน บราเธอร์สจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมาเป็นระยะๆ และรุนแรงมากขึ้น หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐเข้าไปเทกโอเวอร์สถาบันสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ "แฟนนี แม" และ "เฟรดดี แมค"
กระทั่งในช่วงสุดสัปดาห์ของกลางเดือนกันยายน อนาคตของเลห์แมน บราเธอร์สได้กลายเป็นโฟกัสของตลาดการเงินทั่วโลก เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ ผู้บริหารระดับสูงของเลห์แมนฯ และบรรดาผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินระดับแนวหน้าของโลกร่วมประชุมฉุกเฉินต่อเนื่อง 3 วัน
แต่ผลสรุปของการประชุม กระทรวงการคลังยืนกรานปฏิเสธ จะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนมาอุ้มสถาบันการเงินเอกชนโดยเด็ดขาด และบีบให้บาร์เคลย์ส ธนาคารรายใหญ่ของยุโรป ถอนตัวออกจากการเจรจา ด้วยไม่มั่นใจที่จะทำข้อตกลงใดๆ ที่รัฐบาลสหรัฐไม่เป็นแบ็กอัพให้
สูงสุดคืนสู่สามัญ มูลค่าหุ้นของเลห์แมน บราเธอร์สดิ่งแทบชนฟลอร์ 3 ดอลลาร์ต่อหุ้นเท่านั้น จากระดับสูงสุด 64 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ที่สุดเลห์แมนฯตัดสินใจยื่นล้มละลาย ภายใต้มาตรา 11
ข้อสังเกตในกรณีของเลห์แมนฯอยู่ที่ความไม่สบายใจของสถาบันการเงินที่จะเข้ามาทำข้อตกลงด้วย เพราะหากไม่มีแบ็กอัพของทางการ เลห์แมนฯซึ่งมีความเสี่ยงผูกพันในตราสารหนี้ ที่โยงกับตลาดซับไพรมอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่จูงใจให้ลงทุนเลยในช่วงที่วิกฤตยังระอุ
วิกฤตศรัทธาเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นคลอนอนาคตของเลห์แมนฯให้ปิดฉากลงเร็วกว่าที่ใครคาดคิดไว้
ความเชื่อมั่นต่อเลห์แมนฯเสื่อมถอยลง นับจากการรายงานยอดความเสี่ยงผูกพันกับตลาดซับไพรม ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของปี 2550 ซึ่งมีอยู่เพียง 700 ล้านดอลลาร์ ได้พุ่งขึ้นแบบทวีคูณเป็น 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 1 ปี
นั่นคือสาเหตุที่ราคาหุ้นของเลห์แมนฯดิ่งอย่างตลอด มากกว่า 95%
เลห์แมนฯไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในระยะสั้น เนื่องจากไม่มีธนาคารหรือสถาบันการเงินรายใดยอมเทรดกับวาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐในตลาดสำคัญๆ อีกต่อไป เป็นเหตุผลที่อธิบายจุดจบของเลห์แมนฯได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด
หลายคนคาดหวังว่า กระทรวงการคลังและธนาคารกลางสหรัฐ ยื่นมือมาฉุดให้เลห์แมนฯรอดพ้นวิกฤต เฉกเช่นที่ช่วยเหลือแบร์ สเติร์นส์ และ 2 สถาบันสินเชื่อรัฐ
ผิดคาด !! กระทรวงการคลังสหรัฐปฏิเสธ อะไรทำให้เฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งทำหน้าที่หมอยารักษาวิกฤตให้กับวอลล์สตรีต ยอมปล่อยเลห์แมนฯ "ล้ม"
ในช่วงที่แบร์ สเติร์นส์เผชิญสถานการณ์ลำบาก และยากจะอยู่รอดได้นั้น กระทรวงการคลังได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรอง ล็อบบี้ และให้เงื่อนไขที่น่าพึงพอใจแก่ เจ.พี. มอร์แกน กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ
แต่หลังจากที่พอลสันต้องทำแพ็กเกจใหญ่เพื่อโอบอุ้มแฟนนี แมและเฟรดดี แมค ขุนคลังท่านนี้ทราบดีว่ารัฐบาลรีพับลิกันกำลังสร้างภาระมากมายให้กับชาวอเมริกันผู้เสียภาษี แต่ก็เป็นการกระทำที่อธิบายได้และมีเหตุผลที่ดี เมื่อการช่วยเหลือ 2 สถาบันสินเชื่อ เท่ากับประคองตลาดที่อยู่อาศัยมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ให้อยู่รอด
เพราะแฟนนี แมและเฟรดดี แมค มีความเสี่ยงผูกพันทั้งในรูปของการออกตราสารหนี้ และการค้ำประกันการออกตราสารประเภทที่คล้ายคลึงกัน เป็นมูลค่ารวมกันกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์
ด้วยเหตุนี้ การหยิบยื่นภาระก้อนใหม่ที่เกิดจากเลห์แมน บราเธอร์ส สถาบันการเงินเอกชนเต็มรูปแบบ ยากนักที่จะผ่านไปได้ง่าย และเสี่ยงที่ส่งผลกระทบทางการเมือง ต่อรัฐบาล ต่อพรรค และอนาคตในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ประกอบกับพฤติกรรมทางธุรกิจของเลห์แมนฯ เป็นตัวอย่างที่ดีของวาณิชธนกิจที่กล้าเสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง แต่บางสถานการณ์ ผลตอบแทนอาจไม่ดีอย่างที่คิด โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกอย่างผกผันไปหมด
สิ่งที่เลห์แมนหรือแม้กระทั่งแบร์ สเติร์นส์ทำ จึงกลายเป็นความผิดพลาดในการดำเนินธุรกิจ
รัฐบาลพรรคใดจะกล้าแบกความเสี่ยงเช่นนี้ได้ ความพยายามที่จะดึงบาร์เคลย์สเข้ามารับช่วง จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแต่ด้วยเงื่อนไขที่ต่างจากกรณีของแบร์ สเติร์นส์ และโดยเฉพาะจาก "แฟนนี แม" และ "เฟรดดี แมค" บาร์เคลย์สไม่อาจยอมรับความเสี่ยงทั้งหมดมาไว้บนบ่าเพียงลำพัง การถอนตัวจึงเกิดขึ้นในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ตามมากลับเป็นสิ่งที่เฮนรี พอลสัน หรือแม้แต่ เบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนปัจจุบัน คาดไม่ถึงเช่นกัน
ดัชนีดาวโจนส์ดำดิ่งแบบถล่มทลาย 2 วันติดต่อกันกว่า 1,000 จุด เป็นเหตุการณ์ที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น จนทำให้ทางการสหรัฐยากจะลอยตัวเหนือปัญหาได้อีกต่อไป แพ็กเกจเรือนล้านล้านดอลลาร์จึงเกิดขึ้นตามมา
ปัจจัยอะไรที่ทำให้อวสานเลห์แมนฯ แปรสภาพเป็นชนวนของคลื่นหายนะทางการเงินโถมใส่ตลาดการเงินโลกได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
บางทีคำตอบอาจอยู่ที่ความเสี่ยงผูกพันที่สถาบันการเงิน ไล่ตั้งแต่สหรัฐด้วยกันไปจนถึงยุโรปและในเอเชีย ที่ทั้งจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และแม้กระทั่งไทย ล้วนแต่อยู่ในแนวสั่นสะเทือนของเลห์แมนฯเอฟเฟ็กต์ทั้งสิ้น
แต่เหนืออื่นใด ความเชื่อมั่นคือตัวแปร ชี้เป็นชี้ตาย
นักลงทุนในระบบการเงินทั่วโลกอยู่ในภาวะอลหม่านและตื่นตระหนก พวกเขาเชื่อว่าเลห์แมนฯไม่ใช่รายสุดท้าย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อมรสุม "เลห์แมนฯเอฟเฟ็กต์" พัดผ่าน จึงมีสิ่งเหล่านี้ตามมา
ธนาคารกลางสหรัฐทำแพ็กเกจเงินกู้ฉุกเฉิน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับเอไอจี แลกกับสิทธิในการถือหุ้น 80%
รัฐบาลสหรัฐภายใต้การทำงานของเฮนรี พอลสัน ผลักดัน "แพ็กเกจฟื้นฟูระบบการเงิน" มูลค่ามหาศาล 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อหวังหยุดวิกฤต
และล่าสุด ตำนาน 5 เสือวาณิชธนกิจแห่งวอลล์สตรีต ได้ปิดฉากลงแล้ว หลังจากธนาคารกลางสหรัฐอนุมัติคำร้องขอเปลี่ยนสถานะ จากวาณิชธนกิจเป็นบริษัท โฮลดิงส์ของโกลด์แมน แซกส์ และมอร์แกน สแตนเลย์
พัฒนาการเหล่านั้นทำให้ผู้เชี่ยวชาญในตลาดการเงินโลกได้แต่คาดหวังว่า ซากปรักหักพังทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์อันตรายนี้ จะเป็นหายนะครั้งสุดท้ายของวิกฤตการเงินที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปี ซึ่งมีคุณค่ามากพอจะเป็นบทเรียนแก่ผู้เล่นแห่งวอลล์สตรีตที่ยังเหลือรอดอยู่ในปัจจุบัน |