นายพลกฤษณ์ ลีนุตพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูโรเปียน มอเตอร์ คาร์ส จำกัด และบริษัท ยนตรกิจ ออโตโมบิลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ "เปอโยต์" ในประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากที่ยนตรกิจกรุ๊ปได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในส่วนของการทำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เปอโยต์ได้ตกมาอยู่ภายใต้การบริหารงานของตน ดังนั้นเพื่อให้การทำธุรกิจนี้มีความชัดเจนมากขึ้น บริษัทจึงได้ลงทุนเพื่อขยายงานครั้งใหญ่ในเม็ดเงินกว่า 1,000 ล้านบาท
แบ่งออกเป็น การลงทุนก่อสร้างสำนักงานใหญ่ พร้อมโชว์รูมและศูนย์บริการขนาดใหญ่ บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสุขาภิบาล 3 ใช้งบประมาณกว่า 700 ล้านบาท โดยในส่วนของตัวสำนักงานและโชว์รูมได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการแล้ว แต่ในส่วนของศูนย์บริการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ สามารถรับรถได้วันละกว่า 400 คัน พร้อมกับศูนย์พ่นสีที่ใช้เงินลงทุนกว่า 40 ล้านบาท นอกจากนั้นยังเป็นศูนย์ซ่อมเกียร์บล็อกของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
"หลังจากที่ผมเข้ามาดูแลรถยนต์เปอโยต์ตั้งแต่เมื่อต้นปี และได้เห็นตัวเลขการขายซึ่งมีจำนวนเพียงแค่ไม่ถึง 100 คันต่อปี ขณะที่ในอดีตเคยได้ถึงเดือนละ 300 คัน ดังนั้นจึงทำให้ผมหันมาวางแผนขยายธุรกิจใหม่เพื่อเตรียมพร้อมเติบโตไปในอนาคต โดยในงานมหกรรมยานยนต์ปลายปีนี้ ได้เตรียมนำเข้ารถยนต์ราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท จากประเทศมาเลเซียเข้ามาทำตลาด เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่รถยนต์หรูหราราคา 3-4 ล้านบาท ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากฝรั่งเศสและเป็นรถแฟชั่น ก็ยังนำเข้ามาให้ลูกค้าได้เลือกเพิ่มมากขึ้น"
นอกจากนั้นในปีหน้า บริษัทเตรียมแผนงานที่จะผลิตรถยนต์ในประเทศ (เอสเคดี) โดยจะผลิตรุ่นเอ็กซ์เพิร์ธ (Expert) ซึ่งเป็นรถตู้ 11 ที่นั่ง เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาค ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) โดยในโปรเจ็กต์นี้บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกกว่า 100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงไลน์การผลิต ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังติดต่อโรงงานผลิตย่านลาดกระบัง สำหรับการว่าจ้างผลิตรถยนต์รุ่นดังกล่าว
"ปัจจุบันเปอโยต์มีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่ในอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกำลังก่อสร้างในเวียดนาม ซึ่งเมื่อเราเริ่มมีการผลิตในประเทศไทยก็จะสามารถแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ระหว่างกันได้ โดยบริษัทเตรียมนำเข้ารถเก๋งเล็กจากมาเลเซีย และเตรียมที่จะส่งออกรถตู้เอ็กซ์เพิร์ธไปจำหน่ายเช่นกัน ซึ่งจำนวนการผลิตในเบื้องต้นไม่น่าจะสูงมากนัก คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 100 คัน แบ่งเป็นขายประเทศ 50% และส่งออกอีก 50%"
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนงานที่จะก่อสร้างโชว์รูมพร้อมสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บนถนนทองหล่อ ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีหน้า โดยในโครงการนี้จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท เพื่อให้เป็นโชว์รูมที่ทันสมัยพร้อมกับศูนย์บริการซึ่งตั้งอยู่กลางใจเมือง พร้อมรองรับความเป็นรถแฟชั่นของเปอโยต์
"บริษัทแม่ดีใจมากที่เราแยกตัวออกมาทำเอง และได้เข้ามาช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งในด้านการวางระบบต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ ขณะที่การลงทุนทั้งหมดนั้นบริษัทเป็นผู้ลงทุนเอง และในส่วนของแผนการผลิตรถยนต์นั้น ทางบริษัทแม่ได้ช่วยเจรจากับเปอโยต์ในประเทศต่างๆ ในอาเซียน ช่วยส่งเสริมให้มีการซื้อขายจนเกิดการผลิตและการส่งออกรถยนต์จากเมืองไทยขึ้นได้"
สำหรับแผนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น บริษัทได้ใช้คอนเซ็ปต์ใหม่สำหรับโชว์รูมเปอโยต์ทั่วประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Blue Box" ซึ่งขณะนี้มีโชว์รูมต้นแบบที่สำนักงานใหญ่ สุขาภิบาล 3 และที่โชว์รูมรามอินทรา โดยมีการปรับปรุงในด้านการบริการและเปลี่ยนโฉมโชว์รูมให้เป็นไปตามมาตรฐานของเปอโยต์ และหลังจากนี้จะขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และล่าสุดโชว์รูมที่จังหวัดลำปาง ได้ปรับปรุงเพื่อเข้าสู่คอนเซ็ปต์ใหม่เรียบร้อยแล้ว
"ที่ผ่านมาการจัดจำหน่ายรถเปอโยต์จะขายร่วมกับโชว์รูมของยนตรกิจกรุ๊ป ซึ่งมีรถยนต์ในเครือหลายยี่ห้อ จึงทำให้ขาดความเป็นเอกภาพไป แต่ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ของเรานี้จะเป็นเอ็กซ์คลูซีฟโชว์รูมที่ขายเฉพาะเปอโยต์เท่านั้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับเปอโยต์ และสามารถเข้าถึงลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น"
ทั้งนี้บริษัทได้วางแผนในระยะ 3 ปีข้างหน้าว่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่าปีละ 500 คัน โดยจะเริ่มขยับจากปีนี้ที่จะขยายตัวขึ้นถึง 100% ด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 200 คัน และในปี 2552 น่าจะทำได้ถึง 300 คัน จนกระทั่งปี 2553 ที่จะบรรลุเป้ายอดขาย 500 คัน ตามเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ในเบื้องต้นได้