|
"ซัมซุง-แอลจี"ขยับตั้งรับ"มือถือจีน" ยอมรับกระทบตลาดโลว์เอนด์โดนตีกินลูกค้าตจว. |
|
|
|
|
จันทร์, 06 ตุลาคม 2008 |
อินเตอร์แบรนด์ปรับตัวสู้ศึก"มือถือจีน" ยอมรับโดนแย่งแชร์ตลาดล่าง โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด "ซัมซุง" เผยนโยบายเน้นบาลานซ์สินค้าเสริมรุ่นไฮเอนด์เพิ่มยอดขาย ฝั่ง "โซนี่ อีริคสัน" เน้นจับตลาดกลางถึงบน ทำซีอาร์เอ็มดูดแฟนพันธุ์แท้ ขณะที่ "แอลจี" รุกขยายช่องทางจำหน่ายคลุมตลาดบุกโลตัส-เพาเวอร์บาย พร้อมอัดโปรโมชั่นซื้อมือถือแถมทีวี ฟากไอ-โมบายเสริมทัพ "โมบายทีวี" ลงตลาด เผยเฮาส์แบรนด์เล็กแจ้งเกิดในงาน Mobile Expo ตรึม
จากกระแสความแรงของ "มือถือจีน" ที่เข้ามาตีตลาด ทำให้เกิดเฮาส์แบรนด์หน้าใหม่จำนวนมาก โดยในงาน "Thailand Mobile Expo 2008" ระหว่าง 2-5 ต.ค ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบว่ามี มือถือเฮาส์แบรนด์รายเล็กๆ ร่วมออกบูทจำนวนมาก อาทิ inovo, MXNEC, SKG, Scool รวมถึงผู้ผลิตเครื่องเล่นดีวีดียี่ห้อ AJ ก็แตกไลน์ผลิตมือถือซึ่งส่วนใหญ่ทำตลาดไม่ถึงปี ต่างใช้เป็นเวทีเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ขณะที่เฮาส์แบรนด์ที่ทำตลาดมานานและเป็นที่รู้จักอย่างไอ-โมบาย, โฟนวัน, TWZ, Miso, ilink ก็เข้ามายึดพื้นที่ขายสินค้า ทำให้สีสันของเฮาส์แบรนด์คึกคักเป็นพิเศษ โดยสินค้าที่เป็นไฮไลต์ก็คือรุ่น โมบายทีวี และมือถือ 2 ซิมที่ระดับราคาประมาณ 5-6 พันบาท
นายมนาเทศ อันนวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดมือถือโลว์เอนด์ยังมีการเติบโตต่อเนื่องโดยเครื่องราคาต่ำกว่า 3,990 บาท มีสัดส่วนด้านยูนิตประมาณ 70% ของตลาด แต่ในเชิงมูลค่ามีสัดส่วน 30% เท่านั้น ซึ่งกลุ่มผู้ใช้หลักๆ คือผู้ใช้งานมือถือครั้งแรก และกลุ่มคนซื้อเครื่องทดแทนตามต่างจังหวัด
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานครั้งแรกบางส่วนจะหันไปซื้อเครื่องจากจีน หรือเฮาส์แบรนด์ บ้าง ทำให้สัดส่วนในตลาดเฮาส์แบรนด์ปัจจุบันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่กระทบต่อยอดขายของซัมซุงมากนัก เพราะซัมซุงมีสินค้าครบทุกเซ็กเมนต์ แต่อาจมีผลต่อการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มโลว์เอนด์บางส่วน ซึ่งคาดว่าทุกแบรนด์ต่างโดนเหมือนกันหมด
จากที่มีแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาทำให้การแข่งขันเยอะขึ้น แต่ซัมซุงยังสามารถทำตลาดได้ดีและมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 15% ด้วยยอดขายเดือนละ 1.5 แสนเครื่อง จากต้นปีที่มีสวนแบ่งตลาด 7-8% เท่านั้น
"แผนรับมือของซัมซุง คือ บาลานซ์ทั้งตลาดแมสและไฮเอนด์ เพื่อให้แชร์ทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าสมดุลกัน โดยรุ่น โลว์เอนด์ก็จะเน้นที่ราคาแข่งขันได้เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มสินค้ารุ่นไฮเอนด์มากขึ้น โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีก็มีรุ่นอาร์มานี่ ออมเนีย F480 ล่าสุดคือ รุ่น innov 8 เพื่อสร้างยอดรายได้ให้สูงขึ้น ส่งผลให้เดือน ส.ค. ซัมซุงมีส่วนแบ่งการตลาดทั้งยูนิตและยอดขายเท่ากันอยู่ที่ประมาณ 15%"
ด้านนายมานพ มณีชวขจร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โซนี่ อีริคสัน โมบาย คอมมูนิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดมือถือเดือนสิงหาคมมีประมาณ 8 แสนเครื่อง เซ็กเมนต์ที่มีการเติบโต คือ กลุ่มโลว์เอนด์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งหันมาซื้อสินค้าแบรนด์จีน ที่กลับเข้ามาสู่ตลาดอีกครั้ง หลังจากหายหน้าไป 5-6 ปี เพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจทำให้คนประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น มองหาสินค้าราคาถูกลงและมีฟีเจอร์ครบ ทำให้มือถือจีนและเฮาส์แบรนด์เข้ามาทำตลาดได้
แม้ว่าเฮาส์แบรนด์จะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เชื่อว่าเป็นระยะเวลาสั้นเท่านั้น เพราะแบรนด์จีนจะมีปัญหาเรื่องการบริการ และขาดความต่อเนื่องเรื่องการทำตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ซื้อซ้ำ
ตลาดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ตลาดเครื่องเบสิกโฟน ขาวดำ ซึ่งทางโซนี่อีริคสันไม่มีสินค้า เพราะไม่เน้นตลาดล่าง โดยเครื่องราคาต่ำกว่า 4 พันบาท มีเพียง 1-2 รุ่น แต่จะเน้นทำตลาดระดับกลางถึงบน โดยราคาเฉลี่ยของมือถือโซนี่อีริคสันประมาณ 5 พันบาท
"การเข้ามาของแบรนด์ใหม่อาจมีผลกระทบต่อโซนี่อีริคสันบ้าง แต่ไม่มากและเป็นระยะสั้นๆ เพราะเราไม่มีสินค้ารุ่นโลว์เอนด์มาก และไม่ได้หวังว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดที่หวือหวา เพราะเป้าหมายคือการดึงให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อมือถือโซนี่อีริคสันอีกครั้ง โดยจะเน้นการทำซีอาร์เอ็มมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้ใช้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 2-3% และปีนี้ตั้งเป้าว่ามีส่วนแบ่งเป็น 5% จากตลาดรวมปีนี้ 9 ล้านเครื่อง"
ขณะที่นางสาวมนวดี เอื้อศิริพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท แอลจี อิเลคโทรนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเข้ามาของแบรนด์จีนที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ถือเป็นคู่แข่งทางอ้อมของอินเตอร์แบรนด์ ส่งผลต่อตลาดและแอลจีเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดล่างตามต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาประหยัด แต่ได้ฟังก์ชันครบ ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อ แต่บางกลุ่มที่ยังติดแบรนด์
นโยบายเพื่อรับมือของแอลจี คือ การหาพันธมิตรเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมตลาดมากกว่าการสู้ด้วยราคา โดย 2 เดือนที่ผ่านมาได้นำมือถือแอลจีรุ่นราคาต่ำกว่า 1,500 บาท วางจำหน่ายใน เทสโก้ โลตัส ซึ่งมียอดขายประมาณ 3 หมื่นเครื่องต่อเดือนทั่วประเทศ รวมถึงมีแผนวางจำหน่ายในเพาเวอร์บาย พร้อมโปรโมชั่นซื้อมือถือรุ่น KM 501 มูลค่า 6,900 บาท แถมฟรีทีวีแอลจี ขนาด 21 นิ้ว มูลค่า 4,290 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค-31 พ.ย.นี้ โดยปีนี้แอลจีตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันมียอดขาย 7 แสนเครื่อง
ฟากนายธนานันท์ วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดรวมมือถือ ปีนี้คาดว่าอยู่ในช่วงประมาณ 8.5 ล้านเครื่อง เป็นสัดส่วนของเฮาส์แบรนด์และมือถือจากจีนรวมกันประมาณ 35% และอินเตอร์แบรนด์ 65%
"ช่วงนี้ถือเป็นขาลงของแบรนด์จีนหรือเฮาส์แบรนด์แล้ว ต่างจาก 4-5 เดือนก่อนหน้าที่อยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะสินค้าเริ่มเสีย ทำให้แบรนด์จีนเริ่มชะลอตัว อย่างไรก็ตามแม้ว่าแบรนด์จีนจะเข้ามา แต่ไอ-โมบายยังมีแชร์เป็นที่ 2 ของตลาด อดีตอาจมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะที่ได้รับผลกระทบหลักๆ คืออินเตอร์แบรนด์ที่ไม่มีรุ่นทีวี หรือสินค้ารุ่นโลว์เอนด์มากนัก และอนาคตถ้ามือถือทีวีกลายมาเป็นมาตรฐาน อินเตอร์แบรนด์จะยิ่งลำบากมากขึ้น"
โดยตั้งแต่ไตรมาส 4 สินค้ารุ่นใหม่ของไอ-โมบายที่ออกมาประมาณ 70% จะมีฟังก์ชันดูทีวีด้วย จากปัจจุบันที่มีเพียง 2 รุ่นเท่านั้น เพราะตอนนี้โรงงานที่ผลิตสินค้าสามารถผลิตมือถือที่มีภาพคมชัดมากขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคก็ให้การตอบรับ ทั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะนำมาชนกับมือถือจีนแต่อย่างไร |