|
"พีแอนด์จี"เดินหน้าย้ำอิมเมจ"บิวตี้" ขนทัพสินค้านวัตกรรมฝ่าด่าน"ยูนิลีเวอร์-ลอรีอัล" |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 09 ตุลาคม 2008 |
"พีแอนด์จี" ลุยผลักดันอิมเมจ "บิวตี้ คอมปะนี" ล้างภาพบริษัทขายสบู่ ยาสีฟัน ประกบคู่แข่งใหม่ "ลอรีอัล" พร้อมชน "ยูนิลีเวอร์" เล็งเสริมไลน์ทัพสินค้ากลุ่มบิวตี้ รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตามเทรนด์เกาหลี ญี่ปุ่น ชูนวัตกรรมเป็นคีย์ซักเซสสู้ศึก
แม้ภาวะเศรษฐกิจในเวลานี้จะไม่สดใสนัก แต่ตลาดความงามยังเติบโตต่อเนื่องและแข่งขันมากขึ้น ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองมากในเวลานี้คือ การที่ยักษ์ใหญ่สินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ "พีแอนด์จี" ได้เพิ่มน้ำหนักกับตลาดนี้มากขึ้น โดยมี เป้าหมายจะเป็นผู้นำตลาดนี้อย่างเร็ววัน
ลุยผลักดันภาพลักษณ์ "พีแอนด์จี บิวตี้"
นายเมธี จารุมณีโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือพีแอนด์จี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากที่พีแอนด์จีในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการโฟกัสธุรกิจความสวยความงามมากขึ้นตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น และจากนี้ไปจะตอกย้ำอิมเมจดังกล่าวมากขึ้นผ่านการ ออกนวัตกรรมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เส้นผม (แฮร์แคร์) และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิว (สกินแคร์) รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง
เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง เพราะพีแอนด์จีเกิดจากบริษัทอุปโภคบริโภค หลายคนยังเข้าใจว่าพีแอนด์จีขายเฉพาะสบู่ ยาสระผม แต่จริงๆ บริษัทมีความหลากหลาย จากนี้ไปจะผลักดันให้ผู้บริโภคเห็นว่าพีแอนด์จีในไทยเป็นบิวตี้ คอมปะนี ที่ชัดเจน
ปัจจุบัน พีแอนด์จีทุกประเทศในเอเชียเรียกตัวเองว่าเป็นบิวตี้ คอมปะนี ในชื่อ "พีแอนด์จี บิวตี้ แอนด์ กรูมมิ่ง" (P&G Beauty and Grooming) และเฉพาะในไทยมีกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับบิวตี้ คือ แฮร์แคร์ และสกินแคร์ คิดเป็น 80% ของยอดขาย ซึ่งแต่ละภูมิภาคจะมีนโยบายโฟกัสสินค้าที่ แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเทรนด์และ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในภูมิภาคนั้นๆ เป็นหลัก ขณะที่ภาพรวมทั่วโลกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ แฟมิลี่แคร์ ที่รวมกลุ่มซักล้างทั้งหมด บิวตี้แคร์ และเฮลท์แคร์ แต่ละกลุ่มจะมีสัดส่วนรายได้ที่ใกล้เคียงกัน
เล็งเพิ่มไลน์บิวตี้รับไลฟ์สไตล์เปลี่ยน
นายเมธีกล่าวว่า ปัจจุบันพีแอนด์จีเป็นผู้นำในตลาดบิวตี้ระดับโลก นอกจากกลุ่มสกินแคร์ และแฮร์แคร์แล้ว ยังมีสินค้าไลน์น้ำหอมจำนวนมาก โดยรับไลเซนส์จาก แบรนด์ระดับโลก อาทิ ลาคอสท์, ฮิวเกอร์ บอส, กุชชี่ หรือแอนนาซุย ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเครื่องสำอางจำนวนมาก
สำหรับตลาดไทยขณะนี้สินค้าที่มีอยู่ยังเพียงพอกับการผลักดันภาพลักษณ์บิวตี้ออกไป แต่อนาคตเมื่อตลาดพัฒนามากขึ้นเหมือนญี่ปุ่น เกาหลี ก็ต้องปรับตัวให้ทันกับไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้น
"ตลาดผู้หญิงยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะมาก เพราะผู้หญิงไม่หยุดกับที่ในเรื่องความสวยความงาม การจะเป็นผู้นำจำเป็นต้องหาเทรนด์ใหม่ๆ ต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง ในเกาหลี ตลาดแป้งรองพื้นใหญ่มาก เพราะอากาศบ้านเขาหนาวแต่บ้านเราผู้หญิงไม่ค่อยใช้เพราะหน้าจะมันมาก ก็ต้องทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นเทรนด์ในอนาคตที่ต้องตามให้ทัน"
ประกาศชน เจ้าความงาม "ลอรีอัล"
จากยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดและองค์กร พีแอนด์จี ชี้ว่า เดิมคนนึกถึงพีแอนด์จีต้องนึกถึงยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นคู่แข่งกันโดยตรง เพราะมีสินค้าที่ชนกันแบบ head to head แต่ปัจจุบันสินค้าหลักของพีแอนด์จีชนกับลอรีอัลค่อนข้างมาก โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลอรีอัลเปลี่ยนมารุกในช่องทางรีเทลมากขึ้น ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะกลุ่มแฮร์แคร์ และสกินแคร์ อาทิ "เอลแซฟ" ที่เติบโตดีมากในช่วงที่ผ่านมา เมื่อบวกกับภาพลักษณ์เรื่องความสวย ความงาม ของลอรีอัล ที่เป็นบิวตี้ คอมปะนี ตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว
"ไม่ได้มองว่าเราแข่งกับยูนิลีเวอร์อย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้จากคนที่เป็นโปรเฟสชั่นนอลในด้านบิวตี้ อย่างลอรีอัล ที่โดดเด่นมากโดยเฉพาะในอินสโตร์ ทั้งการจัดเรียงสินค้าบนเชลฟ์ การอธิบายสูตรต่างๆ ของโปรดักต์ ฯลฯ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ในสโตร์จะสำคัญมาก เพราะแข่งกันเรื่องความโดดเด่น สวยงาม"
นายเมธีกล่าวอีกว่า ปัจจุบันความท้าทายของพีแอนด์จี คือแฮร์แคร์ที่ยังเป็นเบอร์ 2 รองจากยูนิลีเวอร์ หลังจากที่สำเร็จในกลุ่มสกินแคร์ ที่ "โอเลย์" สามารถชนะ "พอนด์ส" จากยูนิลีเวอร์ ตั้งแต่ 1-2 ปีก่อน และตั้งเป้าว่าอีก 2 ปีข้างหน้าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดแฮร์แคร์ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 40-45% จากปัจจุบันทุกแบรนด์รวมกัน ได้แก่ แพนทีน, รีจอยส์, เฮดแอนด์โชว์เดอร์ และแคร์รอล เฮอร์บัล เอสเซนส์ มีส่วนแบ่งที่ 34.2% ยังตามยูนิลีเวอร์ที่มี ส่วนแบ่ง 49.1%
แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วง 2-3 ปีก่อน ที่มีส่วนแบ่ง 31% ส่วนยูนิลีเวอร์ 51% จากตลาดรวม แบ่งเป็นแชมพู 7,500 ล้านบาท คอนดิชั่นเนอร์ 3,200 ล้านบาท และที่เคยบอกว่าใน 5 ปีจะตามเบอร์ 1 ทัน ถึงขณะนี้ยังเชื่อว่าทำได้
ชูนวัตกรรม "ผม-ผิว" ปลุกตลาด
สำหรับกลยุทธ์โดยภาพรวมของพีแอนด์จี ยังเน้นที่นวัตกรรมทั้งกลุ่มแฮร์แคร์ และสกินแคร์ โดยกลุ่มแฮร์แคร์จะเน้นผลักดันในสินค้ากลุ่มนี้ทั้งพอร์ตโฟลิโอที่ปัจจุบันมีแฮร์แคร์รุกช่องทางรีเทล 4 แบรนด์ และ 1 แบรนด์ในซาลอน ซึ่งต่างมีตำแหน่งทางการตลาด และกลุ่มลูกค้าของตัวเองอย่างชัดเจน โดยจะเน้นนำเสนอนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ที่ปัจจุบันตลาดมีการซอยย่อยเซ็กเมนต์มากขึ้น จากความต้องการที่เฉพาะเจาะจง
ดังนั้น ทั้งสูตร และกิจกรรม ต้องให้ทันกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับการเดินหน้ากลยุทธ์ "คุ้มค่า คุ้มราคา" โดยจะพิจารณาว่าอะไรเป็นอุปสรรคทำให้ผู้บริโภคไม่ตัดสินใจซื้อสินค้า ยกตัวอย่าง การลดราคาแพนทีนในช่วงที่ผ่านมา ให้ผู้บริโภคใหม่ๆ ได้เกิดการทดลองใช้
ล่าสุดได้ลดราคา "รีจอยส์" เช่นกัน เพราะขณะนี้ตลาดแมสค่อนข้างมีปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น
"เพื่อทำให้เขายังอยู่กับแบรนด์ เราก็ต้องยอมทำ แต่ไม่ได้ทำต่อเนื่อง เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นแล้วก็กลับมาเพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางธุรกิจ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการดำเนินงานของพีแอนด์จีในรอบปีบัญชี 2550 (มิถุนายน 2550-มิถุนายน 2551) มีรายได้ 9,300 ล้านบาท ส่วนในรอบ 3 เดือนแรกของปี 2551 ยอดขายของพีแอนด์จีมีอัตราการเติบโต 7% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่ดีนักด้วยการนำสินค้าไซซ์เล็กเข้ามาทำตลาดมากขึ้น |