Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - ถกปรับแก้กม.คอมพ์หลังบังคับใช้1ปีปัญหายุบยับ
ถกปรับแก้กม.คอมพ์หลังบังคับใช้1ปีปัญหายุบยับ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
จันทร์, 20 ตุลาคม 2008
ถกปรับแก้กม.คอมพ์หลังบังคับใช้1ปีปัญหายุบยับ


เปิดเวทีชำแหละ "ปัญหา และอุปสรรค" หลัง กม.คอมพ์มีผลบังคับใช้ครบ 1 ปี "เน็ตคาเฟ่-นักวิชาการ-ผู้บริโภค" ระบุยังขาดความรู้ความเข้าใจตัวบทกฎหมาย ชี้แม้แต่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องยังสับสนบทบาทตนเอง เสนอแนะ "ไอซีที" ตั้งหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงาน ชูคลอดแนวปฏิบัติฟากกรรมาธิการฯ "วุฒิสภา" รับลูก จัดทำข้อสรุปถกหาแนวทางแก้


นายประสิทธิ์ โพธสุธน ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา กล่าวในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่อง ปัญหาและผลกระทบอันเกิดจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ว่า ตั้งแต่ กม.มีผลบังคับใช้เกิดความสับสนไม่ชัดเจนหลายประเด็น จึงเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนถึงผลกระทบ เพื่อนำไปปรับปรุงให้กฎหมายบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยนายอนันต์ วรธิติพงศ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศวุฒิสภา กล่าวเสริมว่า ประชาชนไม่เข้าใจว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งมีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเข้าตรวจค้นจับ และปรับกับผู้ประกอบการร้านอินเทอร์เน็ต รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายของร้านอินเทอร์เน็ตหลายแห่งทำให้ลูกค้าลดลง

ทั้งนี้จะมีการนำความคิดเห็นต่างๆ เข้าสู่กระบวนการของวุฒิสภาเพื่อประมวลดูปัญหาและข้อเสนอแนะ ก่อนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ของ ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมหาทางแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาต่อไป

นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากเน้นตีความตามลายลักษณ์อักษร โดยไม่คำนึงถึงแนวคิด หรือหลักการในการร่างกฎหมาย และปัญหาสำคัญคือ พนักงาน เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.และตำรวจยังไม่เข้าใจในขอบเขตอำนาจของตนเอง

โดยตำรวจไม่เข้าใจว่า ขั้นตอนการเข้าตรวจค้นจับกุม คือการยกเว้นการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไปใช้ แต่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 35 คน มีอำนาจตรวจค้นจำกุม เก็บรวบรวมหลักฐาน รวมถึงรับแจ้งความ

"ขณะนี้ผู้เสียหายหลายคนกลับได้รับคำตอบให้ไปแจ้งความกับตำรวจแทน หรือถูกตำรวจเข้าจับกุมโดยไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ไปด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า หากพนักงาน เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ปฏิเสธไม่รับแจ้งความ พนักงานคนนั้นจะมีความผิดฐานละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ และในคดีตาม พ.ร.บ. นี้ไม่ใช่ไปจับก่อนแล้วค่อยหาหลักฐาน ต้องมีหลักฐานก่อน พนักงานเจ้าหน้าที่จึงไปขอความร่วมมือจากตำรวจทำสำนวนคดี"

อีกปัญหาคือ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ควรให้หน่วยงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ อาทิ เนคเทค เข้ามามีบทบาทมากกว่านี้ เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันหลายคนได้รับการแต่งตั้งโดยตำแหน่ง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่จะหาหลักฐานและเข้าใจกฎหมายจริงๆ

กรณีตัวอย่าง ได้แก่ การจับกุมเจ้าของและผู้ดูแลเว็บไซต์ www.212cafe.com นายศิริพร สุวรรณพิทักษ์ ผู้ดูแลเว็บดังกล่าว เปิดเผยว่า ถูกออกหมายจับและนำตัวไปฝากขังที่ สน.พหลโยธิน เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเผยแพร่ สิ่งลามกอนาจารตาม ม.15 พ.ร.บ.คอมพ์ เนื่องจากสมาชิกที่มาสมัครใช้บริการเว็บบอร์ดแล้วนำพื้นที่ไปเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร

"ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า นำพื้นที่บนเว็บบอร์ดไปเผยแพร่ภาพลามก โดยไม่แจ้ง URL ที่มีปัญหา ในเว็บมีกว่า 10 ล้านเรคคอร์ด เราก็หาไม่เจอจึงโทร.ไปถาม และถาม เจ้าหน้าที่ว่า จะให้บล็อกไม่ให้คนอื่นเข้าหรือลบ เพราะ กม.ไม่ให้ผู้ให้บริการลบตามอำเภอใจจึงตกลงว่าจะบล็อก"

แต่เมื่อโทร.กลับไปรายงานได้คำตอบว่าสายไปแล้ว อีก 1 เดือนก็มีหมายจับมา บอกว่าเรายินยอม และจงใจสนับสนุน ตำรวจยึดโน้ตบุ๊กไป 3 เครื่อง เอกสารบริษัท เซิร์ฟเวอร์ลูกค้าที่เราเอาออกมาจากดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรอส่งมอบให้ลูกค้า โทรศัพท์ไร้สาย แฮนดี้ไดรฟ์ ป่านนี้ยังไม่ได้คืน ไปฝากขังที่ สน.โดยตำรวจคัดค้านการประกันตัว เพราะกลัวจะไปทำลายหลักฐาน

และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่า กระบวนการจับกุมตาม พ.ร.บ.นี้ต้องทำอะไร แค่มีโทรศัพท์มาแจ้ง 1 ครั้งแล้วออกหมายจับเลย หรือจับเพราะกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ แต่กลับเข้าจับกุมและยึดอายัดตาม ป.วิอาญา แต่ยังดีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีทีช่วยเหลือในการก๊อปปี้ข้อมูลไม่ต้องถูกยกเซิร์ฟเวอร์ไปทั้งหมด

นายทวีเกียรติเสนอด้วยว่า ควรระบุว่าการส่งสแปมเมล์เป็นความผิดทั้งหมด เพราะถือเป็นการรบกวนระบบ

ขณะที่ในปัจจุบันเป็นความผิดเฉพาะการส่งสแปมเมล์โดยปกปิด หรือปลอมแหล่งที่มา จึงกลายเป็นว่าการส่งสแปมเมล์จากผู้ที่เปิดเผยตัวไปรบกวนผู้อื่นไม่มีความผิด

ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของผู้ดูแลเว็บไซต์ 212cafe.com ที่ต้องการให้รวมซอฟต์แวร์สำหรับการส่งสแปมเมล์เป็นสิ่งที่ผิดตามกฎหมาย

ผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผู้ใช้ทั่วไป กล่าวตรงกันว่า พ.ร.บ.นี้เป็นการผลักภาระในการหาผู้กระทำผิด ซึ่งมีต้นทุนสูงให้ประชาชนทั่วไปที่ใช้ตามบ้านเรือน หรือเป็นธุรกิจขนาดย่อมซึ่งใช้งานในระบบปิด มีผู้ใช้งานไม่กี่ราย แทนที่จะจำกัดให้ครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) หรือเปิดระบบให้มีการใช้งานแบบสาธารณะ

ฟากผู้บริหารจากบริษัทเอกชนแสดงความเห็นว่า รู้สึกวิตกกังวลว่าจะต้องรับโทษหากเก็บข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือกรณีพนักงานในบริษัทอาจใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทไปกระทำผิด

โดยหลายรายกล่าวตรงกันว่า พร้อมลงทุน แต่ไม่รู้ว่าการปฏิบัติเข้มงวดแค่ไหน หรือระบบที่จะลงทุนนั้นถูกต้องตามมาตรฐานข้อกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ จึงอยากให้กระทรวงไอซีทีมีหน่วยงานกลางที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและกฎหมายทำหน้าที่ประสานการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.

รวมถึงการันตีระบบหรือซอฟต์แวร์ที่ขายในตลาดว่าแบบใดใช้ได้ และควรออกแนวทางปฏิบัติ ข้อแนะนำที่ชัดเจนให้ผู้ดูแลระบบ เพราะปัจจุบันมักตีความวิธีการปฏิบัติตามกฎหมายต่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้ดูแลระบบแต่ละแห่งก็ตีความต่างกัน

ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ เช่น แนะวิธีดูแลระบบที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ รวมถึงให้มีการจัดหลักสูตรอบรมผู้ดูแลระบบให้มีมาตรฐานเดียวกัน และมีการออกประกาศนียบัตรรับรองให้ โดยภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมบางส่วน

ด้านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า การปิดกั้นเนื้อหาแบบใดที่ไอเอสพีทำได้ เมื่อได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่ขัดการหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆ อาทิ พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกถอดใบอนุญาต และเนื้อหาแบบใดที่ปิดกั้นได้เมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows