การปรับตัวลง 514 จุด เมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) ต่อเนื่องจาก 200 กว่าจุด เมื่อวันอังคาร ปัจจัยหลักๆ นั้น มาจากสัญญาณที่เริ่มชัดเจนขึ้นของความเสี่ยงที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายนี้จะเผชิญภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลมาจากการรายงานผลประกอบการของภาคธุรกิจเอกชน โดยพบว่า 21% ของบริษัทที่อยู่ในการคำนวณดัชนีเอสแอนด์พี 500 หรือมีจำนวนทั้งสิ้น 140 บริษัท ได้มีการรายงานผลประกอบการออกมาแล้ว พบว่าผลกำไรในไตรมาสที่ 3 ของบริษัทเหล่านี้ลดลงเฉลี่ย 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับการว่างงานในประเทศที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลขล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ซึ่งเปิดเผยว่า การประกาศเลิกจ้างพนักงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ได้พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปี นับจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544
โดยการประกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากมีถึง 2,269 ราย ในเดือนกันยายน เพิ่มจากการประกาศเลิกจ้าง 497 ราย ในเดือนสิงหาคม เทียบกับสถิติสูงสุดของการประกาศเลิกจ้าง 2,407 รายในเดือนกันยายน 2544
ขณะที่ในเดือนตุลาคมมีการประกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากในเกือบทุกวัน ในจำนวนนั้นเป็นการบอกเลิกจ้างของบริษัทระดับบิ๊กเนมหลายราย อาทิ ยาฮู ที่ประกาศแผนเลิกจ้างพนักงาน 1,500 คน และเมิร์ก ที่เพิ่งประกาศเลิกจ้างพนักงาน 7,200 คน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา
กระแสการปรับลดกำลังคนกำลังสร้างความวิตกกังวลขึ้นทั่วไป องค์การแรงงานสากล หรือไอแอลโอ ขององค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า ประมาณสิ้นปี 2552 จะมีคนมากกว่า 20 ล้านคนต้องตกงาน จากผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งนี้ โดยภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ภาคก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ ซึ่งอาจส่งผลให้จำนวนว่างงานทั่วโลกเพิ่มเป็น 210 ล้านคน ในช่วงสิ้นปี 2552
นอกเหนือจากประเด็นผลกระทบในรูปของการว่างงาน ความรุนแรงของภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และวิกฤตการเงิน ยังนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ครัวเรือน และสถิติการล้มละลายในหลายๆ ประเทศ เป็นภาพที่ตอกย้ำว่าสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนแอลงทุกขณะ
จากข้อมูลของสถาบันวิจัยการล้มละลายแห่งอเมริกา พบว่าการยื่นล้มละลายของผู้บริโภคทั่วประเทศได้เพิ่มขึ้น 28.6% ในเดือนกันยายน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในเดือนสิงหาคมยอดการยื่นล้มละลายเพิ่มขึ้น 29.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สถิติการยื่นล้มละลายรายบุคคลปีที่แล้วอยู่ที่ 822,590 ราย
แซมมวล เจอร์นาโด ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันวิจัยแห่งนี้ เตือนว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการยื่นล้มละลายรายบุคคลในสหรัฐสะท้อนถึงหนี้สินของผู้บริโภคที่สูงมาก ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตลาดที่อยู่อาศัยที่อ่อนแอลง ทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถรับภาระผ่อนบ้าน หรือขายบ้านออกไป
"เราคาดว่าการยื่นล้มละลายของผู้บริโภครายใหม่ๆ จะสูงเกิน 1.1 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้"
จากข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐ พบว่าปัจจุบันผู้บริโภคอเมริกันทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เป็นหนี้เงินกู้ที่ไม่ใช่สินเชื่อที่อยู่อาศัยเกือบ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ย 8,460 ดอลลาร์ต่อคน โดยเฉพาะในหนี้ก้อนดังกล่าวเป็นหนี้บัตรเครดิตอย่างเดียว 1 ล้านล้านดอลลาร์
หนี้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 150% จากปี 2537
แต่หากรวมหนี้ในส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยเข้าไปด้วย ครัวเรือนอเมริกันโดยเฉลี่ยจะมีหนี้สินมากกว่า 110,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน
ในอังกฤษ อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนในกลุ่มคนทุกวัย เฉลี่ยอยู่ที่ 169% หมายความว่าในทุกๆ รายได้ 1 ปอนด์ที่หาได้ ครัวเรือนอเมริกันมีภาระที่ต้องชำระหนี้ 1.69 ปอนด์
ขณะที่ในสเปน สินทรัพย์กว่า 80% ของครัวเรือนเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ อัตราว่างงานพุ่งขึ้นเป็น 11.3% ในเดือนกันยายน สูงที่สุดนับจากปี 2540 ส่วนกรีซ หรืออิตาลี อัตราหนี้สินในประเทศต่อจีดีพีเพิ่มเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ไปแล้ว
มีไม่กี่ประเทศที่มีระดับของการออมสูง หนึ่งในนั้นคือญี่ปุ่น ประชาชนมีนิสัยรักการออม ปัจจุบันสินทรัพย์ทางการเงินของครัวเรือนญี่ปุ่นมีมูลค่ารวมๆ กันเกือบ 15 ล้านดอลลาร์ โดยประมาณครึ่งของเงินออมดังกล่าวอยู่ในบัญชีเงินฝากธนาคาร
อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่น่าเป็นห่วงของญี่ปุ่นคือ อัตราการล้มละลายของธุรกิจในประเทศ โดยบริษัทวิจัย โตเกียว โชโกะ รีเสิร์ช เปิดเผยว่า การยื่นล้มละลายของบริษัทญี่ปุ่นได้พุ่งขึ้น 34.5% ในเดือนกันยายน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวม 1,408 คดี เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 อันเป็นผลมาจากปัจจัยผสมผสานของราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ และวิกฤตสภาพคล่องที่ทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ยากลำบากมากขึ้น จนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทในภาคขนส่ง ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์
บริษัทวิจัยแห่งนี้ยังระบุด้วยว่า หนี้สินโดยรวมได้เพิ่มขึ้นเกือบ 12 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 5.36 ล้านล้านเยน หรือ 5.28 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงสุดนับจากเดือนตุลาคมปี 2543 ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินของบริษัทในเครือเลห์แมน บราเธอร์ส ประจำญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนสูงถึง 87.5% ของหนี้สินรวม
ในสหรัฐ หากไม่นับการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส และวอชิงตัน มิวชวล แล้ว การยื่นล้มละลายในมาตรา 7 และ 11 ของสหรัฐ โดยนิติบุคคลต่างๆ กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยช่วงปีแรกของปี 2551 การยื่นล้มละลายในมาตรา 7 ของกฎหมายล้มละลายสหรัฐ ได้เพิ่มขึ้น 36.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนั้นเป็นการล้มละลายของบริษัทสหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.6%