|
ทางรอดคนซื้อรถกลางวิกฤตควบรวม เลือกยี่ห้ออย่างไร ไม่ให้เซ็ง |
|
|
|
|
อังคาร, 28 ตุลาคม 2008 |
ท่ามกลางภาวะปั่นป่วนของตลาดรถยนต์มะกัน คนซื้อรถหลายคนอาจกำลังคิดหนักว่า รถยนต์ยี่ห้อที่ตนเองซื้อในวันนี้ จะยังมีอยู่หรือไม่ในวันรุ่งขึ้น
สำหรับเรื่องนี้ เคลลีย์ บลู บุ๊ค บริษัทที่ติดตามมูลค่ารถยนต์มาตลอด แนะนำว่า "ควรยึดติดกับแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด" แล้วปัญหาจะไม่เกิดขึ้นในช่วงที่ถือครองรถแน่นอน แต่จะมีเมื่อตัดสินใจจะขายต่อรถ
ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า กระแสที่จับตามองกันมาตลอดก็คือความเป็นไปของการควบรวมกิจการระหว่าง ไครสเลอร์ และ เจเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่ง เดวิด แชมเปี้ยน หัวหน้าฝ่ายทดสอบยานยนต์ของคอนซูเมอร์ รีพอร์ต อธิบายว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถูกซื้อกิจการ อีกฝ่ายย่อมต้องซื้อธุรกิจบริหารและชิ้นส่วนไปด้วย
ทั้งนี้นอกเหนือจากเหตุผลด้านกฎหมายซึ่งเจ้าของใหม่จะต้องรับผิดชอบข้อตกลงการประกันสินค้าแล้ว ปัจจัยด้านบริการและการบำรุงรักษา ยังเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะดึงดูดให้ลูกค้ารถยนต์กลับมาหาดีลเลอร์อีกในอนาคต ซึ่งสิ่งนี้จะสร้างสัมพันธภาพที่จะส่งผลในแง่ของยอดขายของบริษัทที่มาซื้อกิจการนั้นไป
ที่ผ่านมามีบริษัทน้อยมากที่ตัดสินใจตีจากตลาดรถยนต์อเมริกาหลังควบรวมกิจการกัน เหมือนกรณีที่ซูซุกิ กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ แต่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นก็ยืนยันว่า บริษัทจะเดินหน้าจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ต่อไป และจะให้บริการบำรุงรักษาและขายชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่จำหน่ายในตลาดสหรัฐ
นอกจากนี้ความล้มเหลวของค่ายรถยนต์หรือการถูกซื้อกิจการ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้แบรนด์รถยนต์โบกมือลาตลาดตลอดไป ตัวอย่างเช่น แบรนด์ "Oldsmobile" ของเจเนอรัล มอเตอร์ส ที่ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่ของรถยนต์อเมริกัน ได้เลิกกิจการไปเมื่อปี 2547 ขณะที่ไครสเลอร์เลิกผลิตรถยี่ห้อ "Plymouth" ตั้งแต่ปี 2544 แต่บริษัทแม่ของทั้งสองยี่ห้อก็ยังเปิดโอกาสให้เจ้าของรถยนต์ 2 แบรนด์นี้ มารับบริการที่ดีลเลอร์จีเอ็มหรือไครสเลอร์ได้ตลอด โดยการ ประกันยังคงมีอยู่ และบริการต่างๆ ดำเนินต่อไปแบบไม่มีสะดุด
ทว่าปัญหาที่เจ้าของรถยนต์ 2 ยี่ห้อ พบก็คือ ราคาขายต่อทรุดฮวบ หลังจากที่แบรนด์ "ตาย" ซึ่งเคลลีย์ บลู บุ๊ค ระบุว่า หนึ่งปีหลังจากแต่ละแบรนด์เลิกผลิตสินค้า รถยี่ห้อ Oldsmobile และ Plymouth อายุการใช้งาน 2 ปี กลับมีมูลค่าเท่ากับรถเก่า 5 ปี
ทั้งนี้แชมเปี้ยนอธิบายว่า คนซื้อรถมือ 2 บางส่วน ที่ไม่คุ้นเคยกับการทำงานของอุตสาหกรรมรถยนต์ อาจไม่เข้าใจว่ารถยนต์ยังคงสามารถรับบริการได้ต่อที่ ดีลเลอร์ไครสเลอร์หรือจีเอ็ม ส่วนอีกเหตุผลอาจเป็นเพราะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ลูกกำพร้านี้ ทำให้ผู้ซื้อบางคนอาจคาดเดาอย่างมีเหตุผลว่ารถยนต์จะต้องมี ข้อบกพร่องบางประการอย่างแน่นอน ทำให้ผู้ซื้อไม่มีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ เพียงพอที่จะใช้แบรนด์นั้นต่อไป
ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่ของราคาที่ลดลงฮวบฮาบ ลูกค้าจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าการอยู่รอดของแบรนด์มีผลต่อมูลค่าการขายรถยนต์ต่อหรือไม่ ทั้งในกรณี ที่แบรนด์ดังกล่าวถูกซื้อกิจการไปโดยผู้ผลิตที่มีฐานะแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่จะตัดสินใจว่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งคือแบรนด์ไหน แต่อาจสามารถคะเนได้จากมูลค่ารถยนต์มือ 2 โดยแบรนด์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จะมีรุ่นให้เลือกน้อย และมีราคาต่ำ
แต่การที่แบรนด์มีลักษณะเช่นที่ว่ามาก็อาจไม่ใช่สัญญาณเลวร้ายก็ได้ เช่น แบรนด์ ไซออน (Scion) และ มินิ (Mini) ซึ่งเป็นแบรนด์ ที่แกร่งมาก แม้ว่าจะมีรถยนต์ไม่กี่รุ่นและทั้งคู่ก็มีราคาขายต่อดีเช่นกัน
อีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยตรวจสอบว่า แบรนด์ไหนมีอนาคตไม่รุ่ง ผู้ซื้อรถยนต์ ก็อาจเช็กดูข่าวจากเว็บไซต์เกี่ยวกับแบรนด์ที่เล็งไว้ หากมีข่าวรถยนต์รุ่นใหม่ใน อนาคตของยี่ห้อนั้นๆ ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยสื่อกลายๆ ว่าแบรนด์ยังคงจะอยู่คู่วงการต่อไป |