|
พี่-น้อง "โชควัฒนา" ฝ่าวิกฤต ลดต้นทุนผลิต-เพิ่มอำนาจซื้อคนไทย |
|
|
|
|
พฤหัสบดี, 30 ตุลาคม 2008 |
สัมภาษณ์
ภาวะทางตันของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งจากปัจจัยลบมากมายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศ ส่งผลต่อมู้ด จับจ่ายรวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลด ต่ำลง เมื่อรวมกับผลจากวิกฤตการเงินโลก จากการล้มละลายของ "เลห์แมน บราเธอร์ส" สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังแพร่ลามเข้ามาสู่เอเชียและประเทศไทย
2 พี่น้องตระกูลโชควัฒนา จาก "สหพัฒน์" อย่าง "ณรงค์ โชควัฒนา" ประธาน บริษัท บางกอกรับเบอร์ จำกัด และ "บุญชัย โชควัฒนา" ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เครือธุรกิจยักษ์ใหญ่ ของไทย ซึ่งมีสินค้าที่จับกลุ่มลูกค้าคนไทยครอบคลุมตั้งแต่ระดับคนรากหญ้าจนถึงระดับไฮเอนด์ ได้มองถึงทางออกจากภาวะเศรษฐกิจครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยยังคงเอกลักษณ์องค์กรแห่งการ "คิดบวก" ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
เริ่มจาก "ณรงค์" ได้เสนอทางออกในการแก้ปัญหาเรื่องการส่งออกจากผลที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการเงินที่อเมริกา และกำลังลามไปทั่วโลก โดยมองว่าเงื่อนไขสำคัญคือการทำให้ราคาสินค้าของไทยไม่แพงกว่า คนอื่น ดังนั้นถ้าเป็นภาคการผลิต (real sector) ต้นทุนการผลิตต้องต่ำเพื่อสามารถแข่งขันได้
แต่ยกเว้น 2 ตัว คือ ค่าจ้างแรงงานที่ไม่ควรต่ำ เพราะแรงงานคือรายได้ของ คนไทย ตรงกันข้ามควรจะเป็นเป้าหมาย ผู้ผลิตทั้งหลายที่จะพัฒนาให้คนไทยมี รายได้สูง เพราะจะทำให้เกิดกำลังซื้อในประเทศตามมา
อีกเรื่องคือสิ่งแวดล้อม เพราะคือคุณภาพชีวิตของลูกหลานไทยในอนาคตมากกว่านั้น วัตถุดิบต้องถูก หมายถึงภาษีนำเข้าวัตถุดิบต้องต่ำ รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่าราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ เขายังเห็นด้วยกับนโยบายของ "ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ชูเรื่อง "2 อ่อน" คือให้มีการดำเนินนโยบาย "ค่าเงินต้องอ่อน ดอกเบี้ยต้องถูก"
ในประเด็นนี้ "ณรงค์" เน้นย้ำว่าเป็นทฤษฎีของประธานเครือสหพัฒน์ "บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ที่พูดเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว
จริงๆ แล้วสาเหตุที่สหพัฒน์มักออกมาพูดเรื่องประเด็นเศรษฐกิจ รวมถึงครั้งนี้ด้าน "บุญชัย" มองว่าเนื่องจากสหพัฒน์มีสินค้าผูกพันกับคนมากในทุกระดับ ซึ่งสามารถสะท้อนถึงเศรษฐกิจในขณะนั้นได้
"ผมว่าที่สะท้อนเศรษฐกิจได้ดี คือสินค้าฟุ่มเฟือยพวกรถยนต์ ทีวี เสื้อผ้าเห็นชัดพวกแบรนด์เนมอย่างบริษัทในเครือ ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนลตกไป 10-15% แต่เขาก็พยายามต่อสู้ อาจต้องจัดโปรโมชั่นราคา กระตุ้นกำลังซื้อ เพราะถ้าคนรายได้หายไปก็ประหยัดสุดๆ อย่างเสื้อผ้าก็ลดลงทันที แต่อาหารเป็นตัวสุดท้ายที่คนจะตัด"
"คนไปพูดกันเกินเหตุว่ามาม่าเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ ตอนนี้ก็เหมือนเดิม ช่วงที่ไม่ค่อยดีเราก็ยังขายได้ ก็พอกระท่อนกระแท่นโตได้ มาม่าปีนี้อาจจะโตแค่ 10%"
ขณะที่ "ณรงค์" กล่าวเสริมว่ามาจากที่สหพัฒน์มีสินค้าขายคนทุกระดับ ทั้งของ แบรนด์เนมและของราคาถูกที่เจาะบุคคลทั่วไป ทำให้บริษัทรู้ว่าคนกลุ่มไหนกำลังเดือดร้อน คนจน คนชั้นกลาง หรือคนรวยเดือดร้อน สหพัฒน์จะรู้กว้างกว่าคนอื่น
"เราพอจะมองออกว่านโยบายของรัฐอะไรที่มันกระทบคนกลุ่มไหน อาทิ ค่าเงินแข็ง ค่าเงินอ่อน จะกระทบคนกลุ่มไหน"
ทั้งนี้ 2 ผู้บริหารต่างพากันวิเคราะห์ถึงการปรับตัวในปีหน้าสำหรับภาคการผลิตทั้งหลาย โดย "ณรงค์" มองว่าผู้ประกอบการต้องเดินหน้าลดต้นทุน ซึ่งต้นทุนที่เขาช่วยตัวเองไม่ได้ คือ ค่าเงิน
"จริงๆ ประเด็นที่ต้องทำในสถานการณ์แบบนี้ คือ ค่าบาทอ่อน ดอกเบี้ยต่ำ เพราะทั่วโลกทำแบบนั้นหมด ยกเว้นอเมริกา เพราะวันนี้ทุกคนขายทรัพย์สินเอาเงินดอลลาร์กลับไปช่วยประเทศ เมื่อทุกคนต้องการเงินดอลลาร์ทำให้ดอลลาร์แข็งขึ้น ตอนนี้ยูโรก็อ่อนค่าไปเยอะ และตอนนี้ทุกประเทศค่าเงินอ่อนกันหมด รวมถึงทุกคนลดดอกเบี้ยหมดเพื่อช่วยผู้ผลิต แต่ของเราไม่เป็นแบบนั้น"
ผู้บริหารบางกอกรับเบอร์มองว่า วันนี้ถ้ารัฐบาลดำเนินนโยบายถูกต้องประเทศไทยยังสามารถไปได้สบาย ขณะที่เอกชนต้องดูแลตัวเอง พึ่งรัฐบาลไม่ได้อยู่แล้ว
มากกว่านั้น ภาวะที่ไทยกำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ ไม่ใช่เรื่องของ "เงินเฟ้อ" แต่เป็น "เงินฝืด" มากกว่า
"ขณะนี้ทุกคนกำลังซื้อตก เงินในกระเป๋าคนไทยไม่มี มันจึงเป็นปัญหาเงินฝืดมากกว่า แต่นโยบายของรัฐบาลแบงก์ชาติยังแก้ปัญหาเป็นเงินเฟ้ออยู่ ทั้งที่ตอนนี้มันไม่ได้เฟ้อแล้ว ทางแก้ไขก็คือ ทำให้ต้องลดดอกเบี้ย ลดต้นทุน และทำค่าเงินบาทให้อ่อน ที่ ดร.สุชาติพูดถูกแล้ว"
ด้าน "บุญชัย" ผู้บริหารสหพัฒนพิบูล ที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตโดยตรง มองว่าต่อไปปัจจัยราคาน้ำมันจะไม่ใช่ปัจจัยลบ ทำให้ในแง่ต้นทุนการผลิตจะดีขึ้น แต่ในแง่ระบบของการผลิตพลังงานทดแทนก็จะเสียหาย รัฐต้องมีนโยบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพลังงานทดแทน
อาทิ การช่วยอุดหนุน (subsidize) พลังงานทดแทนเหมือนกองทุนน้ำมัน หรือการกำหนดราคาน้ำมันที่เหมาะสมกับการเกิดขึ้นของพลังงานทางเลือกในไทยอย่างแท้จริง
ส่วนที่ว่าองค์กรอย่างสหพัฒนพิบูล ที่สินค้าส่วนใหญ่เป็นของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน จะปรับตัวอย่างไรในปีหน้า "บุญชัย" ย้ำอย่างหนักแน่นว่า ปีหน้า สหพัฒน์ไม่ได้ปรับอะไรมากมาย แต่คิดบวก เพราะทุกวันนี้เลวร้ายมากแล้ว เพราะแย่มาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา และปีหน้าคงไม่แย่ไปกว่านี้ ซึ่งเขาเชื่อว่าสหพัฒน์จะกระทบน้อยเพราะเป็นสินค้าต้องกินต้องใช้
"หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา มันดีสำหรับผมมาก เพราะกดดันให้ต้องแข่งกับฝรั่ง ต้องลดต้นทุน ผมได้พัฒนาตัวเองเยอะมาก เดี๋ยวนี้ผมไม่กลัวต่างชาติอีกแล้ว" |