Performancing Metrics

เว็บการตลาดยอดนิยม : WiseKnow.Com - สุดยอด "ผู้นำ" ต้องเป็น "นักฟัง" ชั้นเยี่ยม
สุดยอด "ผู้นำ" ต้องเป็น "นักฟัง" ชั้นเยี่ยม PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
พฤหัสบดี, 10 เมษายน 2008

Leaderlisten.jpg



รายงาน


การเรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะต้องเหนื่อยหนัก แต่ทุกคนยอมรับตรงกันว่าคุ้มค่าคุ้มเวลา

จอห์น ซี. แมกซ์เวลล์ ใช้เวลากว่า 40 ปีเต็มในการกลั่นกรองประสบการณ์ตลอดชีวิตทั้งในฐานะครูและนักเรียนด้านภาวะผู้นำ เก็บทั้งความผิดพลาดและความสำเร็จ ประมวลเป็นหนังสือ "ขุมทองของผู้นำ" ให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนลัดว่า ผู้นำที่ดีที่สุดเป็นกันอย่างไร ผู้นำทำอะไรให้ผู้ตามดูบ้าง และอีกหลายๆ เรื่องที่ส่งผลให้ผู้นำประสบความสำเร็จชั้นสุดยอด




ภาวะผู้นำก่อให้เกิดผลต่างอย่างไร จอห์น ซี. แมกซ์เวลล์ สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

ภาวะผู้นำ คือ การทำฝันให้เป็นจริง

ภาวะผู้นำ คือ จุดแรงบันดาลใจ วาดภาพให้ผู้อื่นมองเห็นศักยภาพในการทำ ประโยชน์ซ่อนอยู่ในตัว

ภาวะผู้นำ คือ อำนาจที่จะดึงประสานอำนาจผู้คนรอบข้าง

ภาวะผู้นำ คือ การมองเห็นโอกาสในขณะที่ผู้อื่นมองเห็นวิกฤต

ภาวะผู้นำ เหนือสิ่งอื่นใด คือ ความกล้า

ในงานเปิดตัวหนังสือขุมทองของผู้นำ เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "บุญเกียรติ โชควัฒนา" กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ "ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์" หนุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ บุตรชายคนโตของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ ผู้อำนวยการสำนักงาน ส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ร่วมค้นหาขุมทองด้วยการบอกเล่าประสบการณ์ และนำมุมมองในฐานะผู้นำมืออาชีพแบบสบายๆ ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เรียกเสียงฮาจาก ผู้ฟังได้เป็นระยะๆ

ตอนหนึ่งของหนังสือขุมทองของผู้นำบอกไว้ว่า ยิ่งสูงก็ยิ่งเหงา แต่สำหรับซีอีโอ ผู้มากด้วยประสบการณ์อย่าง "บุญเกียรติ" แล้วไม่เคยเหงา เขาบอกว่า ยิ่งสูงก็ยิ่งไม่เหงา เพราะไม่คิดว่าจะต้องเหงา มีเพื่อนมากมายอยู่รอบกาย

"ไม่หนาว ไม่เหงา เพราะอยู่กับลูกน้องซึ่งรู้จักกัน ทำงานร่วมกันมานาน ซึ่งไม่ใช่แค่ทีมงานเท่านั้น แต่รู้จักกันเป็นส่วนตัว เป็นเหมือนเพื่อน นอกเวลางานก็เป็นเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นความเหงาจึงไม่มี"

ในขณะที่ผู้นำต่างวัย "ณัฐวุฒิ" ก็มองคล้ายกัน

ดังนั้นในเรื่องความห่างระหว่างผู้นำกับลูกน้องจะรักษาระยะอย่างไร เป็นคำถามที่ "บุญเกียรติ" เลือกที่จะตั้งคำถามต่อว่า ความห่างดีหรือไม่ดี แล้วความห่างจะส่งผลต่อความรักที่ลูกน้องมีให้กับเจ้านายและองค์กรหรือไม่ อย่างไร โดยพื้นฐานแล้วมีอุปสรรคแน่นอน ถ้าวันไหนเจอ ลูกน้องหรือทีมงานในออฟฟิศแล้วทำหน้าบึ้งๆ ใส่พวกเขา เขาจะจำภาพหน้าบึ้งแบบฝังใจ ถึงแม้ว่าต่อมาจะยิ้มให้เขาสัก 999 ครั้งก็ไม่เป็นผล การหน้าบึ้งเพียงครั้งเดียวส่งผลมหาศาล เพราะพนักงานจะจดจำภาพนั้นไว้ตลอด ฉะนั้นจะต้องแสดงความเป็นกันเอง เจอหน้าทุกคนจะต้องยิ้มแย้มแจ่มใส

ด้าน "ณัฐวุฒิ" เสริมว่า การแสดงความรู้สึกต่างๆ ต่อคนที่พบเห็นนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งคนที่ห่างกันมาก ไม่ได้ทำงานด้วยกันทุกวัน เมื่อพบเห็นคำพูด หรือสีหน้าท่าทางที่ไม่ดีก็จะจำในสิ่งนั้น สมมติว่ามีการพูดแซวเล่นๆ หวังจะแสดงความเป็นกันเอง เสมือนเขาเป็นพนักงานคนหนึ่งที่ทำงานด้วยกันทุกวันแล้วมีการแซว กันเล่นเป็นปกติ แต่บังเอิญลูกน้องคนที่ถูกแซวนั้นนานๆ เจอกันครั้งหนึ่ง แล้วปรากฏว่าคนคนนี้เป็นคนที่เร็วต่อความรู้สึกมาก เขาอาจจะมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเราก็ได้

"ธรรมชาติของมนุษย์มักจะชอบประเมินคนรอบข้าง ยกเว้นตัวเอง โดยจะมองคนอื่นๆ เป็นแบบโน้นแบบนี้ แต่ไม่เคยมองตัวเอง ซึ่งการประเมินตัวเองถือเป็นเรื่องที่ยากสำหรับทุกคน เพราะจะมองไม่เห็นในมุมที่คนอื่นมอง ดังนั้นจึงต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นด้วย แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราพร้อมที่จะรับฟังเขา เวลาพนักงานมีปัญหาอะไรก็จะมาเล่าให้ฟัง"

เมื่อถามว่า ผู้นำเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดหรือไม่ "ณัฐวุฒิ" ยอมรับว่า "ที่ผ่านมาเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดเช่นกันแล้วก็รู้สึกเสียใจ เพราะบางเรื่องถึงแม้จะแซวกันเป็นปกติ แต่สร้างปัญหาให้ในการทำงานได้ เพราะองค์กรที่ทำงานอยู่เป็นองค์กรที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อเกิดปัญหาก็พยายามให้เวลาเดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมงาน แล้วแสดงความเป็นเพื่อน ความเป็นกันเองให้มากที่สุด การบริหารงานในองค์กร เรื่องของการสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก"

และสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในกระบวนการสื่อสาร คือการเป็นนักฟังที่ดี

"สตีเวน แซมเปิล" ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Contrarian"s Guide to Leadership ว่า คนปกติทั่วไปมักจะหลงเพ้อไปกับเรื่องลวงสามอย่าง คือ 1.เขาขับรถดี 2.เขามีอารมณ์ขัน และ 3.เขาเป็นผู้ฟังที่ดี แต่ผู้นำจำนวนมากกลับเป็นผู้ฟังระดับเลวร้ายที่สุด เพราะพวกเขาคิดว่าการพูดสำคัญกว่าการฟัง แต่ผู้นำที่แหวกแนวจะรู้ว่าต้องฟังก่อนแล้วค่อยพูดทีหลังจะดีกว่า และในยามที่ฟังจะต้องฟังอย่างมีศิลป์ด้วย

จอห์น ซี. แมกซ์เวลล์ จับตาและสังเกตผู้นำนานหลายปีก่อนจะสรุปว่า การเป็นนักฟังที่ดีส่งผลต่อภาวะผู้นำที่ดีอย่างไร

ประการแรก เข้าใจผู้คนก่อนที่จะนำเขา

ประการที่สอง การรับฟังเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้

ประการที่สาม การรับฟังยับยั้งปัญหาไม่ให้ขยายใหญ่โต

ประการที่สี่ การรับฟังสร้างความไว้วางใจ

ประการที่ห้า การรับฟังช่วยปรับปรุงองค์กร

ซึ่ง "บุญเกียรติ" มองไปในทิศทางเดียวกัน ผู้นำจะต้องให้ความสนใจกับสิ่งที่พนักงานพูด พยายามฟังบวกกับการจับประเด็นแล้วนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปบริหารจัดการต่อ

ในขณะที่ "ณัฐวุฒิ" ก็เห็นตรงกันว่า นอกจากจะฟังแล้วจับประเด็นแล้ว ต้องสรุปประเด็นให้ผู้เสนอความคิดเห็นฟังด้วย

"เวลามีประชุมพนักงานร่วมกัน จะต้องมีการสรุปประเด็นเป็นระยะๆ อาจจะระหว่างการประชุมครั้งหนึ่งและก่อนปิดประชุมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เช่น เท่าที่ฟังมาทั้งหมดจับความได้อย่างนี้ พนักงานจะรู้สึกว่านายฟังเขา ฉะนั้นต้องพยายามสะท้อนจากสิ่งที่เขาพูดที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญจริงๆ แล้วแอ็กชั่นต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป และเมื่อพบหน้ากันอีกครั้งก็รายงานความคืบหน้าในความคิดเห็นที่เขาเสนอ"

เพราะการทำธุรกิจนั้นแน่นอนว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่พ้น วิกฤตอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ในฐานะที่เป็นผู้นำ "ณัฐวุฒิ" บอกว่า เมื่อต้องเจอกับวิกฤต ผู้ที่เป็นผู้นำจะต้องแก้ไขโดยให้ความจริงกับทุกคนทุกระดับ บอกทุกอย่าง ที่สำคัญ ผู้นำจะหายหน้าไม่ได้ ต้องอยู่ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพนักงานทุกคน

จะว่าไปแล้ว จอห์น ซี. แมกซ์เวลล์ บุญเกียรติ โชควัฒนา และณัฐวุฒิ อมร วิวัฒน์ ผู้ที่ชื่อว่าเป็นผู้นำผู้ทรงอิทธิพล แม้จะต่างที่ ต่างเวลา แต่ทุกคนล้วนมีเคล็ดลับในการบริหารงานแทบจะไม่แตกต่างกันเลย


โดย ปิยวรรณ มีพวกมาก
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ค้นหาทุกข่าวใน WiseKnow

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

 Donate

Login

Workflows

เลือกฟีดข่าวที่ต้องการ

เมนูหลัก

Home
News
Section
Blog
Gallery
Links
News Feeds
Contact Us