|
จับตาทิศทางราคาทองคำ วัดกำลัง "กองทุนแห่เทขาย" VS "ผู้บริโภคแย่งซื้อ" |
|
|
|
|
ศุกร์, 31 ตุลาคม 2008 |
|

ปรากฏการณ์ "ตื่นทอง" ในภูมิภาคเอเชียเริ่มเห็นได้ชัดเจนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากราคาทองคำปรับร่วงลงต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แตะต่ำสุด 681 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยปัจจัยจากค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นในรอบ 2 ปี สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับลดลงเกิดจากการเร่งขายทองคำของกองทุนต่างๆ เพื่อนำเงินกลับไปแก้วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ นอกจากนี้กองทุน ETF ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนทองคำเป็นหลัก เปิดเผยตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พบว่ามีทองคำในครอบครอง 1.453 ล้านออนซ์ ลดลงเมื่อเทียบกับวันที่ 19 ตุลาคมที่มีทองคำในครอบครอง 1.570 ล้านออนซ์ แสดงให้เห็นภาพของราคาทองคำ "ขาลง"

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วต่อเนื่องถึงสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง กลับเห็นปรากฏการณ์ตื่นทองในภูมิภาคเอเชียทั้งในไทย อินเดีย และตะวันออกกลาง ผู้คนจำนวนมากแห่ไปเข้าคิวรอซื้อทองคำ ปริมาณนำเข้าทองคำ ของอินเดียในช่วงไตรมาสสุดท้าย (ต.ค.-ธ.ค.) ของปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็น 108 ตัน เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปี 2550 ซึ่งมีปริมาณนำเข้าทองคำ 54 ตัน มีการประเมินความต้องการทองคำในช่วงนี้ว่าสูงกว่าสต๊อกทองคำที่มีอยู่ถึง 2 เท่า ดังนั้นร้านค้าทองในภูมิภาคจึงประกาศจำกัดปริมาณการซื้อทองคำ รวมถึงเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม (พรีเมี่ยม) สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการทองคำ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้บริโภคน่าจะสะท้อนภาพของราคาทองคำ "ขาขึ้น"
หมดยุค "ทองคำ" ลงทุนปลอดภัย
ที่ผ่านมา "ทองคำ" คือแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยของบรรดา นักลงทุนในยามเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ราคาทองคำที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มสงสัยว่า ทำไมทองคำจึงไม่ได้เล่นบทบาทเดิมที่เคยเป็นในฐานะการลงทุนที่ปลอดภัยในภาวะวิกฤต
วอลล์สตรีต เจอร์นัลวิเคราะห์ว่า มีหลายสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ทำให้ราคาทองคำโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการแข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลันของเงินดอลลาร์ที่เป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายทองคำ ขณะที่สถาบันการเงินบางแห่งกำลังลดการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ช่วงที่กำลังต้องการระดมทุน
หากจับตาดูตลาดทองคำในบางประเทศ เช่น อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก ก็เพิ่งส่งสัญญาณการ ซื้อขายทองคำน้อยลงเช่นกัน เพราะเงินรูปีอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทำให้ราคาทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ผลิตเครื่องประดับทองคำชาวอินเดีย
หลี ซานเฉียน ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของกองทุนออพเพน ไฮเมอร์ โกลด์ แอนด์ สเปเชียล มิเนอรัล มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ระบุว่า ทองคำจะแสดงมูลค่าเมื่อดอลลาร์มีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ตามผู้เกี่ยวข้องกับตลาดทองคำอีกหลายกลุ่มยังคงสับสนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
โดย เจฟฟรีย์ นิโคลส์ กรรมการผู้จัดการของอเมริกัน พรีเชียส เมทัลส์ แอดไวเซอร์เห็นว่า ทุกครั้งที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหรือลงก็มักมีคนอ้างเช่นนี้อยู่บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตนเห็นว่าตอนนี้กำลังมีสิ่งอื่นเกิดขึ้นด้วย 
|
ในจดหมายข่าวลงวันที่ 16 ตุลาคม นิโคลส์ระบุว่า บรรดาธนาคารกลางอาจเข้ามาเพิ่มการให้กู้ยืมทองคำเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ราคาทองคำร่วงลง ทั้งนี้ในธุรกรรมการให้เช่า เหล่าดีลเลอร์ทองแท่งจะกู้ยืมทองคำในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และขายในตลาดปัจจุบัน ก่อนนำผลกำไรเงินสดมาลงทุนในตั๋วเงินคลังที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และการขายทองคำเหล่านี้อาจเป็นที่มาของทองคำที่เพิ่มขึ้น ทว่าในอีกมุมหนึ่งยังมีคนมองว่าเหล่าธนาคารกลางย่อมไม่ต้องการปล่อยเช่าทองคำอย่างแน่นอน เพราะกังวลเรื่องความเสี่ยง
นักวิเคราะห์เมินฟันธงทองขาขึ้น-ขาลง
ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของแมนโคบา มาดิเนน นักวิเคราะห์ของสแตนดาร์ดแบงก์ที่ระบุว่า ดอลลาร์เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำร่วงลง ส่วนอีกปัจจัยคือการขายกองทุน และตอนนี้มีความกังวลอยู่ในตลาดเพราะไม่มีใครรู้ว่า จุดต่ำสุดคือเท่าไร นอกจากนี้การเดินหน้าเทขายหุ้นต่อไปก็ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำเช่นกัน เพราะบรรดากองทุนต้องการเอาเงินออกจากตลาด ซึ่งจะส่งผลทางลบต่อราคาทองคำ
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาราคาทองคำแปรปรวนอย่างรุนแรง โดยในช่วงไตรมาส 3 ราคาทองคำแกว่งตัวแรงระหว่าง 741.30-977.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่าช่วงราคาใน ไตรมาส 2 ถึงกว่า 2 เท่า และความผันผวนดังกล่าวก็มีแนวโน้ม จะรุนแรงต่อไปในเดือนนี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากที่ จะเห็นราคาของสินค้าที่นักลงทุนมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย จะผันผวนตัวอย่างแรงถึง 50%
สำหรับเรื่องนี้ฟรานซิสโก้ บลานช์ นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของเมอร์ริล ลินช์มองว่า ความผันผวนช่วงนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคตของทองคำ ขณะที่สภาพตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็มี แนวโน้มไปในทิศทางขาลงเช่นกัน
"จิตติ" เผยพรีเมี่ยมปรับขึ้น 25 ดอลลาร์
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำให้ความเห็นว่า ปัจจุบันตลาดโลกยังประสบปัญหาขาดแคลนทองคำแท่งอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักคือมีนักลงทุนหันมาซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับเหมืองทองลดกำลังการผลิตลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ราคาทองคำก็ยังปรับตัวลดลงที่ระดับ 720 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (27 ต.ค.51) และมีแนวโน้มว่าในช่วงระยะสั้นภาวะราคาทองคำจะยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
กรณีปัญหาทองคำแท่งขาดตลาด ทางสมาคมไม่มั่นใจว่าปัญหาดังกล่าวจะคลี่คลายลงเมื่อไร จึงต้องประกาศนโยบายงดการซื้อขายทองคำแท่งในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะร้านค้าทองในต่างประเทศก็หยุดให้บริการในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เช่นเดียวกัน
นายจิตติกล่าวว่า แม้ว่าราคาทองคำในตลาดโลกจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2551 ก็ตาม แต่ร้านค้าทองกลับต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณความต้องการใช้ทองคำในตลาดโลกที่เพิ่ม สูงขึ้น ทำให้ผู้ค้าทองต่างประเทศปรับราคาค่าพรีเมี่ยมจากอัตราปกติ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นมา 10-15 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ หลังจากนั้นก็แทบจะปรับราคาค่าพรีเมี่ยมขึ้นเป็นรายวัน ล่าสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาค่าพรีเมี่ยมยืนอยู่ที่ระดับ 20-25 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้ว
ส.ทองคำชี้ตั้งราคาไม่บิดเบือนตลาด
ขณะนี้ผู้ค้าทองต่างประเทศชะลอการขายทองเพื่อเก็บสต๊อกไว้เก็งกำไร ทำให้ผู้นำเข้าทองของไทยหาซื้อทองคำแท่งได้ยากขึ้น จากเดิมสั่งซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ก็ได้สินค้าแล้ว แต่ขณะนี้ต้องรอ 10-14 วันถึงจะได้รับสินค้า นอกจากนี้สมัยก่อนหากผู้นำเข้าของไทยสั่ง นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ผู้ขายจะคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นรายวันส่งคืนกลับไปให้แก่ลูกค้าจนถึงวันที่ส่งมอบสินค้า แต่ขณะนี้ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป นอกจากลูกค้าไม่ได้อัตราดอกเบี้ย คืนแล้ว ยังต้องจ่ายเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มในอัตรา 10 เซนต์ต่อการ สั่งซื้อสินค้าทองแต่ละออนซ์แทน
ตัวเลขต้นทุนแอบแฝงเหล่านี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทำให้สมาคมต้องนำมาใช้คำนวณและประกาศเป็นราคากลางในการซื้อขายทองคำแต่ละวัน ดังนั้นทางสมาคมจึงขอชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้บริโภคว่าทางสมาคมไม่ได้บิดเบือนราคาทองคำให้ต่ำกว่าราคาซื้อขายทองคำในตลาดโลกแต่อย่างใด แต่เป็นการบวกต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อความเป็นธรรมให้แก่ร้านค้าทอง
"ขณะนี้ร้านค้าทองส่วนใหญ่ต่างไม่รู้ชะตากรรมว่าพรุ่งนี้จะมีทองคำแท่งขายหรือไม่ ปัจจุบันร้านขายทองบางแห่งในย่านเยาวราชถึงขั้นปิดประกาศไม่ขายทองคำแท่งแล้ว ส่วนร้านจินฮั้วเฮงของผมเอง บางวันมีสต๊อกสินค้าขายแค่ช่วงบ่าย โดยกำหนดการขายไม่เกินคนละ 10 บาท เปิดไม่กี่ชั่วโมงสินค้าก็ขายหมดแล้ว ลูกค้าบางคนที่หาซื้อทองคำแท่งไม่ได้ก็หันไปซื้อทองคำรูปพรรณแทน" นายจิตติกล่าวในที่สุด
พาณิชย์หมดท่าคุมได้แค่ค่ากำเหน็จ
ในมุมมองของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการไม่สามารถซื้อทองได้ เนื่องจากสมาคมผู้ค้าทองคำประกาศหยุดจำหน่ายทองคำแท่งในวันเสาร์-อาทิตย์ ขณะที่สต๊อกทองคำที่ขาดแคลนทำให้ ผู้บริโภคซื้อทองแต่ได้เพียง "ใบจอง" จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายต่างๆ ให้มีการเปิดซื้อขายทองคำล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในดูแลการค้าทองคำ 2 ส่วน คือ การกำหนดอัตราค่ากำเหน็จตามระดับฝีมือ เบื้องต้นกำหนดให้อยู่ที่บาทละ 400-900 บาทต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท และดูแลเรื่อง น้ำหนักทองคำ เพราะทองไม่ใช่สินค้าควบคุม
ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายปฏิเสธแนวคิดที่กรมการค้าภายในเสนอที่จะนำทองคำเป็นสินค้าควบคุม เพราะเข้าใจผิดว่ากรมการค้าภายในจะไปควบคุมราคาทองคำ แต่ข้อเท็จจริงก็คือราคาทองคำแท่งนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยราคาทองแท่งในตลาดโลก เพราะไทยนำเข้าทองคำเกือบ 100% ทางกรมจึงดูแลได้เพียงพฤติกรรมการค้าทองคำ เพื่อป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม การฉ้อโกงเท่านั้น
สำหรับระบบการค้าทองแบบการซื้อใบจองนั้น กรมได้ประสานไปยังสมาคมผู้ค้าทองแล้ว เพื่อให้จัดทำมาตรฐานใบจอง โดยประกอบด้วย 1) ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ-ผู้ขายที่ชัดเจน 2) ห้ามเปลี่ยนมือคนถือใบจอง เพื่อป้องกันการปั่นราคาใบจอง และ 3) ใบจองต้องมีผลผูกพันตามกฎหมายกล่าวคือ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องดำเนินการส่งมอบทองตามที่ตกลงกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิเสธการขายเมื่อราคาทองปรับสูงขึ้น
"สาเหตุที่ต้องดูแลระบบการซื้อขายใบจอง เพราะสถานการณ์ราคาทองคำมีความผันผวนมากจนทำให้ผู้ค้าทองคำไม่นำเข้าทองมาสต๊อกไว้อย่างระบบเดิม เพื่อลดความเสี่ยงผู้ค้าจึงทำหน้าที่เหมือนนายหน้ารับออร์เดอร์ก่อนแล้วจึงสั่งซื้อทอง การกักตุนเพื่อเก็งกำไรทองจึงไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะไม่มีใครสต๊อก กรมได้ขอความร่วมมือจากสมาคมเพียงให้แจ้งราคาจำหน่ายวันละ 3 ครั้งเท่านั้น" นายยรรยงกล่าว
ทั้งนี้ เรื่องการซื้อใบจองซื้อทองคำเป็นระบบการซื้อขายที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ หลังจากปริมาณความต้องการทองคำเพื่อการ เก็งกำไรมีมากขึ้น จนทำให้ร้านค้าทองไม่มีทองเพียงพอที่จะขาย จึงต้องออกใบจองให้ก่อนแล้วให้มารับสินค้าภายหลัง ซึ่งกำหนดไว้ 10-14 วัน ซึ่งทางกรมการค้าภายในเสนอให้ร้านทองจัดทำมาตรการใบจองเพื่อป้องกันปัญหาการไม่ส่งมอบทองจริง และการปั่นราคาใบจองซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากสมาคมค้าทองคำ
ส่วนการคิดค่ากำเหน็จในการขายทองคำนั้น ก่อนหน้านี้ทางกรมได้ขอให้สมาคมไปดำเนินการแจ้งให้ร้านค้าทองแยกถาดให้ชัดเจนระหว่างทองคำรูปพรรณที่ใช้ฝีมือในการทำมากหรือน้อย เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อทอง เพราะมีการร้องเรียนว่าร้านค้าทองคิดค่ากำเหน็จในอัตราแพงมาก แต่ทางสมาคมชี้แจงว่าผู้ค้าทองคำในไทยคิดอัตราค่ากำเหน็จถือว่าต่ำที่สุดในโลกแล้ว เพราะในต่างประเทศมีการคิดค่ากำเหน็จสูงถึง 2,000-2,5000 บาทต่อทองคำ 1 บาท หรือคิดอัตรา 3-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อกรัม
จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครสามารถฉายภาพ "อนาคต" ที่ชัดเจนของทองคำได้ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ทำให้เกิดความหวังของคนจำนวนมากในการเข้ามาเก็งกำไรทองคำ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่มาพร้อมกันกับโอกาสที่จะได้กำไรมหาศาล คือความเสี่ยงในการขาดทุน |