Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - วิกฤซับไพร์ม จาก"สหรัฐ"ลามไปทั่วโลก ดอกเบี้ยไทยจะไปทางไหน
วิกฤซับไพร์ม จาก"สหรัฐ"ลามไปทั่วโลก ดอกเบี้ยไทยจะไปทางไหน PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
ศุกร์, 31 ตุลาคม 2008

วิกฤซับไพร์ม จาก"สหรัฐ"ลามไปทั่วโลก ดอกเบี้ยไทยจะไปทางไหน
ไม่น่าเชื่อว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้นตอของปัญหามาจากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (Subprime Mortgage) จะขยายตัวในวงกว้าง กระทบชิ่งถึงหลาย ๆ ประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยเองแม้สถาบันการเงินบางแห่งจะได้รับความเสียหายจากการลงทุนในตราสารทางการเงิน ที่เรียกว่า Collateralized Debt Odligation ซึ่งเป็นตราสารที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed Securities) แต่โดยรวมแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นในทางตรงมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบในทางอ้อมในฐานะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทยมากกว่า


อย่างไรก็ตาม วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังลุกลามบานปลายอย่างคาดไม่ถึง จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการชะลอตัวลงทั้งระบบ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง เท่ากับว่าเวลานี้เรา ๆ ท่าน ๆ เจอแจ็กพอต 2 ชั้น ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลก และวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อใดจะยุติลงเสียที

 

 

ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคนที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน และผู้ที่อยู่ระหว่างการผ่อนบ้านควรจะปรับตัว เตรียมความพร้อมรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นไปในทิศทางไหนเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้ปัญหาเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ

ที่ต้องนำมาพิจารณาคือ ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ให้คงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ที่ 3.75% ต่อปี โดยให้เหตุผลว่า จากการติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพบว่าเศรษฐกิจเริ่มจะชะลอตัวลงจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ และความเสี่ยงต่อการขยายตัว ทางเศรษฐกิจในช่วงจากนี้ไปจะมีมากขึ้น จากผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก และวิกฤตทางการเมืองภายในประเทศ ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มปรับตัวลดลงจากการปรับลดของราคาน้ำมัน

ชี้ให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้มีแนวโน้มทรงตัว หลังจากปรับสูงขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดย ณ เดือนกันยายน 2551 อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยลอยตัวโดยเฉลี่ยของ 6 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ อยู่ที่ 7.38% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ของ 6 ธนาคารอยู่ที่ 7.33% และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสำหรับลูกค้ารายย่อย (MRR) อยู่ที่ 7.75% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม จากที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะปรับลดลงอีก โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และของธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศในช่วงก่อนหน้านี้

เช่นเดียวกับที่นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าวันที่ 13 ตุลาคมนี้ กระทรวงการคลังจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหาทางผ่อนคลายนโยบายทางด้านการเงิน เนื่องจากเวลานี้ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกทยอยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยเห็นว่า ธปท.ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.5-2% เพราะปัจจัยเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อเริ่มปรับลดลงแล้ว ดังนั้นหากมีความจำเป็น ธปท.อาจต้องจัดประชุม กนง.เป็นการฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ลดความเสี่ยงจากการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

แม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง และเป็นไปได้สูงที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านจะปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยตลาด และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ กนง.อาจประกาศปรับลดลงอีก จะส่งผลดีต่อผู้ที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน แต่ที่น่าห่วงมากกว่าคือผลกระทบจากวิกฤตซับไพร์ม รวมทั้งสถานการณ์การเมือง ที่อาจทำให้การส่งออก การท่องเที่ยว ตลอดจนธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกแขนงตกอยู่ในภาวะที่ซบเซา ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศซบเซาลงไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น หากถึงขั้นมีการปลดพนักงาน ลดการจ้างแรงงาน คนซื้อที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน หรือที่อยู่ระหว่างผ่อนบ้านหลาย ๆ คนก็คงหนีวิบากกรรมที่ไม่ได้ก่อขึ้นไม่พ้น

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows