Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - เซเว่นดึงโชห่วยขยายแฟรนไชส์ จับมือแบงก์ปล่อยกู้ครบวงจร
เซเว่นดึงโชห่วยขยายแฟรนไชส์ จับมือแบงก์ปล่อยกู้ครบวงจร PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
อาทิตย์, 02 พฤศจิกายน 2008

เซเว่นดึงโชห่วยขยายแฟรนไชส์ จับมือแบงก์ปล่อยกู้ครบวงจร

 

"เซเว่นอีเลฟเว่น" ไม่หวั่นพิษศก.เฉาลั่นปีหน้าเปิดใหม่อีก 400-450 สาขา ประกาศดึงร้านค้าปลีกรายย่อย-โชห่วย เป็นแฟรนไชซี พร้อมดึงแบงก์ร่วมปล่อยสินเชื่อ คาดปีหน้าตัวเลขร้านทะลุ 5,000 แห่ง


นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยว่า ขณะนี้แม้ว่าโดยภาพรวมทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดีนัก แต่สำหรับธุรกิจร้านสะดวกซื้อของเซเว่นอีเลฟเว่นก็ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำป็นในชีวิตประจำวัน และตรงกันข้ามปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นผลบวกกับบริษัทมากขึ้น
 
นายสุวิทย์กล่าวว่า สำหรับปีหน้า เซเว่นฯยังมีนโยบายจะขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 400-450 สาขา และโดยหลักๆ จะเน้นไปที่ชุมชนที่เกิดใหม่ ย่านชานเมือง รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องที่ได้เริ่มดำเนินการมาบ้างแล้วในปี 2551

 

การขยายสาขาเพิ่มดังกล่าว โดยหลักแล้วบริษัทจะให้ความสำคัญกับแฟรนไชส์มากกว่าการลงทุนเพื่อเปิดสาขาเอง และแฟรนไชส์ที่เซเว่นฯให้ความสำคัญมากในช่วงหลังๆ มานี้ก็คือ ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือร้านโชห่วย ที่ต้องการจะพัฒนาหรือยกระดับขึ้นมาเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีคสวามทันสมัย

 

"ตอนนี้ในแง่ของการจะลงทุนเพื่อเปิดสาขาเองนั้น เรากำหนดเป้าหมายน้อยลง และพุ่งเป้าไปที่การขยายแฟรนไชส์ให้กับร้านค้าปลีกรายย่อยและโชห่วยมากขึ้น และปีหน้าเซเว่นฯจะมีสาขามากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ"

 

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วยจำนวนไม่น้อยที่สนใจและต้องการจะเข้ามาเป็นแฟรนไชซีของเซเว่นฯ แต่ก็ติดเงื่อนไขในแง่ของสินเชื่อหรือเงินทุนจากสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากร้านค้าเหล่านี้อาจจะมีข้อจำกัดของหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขณะที่แบงก์เองก็มองว่ามีความเสี่ยง

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทมีพันธมิตร คือ ธนาคารนครหลวงไทย ที่เข้ามาให้การสนับสุนนทางด้านเงินทุนกับร้านโชห่วยที่ต้องการจะยกระดับขึ้นมาเป็นร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ และนับเอาสัญญาที่ร้านค้าปลีกรายย่อยเซ็นกับบริษัทเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างหนึ่งสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ และปีหน้าบริษัทก็พยายามจะชักชวนสถาบันการเงินอื่นๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับตรงนี้มากขึ้น

 

"ตลาดนี้ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากตอนนี้อย่างน้อยๆ ก็มีจำนวนร้านค้าปลีกหรือโชห่วยไม่ต่ำกว่า 680,000 ราย และเราเองก็มั่นใจว่าตลาดนี้ยังจะขยายตัวและเติบโตได้อีกมาก" นายสุวิทย์กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาบริษัทซีพี ออลล์ ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดอบรมความรู้ การบริหารจัดการร้านค้าปลีก ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโชห่วย เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ และช่วยพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านค้าโชห่วย พร้อมกันนี้ก็ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ในธุรกิจโชห่วยได้รับการศึกษาด้านธุรกิจค้าปลีกอย่างถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดแฟรนไชส์ที่มีระบบไอทีส่งเสริมกระบวนการส่งมอบสินค้า การบริการที่รวดเร็ว ตลอดจนการสร้างบรรยากาศร้านให้เอื้อต่อการซื้อขาย โดยซีพี ออลล์ มีแผนจะจัดสัมมนาดังกล่าวทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทซีพี ออลล์ แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าเติบโตเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลกำไร 864 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีที่มีกำไร 267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 223% เป็นผลมาจากการขยายสาขาร้านเซเว่นฯเพิ่มขึ้น จาก 4,055 สาขา ในไตรมาสที่ 2 ปี 2550 เป็น 4,573 สาขา ในไตรมาสที่ 2 ปี 2551 ขณะที่รายได้รวมเพิ่มจาก 27,681 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ปี 2550 เป็น 32,138 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ปี 2551 หรือเพิ่มขึ้น 16%

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งระหว่างธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรด กับร้านค้าโชห่วย แต่ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อร้านใหญ่ เซเว่นอีเลฟเว่นได้พยายามจะเปิดช่องทางให้ร้านค้าปลีกรายย่อยและโชห่วยเข้ามาเป็นแฟรนไชซีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ร่วมกับภาครัฐในการจัดอบรมสัมมนาเพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย และเสนอตัวเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจ และเป็นการลดความขัดแย้ง

 

รายงานข่าวจากบริษัทซีพี ออลล์ กล่าวว่า ปัจจุบันร้านเซเว่นฯที่มีอยู่มากกว่า 4,500 สาขานั้น เป็นการลงทุนและบริหารงานของบริษัทเป็นสัดส่วนประมาณ 60% และส่วนที่เหลืออีก 40% เป็นร้านของแฟรนไชซี

 

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การขยายสาขาเพิ่มของเซเว่นฯดังกล่าว นอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ในแง่ของยอดขายให้กับบริษัทแล้ว การเน้นการขายแฟรนไชส์ก็จะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และเป็นการช่วยลดการลงทุนของบริษัทอีกทางหนึ่งด้วย

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows