|
สเต็ปใหม์ "มิสทิน" สร้างวาไรตี้ "พรีเซ็นเตอร์" |
|
|
|
|
จันทร์, 03 พฤศจิกายน 2008 |
เวลานี้ขายตรงยังถือเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองและถูกยกให้เป็นพระเอกเพราะกลายเป็นอาชีพที่ช่วยเสริมรายได้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไม่แน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อ โดยเฉพาะช่วงโค้งท้ายของปีที่เป็นหน้าขายของทุกสินค้า
หากดูจากบรรดากลเม็ดที่แต่ละค่ายนำออกมาใช้ในตลาดขายตรง กลยุทธ์การใช้ "พรีเซ็นเตอร์คนดัง" นับเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงมาโดยตลอด เพราะนอกจากเพิ่มสีสันให้สินค้าแล้ว พรีเซ็นเตอร์ที่ถูกใจนอกจากจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแล้ว ยังมีผลต่อไปถึงการสมัครเป็นสมาชิกใหม่ขายตรงของบริษัทนั้นๆ ด้วย
"มิสทิน" เครื่องสำอางขายตรงชื่อดังถือเป็นเจ้าแห่งยุทธศาสตร์เรื่องนี้ก็ว่าได้ โดยพรีเซ็นเตอร์แต่ละคนที่ทางมิสทินเลือกมานั้นจะเน้นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้จากผลสำรวจความนิยมจากสมาชิกสาวมิสทิน ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น "อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ" ซึ่งเป็นตัวชูโรงและยืนพื้นของ มิสทินมานาน ขณะที่พรีเซ็นเตอร์คนอื่นๆ จะหมุนเวียนตามสินค้าใหม่ที่เปิดตัว ทั้ง ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก, อ้อม-พิยดา, หนุ่ม-ศรราม, กบ-สุวนันท์, ติ๊ก-เจษฎาภรณ์
ล่าสุดยังเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ "พอลล่า เทเลอร์" ตัวแทนหญิงสาวบุคลิกสดใส คล่องแคล่วและใส่ใจดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องผิว สอดคล้องกับคุณสมบัติของ "โลชั่น มิสทิน โททอล แคร์"
"ดนัย ดีโรจนวงศ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางขายตรง "มิสทิน" อธิบายว่า พรีเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ โดยกลยุทธ์ของบริษัทจะเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่มีบุคลิกเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และกลุ่มเป้าหมาย อาทิ อั้ม-พัชราภา จะวางอยู่ในสินค้าความงาม ขณะที่พอลล่า เทเลอร์ จะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ เป็นต้น
น่าสังเกตว่าผลตอบรับจากการเลือก "พอลล่า" ซึ่งมีภาพลักษณ์ของพรีเซ็นเตอร์เกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยีหลายชิ้น นอกจากจะส่งผลต่อยอดขายไตรมาสสุดท้ายให้ขยับเพิ่มขึ้น 300 ล้านบาทแล้ว ยังเป็นการปรับโพซิชันนิ่งของมิสทินให้ดูพรีเมี่ยมมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางดำเนินงานจากนี้ที่ มุ่งเน้นการทำตลาดและขยายฐานลูกค้าระดับบีเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีแนวโน้มขยายตัวอีกมาก
นั่นเพราะเป้าหมายของมิสทินต้องการเพิ่มลูกค้าระดับบีเป็นสัดส่วน 50% จากปัจจุบันลูกค้าระดับเอ-บีมีเพียง 25% ซึ่งขยายตัวมาจากปีที่แล้ว 10% ส่วนลูกค้าระดับซี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวโรงงานยังเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดถึง 40% และอีกกว่า 10% ที่เหลือเป็นกลุ่มแม่บ้าน
"ที่ผ่านมาเราพบว่าลูกค้าระดับบี ปรับตัวตามเศรษฐกิจและหันมาใช้สินค้าของเรามากขึ้น"
จากเป้าหมายดังกล่าว "ดนัย" ย้ำว่า คุณภาพของสินค้าจะเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ โดยหลังจากนี้จะเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่อีก 23 รายการ ตามกระแสนิยมและตรงความต้องการของลูกค้า พร้อมเพิ่มงบฯทำตลาดส่งเสริมการขายอีก 10% หรือ 500 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นถี่ขึ้น
หากดูเป้าหมายของมิสทินแล้ว ถือว่า aggressive สวนกระแสเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยสิ้นปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 17% คิดเป็นตัวเงิน 7,800 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% หรือกว่า 8,000 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท อีก 2 ปีข้างหน้า
จะสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้หรือ ไม่นั้น ขึ้นกับว่ากลยุทธ์และแผนต่างๆ จะโดนใจและได้รับการตอบรับขนาดไหน
งานนี้ต้องติดตาม |