|
วิกฤต ศก. สะเทือนตลาดสินค้าหรู "นิวเดลี" ที่พึ่งใหม่แบรนด์ดัง |
|
|
|
|
อังคาร, 04 พฤศจิกายน 2008 |
แต่ไหนแต่ไรมา บรรดาเศรษฐีมักจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจมากเหมือนชาวบ้านตาดำๆ แต่กับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้ แม้แต่คนรวยๆ ก็ยังไม่อาจต้านทานไหว
ความหนักหนาสาหัสของวิกฤตครานี้ ทำให้คนรวยๆ ต้องปรับตัวด้วยการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงบ้าง เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตจะลากยาวและดำดิ่งไปสิ้นสุดที่ไหน ซึ่งนี่ย่อมส่งผลสะเทือนต่อตลาดสินค้าหรูหราที่ต้องพึ่งพาเงินจากกระเป๋าคนรวย
เอเอฟพี รายงานโดยอ้างข้อมูลของ "เบน แอนด์ โค" ที่ระบุว่า ในปีนี้การขยายตัวของยอดขายสินค้าหรูหราจะลดลงอยู่ที่ 3% หรือมีมูลค่าประมาณ 175 พันล้านยูโร (ราว 220 พันล้านดอลลาร์) ลดลงอย่างฮวบฮาบเมื่อเทียบกับการขยายตัวในระดับ 9% ในปี 2549 และ 6.5% ในปี 2550
ขณะที่ในปี 2552 ตลาดสินค้าหรูจะเผชิญกับภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยยอดขายอาจจะลดลงมากที่สุดถึง 7% เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในระดับปัจจุบัน ส่วนเซ็กเตอร์ใดจะได้รับผลมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่สามารถปรับตัวได้ดีมักเป็นแบรนด์ระดับโลกที่แข็งแกร่งและมีความหลากหลาย
น่าสนใจว่าการใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่มั่งคั่งในตลาดเกิดใหม่ อย่าง บราซิล รัสเซีย จีน และอินเดีย ซึ่งจะช่วยทดแทนการบริโภคในประเทศอุตสาหกรรมหลักที่ชะลอตัวลง อาทิ ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐ โดยการใช้จ่ายในตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อาจจะพุ่งพรวดถึง 20-35% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ด้าน "ไทม์" ตั้งข้อสังเกตว่า ภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อตลาดสินค้าหรูในอินเดีย โดยเฉพาะใน "นิวเดลี" ซึ่งโตสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจโลก
โดยไทม์หยิบยกกรณีของร้าน "แอร์เมส" (Hermes) ในโรงแรมหรู "โอเบรอย" ซึ่งไม่ได้แค่ตั้งโชว์อานม้าแฮนด์เมดมูลค่า 6,400 ดอลลาร์ไว้เฉยๆ แต่มีลูกค้าชาวอินเดียสั่งทำอานไฮโซฯสำหรับม้าตัวโปรดจริงๆ ยังไม่นับรวมผ้าพันคอไหม และกระเป๋าถือ "เบอร์กิน" (Birkin) ที่ขายดิบขายดี
ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองของแอร์เมสในอินเดีย หลังจากเปิดสาขาแรกในนิวเดลี เมื่อเดือนพฤษภาคม แอร์เมสก็วุ่นวายกับการเตรียมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าเทศกาลดิวาลี หรือเทศกาลปีใหม่ของชาวฮินดู และถือเป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยของชาวอินเดีย ซึ่งเป็นช่วงโกยเงินโกยทองของแบรนด์หรูเช่นกัน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ คนรวยๆ มักบินไปช็อปปิ้งที่ลอนดอน นิวยอร์ก หรือสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันชาวอินเดียมีทางเลือกที่จะช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์หรูโดยไม่ต้องออกไปนอกบ้าน เพราะนอกจากแอร์เมสแล้วยังมี แบรนด์ระดับโลกแห่เข้ามาเปิดช็อปใน แดนภารต ทั้ง คาร์เทียร์ คริสเตียน ดิออร์ หลุยส์ วิตตอง อาร์มานี่ โดลเช แอนด์ แกบบานา (D&G) เวอร์ซาเช่ และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งพากัน เข้ามาวางเดิมพันในตลาดแห่งนี้ที่มีคนฐานะดีเพิ่มขึ้น
รายงาน "แคปเจมินี เมอร์ริล ลินช์ เอเชีย แปซิฟิก เวลท์ รีพอร์ต" ระบุว่า ในปีนี้จำนวนคนร่ำรวยชาวอินเดียที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 22% อยู่ที่ 167,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย
อย่างไรก็ตามแม้เมืองใหญ่อย่างมุมไบและบังคาลอร์จะมีความเป็นสากลและไม่หยุดนิ่ง แต่แบรนด์หรูแทบทั้งหมดกลับยึด นิวเดลีเป็นหัวหาดในการขยายธุรกิจ เนื่องจากนิวเดลีเป็นเมืองหลวง รวมทั้งอุดมไปด้วยภาคเกษตรและภาคการผลิต และมีคนรวยที่พร้อมจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย
นักวิเคราะห์คาดกันว่า ตลาดสินค้าหรูในนิวเดลีจะสามารถปรับตัวท่ามกลาง ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าในสหรัฐและยุโรปเสียอีก
ดังที่ "ประวีน สิงหา" นักพัฒนา ศูนย์การค้าระดับบนในอินเดียระบุว่า เพราะนิวเดลีไม่เหมือนนิวยอร์ก ซึ่งคนรวยส่วนใหญ่มาจากแวดวงวอลล์สตรีต แต่นิวเดลีไม่ต้องพึ่งพา ภาคการเงินมากอย่างนั้น
เพราะแทนที่คนรวยจะมาจากภาคการเงินหรือซอฟต์แวร์ ซึ่งมีส่วนสร้างความมั่งคั่งให้แก่เมืองมุมไบและบังคาลอร์ แต่คนรวยในนิวเดลีกลับมาจากภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจ เกษตรกรที่มั่งคั่ง และนักเจรจาทางการเมือง ซึ่งความมั่งคั่งของคนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า
ขณะที่ "อลาม ศรีนิวาส" ผู้เขียนหนังสือ "The Indian Consumer : One Billion Myths, One Billion Realities" ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกษตรกรที่มีที่ดินจำนวนมากในเมืองข้างเคียงอย่างแคว้นปัญจาบ หรือเจ้าของธุรกิจครอบครัวจะสามารถทำเงินได้มากกว่า 4 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งรายได้ที่อาจจะลดลง 10-20% ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของคนเหล่านี้
แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้นิวเดลีปรับตัวได้ดี และจะกลายเป็นที่พึ่งของบรรดาแบรนด์หรูที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น เป็นเพราะความร่ำรวยของคนนิวเดลีอยู่ในรูปของเงินสด ซึ่งทำให้ไม่มีปัญหาสินเชื่อตึงตัวเหมือนที่อื่น โดย ผู้จัดการร้านค้าไฮเอนด์ยอมรับว่า การซื้อขายสินค้าแทบทั้งหมดอยู่ในรูปของเงินสด ทั้งที่สินค้าในร้านไม่มีชิ้นไหนเลยที่ราคาต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตามคงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า ร้านค้าหรูในนิวเดลีจะไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ดังที่ "กัลยาณี ชวาลา" รองประธานบริษัท คริสเตียน ดิออร์ อินเดีย ระบุว่า บรรดา ผู้บริหารที่เป็นชนชั้นกลางระดับบนก็เริ่มได้รับโบนัสลดลง ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประหยัดมากขึ้นเช่นกัน |