Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - วิกฤตการเงินฟาดหางซีอีโอ-เซียนหุ้นมะกัน 10เดือน มหาเศรษฐี"บัฟเฟต"สูญ1.36หมื่นล้าน$
วิกฤตการเงินฟาดหางซีอีโอ-เซียนหุ้นมะกัน 10เดือน มหาเศรษฐี"บัฟเฟต"สูญ1.36หมื่นล้าน$ PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
พุธ, 05 พฤศจิกายน 2008

วิกฤตการเงินฟาดหางซีอีโอ-เซียนหุ้นมะกัน 10เดือน มหาเศรษฐี"บัฟเฟต"สูญ1.36หมื่นล้าน$

 

ที่ปรึกษาด้านผลตอบแทนของต่างชาติสำรวจมูลค่าหุ้นของบรรดาซีอีโอบริษัทใหญ่-เซียนหุ้นหลังตลาดหุ้นสหรัฐรูด มหาเศรษฐี"วอร์เรน บัฟเฟตต์"มูลค่าหุ้นวูบ1.36ล้านเหรียญ เผยพอร์ตลงทุนของกองทุนบำนาญทั้งภาครัฐและเอกชนโดนหางเลขกันถ้วนหน้า

แม้ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะปิดซื้อขายเมื่อ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขบวกเพิ่ม 144.32 จุด ของดัชนีดาวโจนส์ ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศทั่วไปในตลาดการเงินอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถปิดบังภาพความเป็นจริงของตลาดหุ้นตลอดเดือนนี้ได้

 

นับถึง 31 ตุลาคม พบว่าดัชนีดาวโจนส์ตลอดทั้งเดือนดิ่งลง 14% หรือปรับตัวลง 1,526 จุด ทำสถิติเป็นเดือนที่ผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น


ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปิดตลาดวันศุกร์ ขยับขึ้น 14.66 จุด หรือ 1.54% แต่หากพิจารณา กลับพบว่าตลอดทั้งเดือน เอส แอนด์ พี 500 ดิ่งแรงถึง 198 จุด หรือ 16.9%


ส่งผลให้ตลอดเดือนตุลาคมแปรสภาพเป็น Red October ด้วยสถิติดัชนีตลาดหุ้นทรุดตัวเลวร้ายที่สุดในรอบ 21 ปี เมื่อเทียบเป็นรายเดือน

 

 

ที่น่าสนใจคือ นับจากต้นปี ถึง 31 ตุลาคม 2551 ดัชนี เอส แอนด์ พี 500 ดิ่งลงไปแล้วประมาณ 36% โดยแยกพิจารณารายเซ็กเตอร์ ภาพรวมหุ้นแต่ละกลุ่ม ทรุดตัวลงประมาณ 20% หรือมากกว่า


ในภาพใหญ่ ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในสถานการณ์ไม่แตกต่างกัน ทำสถิติตกต่ำมากที่สุดในเดือนเดียว โดยดัชนีโดยรวม ดิ่งลงเกือบ 20%

 

ภาวะผันผวนดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนในกองทุน จนถึงมูลค่าหุ้นของบริษัทต่างๆ ทรุดตัวถ้วนหน้า โดยสำนักข่าวเอพีได้ประมวลความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้


ศูนย์วิจัยโครงการเพื่อการเกษียณของบอสตัน คอลเลจ ประเมินว่า มูลค่าหุ้นในบัญชีกองทุนเพื่อการเกษียณส่วนบุคคลและของรัฐบาลลดวูบลงราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยประมาณ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการถือครอง ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังพบด้วยว่า การขาดทุนในลักษณะเดียวกัน เกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของกองทุนบำนาญ ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมกันประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เช่นกัน

 

ไม่เพียงเท่านั้น เอพียังพบว่าการดำดิ่งอย่างต่อเนื่องในรอบปีนี้ ได้ส่งผลให้มูลค่าหุ้นในมือของบรรดาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ บริษัทต่างๆ ลดลงโดยถ้วนหน้า


โดยจากการวิจัยข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านผลตอบแทน และเงินเดือน "สตีเฟน ฮอลล์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส" พบว่ามูลค่าหุ้นที่ซีอีโอถือครองในบริษัทของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกันขนาดใหญ่ 175 แห่ง ลดลงเฉลี่ย 49%


ในจำนวนนี้ พบว่ามูลค่าหุ้นในการถือครองของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอของบริษัทเบิร์กไชร์ แฮทอะเวย์ ลดลง 22% หรือคิดเป็นตัวเงินราว 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่นักการเงินมือหนึ่งของโลก ถืออยู่ในบริษัทนี้ ลดลงเหลือ 4.81 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ขณะที่มูลค่าหุ้นในมือของลาร์รี เอลลิสัน ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งบริษัทออราเคิล นับถึงขณะนี้ ลดลง 6.2 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 22% ส่งผลให้มูลค่าที่เขาถือครองในบริษัทนี้ลดลงเหลือ 2.01 หมื่นล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังมีสตีฟ บอลเมอร์ แห่งไมโครซอฟท์ เจฟฟ์ เบซอส ของค่ายอะเมซอนดอตคอม และรูเพิร์ต เมอร์ด็อก ที่มูลค่าหุ้นลดลง 5.1 พันล้านดอลลาร์ 3.6 พันล้านดอลลาร์ และ 4 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสตีเฟน ฮอลล์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส นำมาใช้คำนวณเป็นข้อมูลที่เก็บตั้งแต่ต้นปี 2551 จนถึง 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

สตีฟ ฮอลล์ ผู้ก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัทที่ปรึกษารายนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ทุกคนต้องการเห็นผู้บริหารระดับสูงได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ด้วย ซึ่งหากพิจารณาผลสรุปของการวิจัย ซีอีโอเหล่านั้นถือว่าได้รับผลกระทบแล้ว แต่ในที่สุดแล้วผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ของบริษัทก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน


โดยยกตัวอย่างกรณีบริษัททราซินดา ของเคิร์ก เคอร์คอเรียน มหาเศรษฐีพันล้านคนหนึ่งของสหรัฐ ซึ่งได้เข้าซื้อหุ้นฟอร์ด มอเตอร์ส ในช่วงต้นปี ที่ราคาเฉลี่ย 7.10 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็นจำนวน 141 ล้านหุ้น หรือ 6.49% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัทฟอร์ด กระทั่งค่ายรถยนต์รายนี้มีปัญหาด้านการเงิน อันเป็นผลมาจากยอดขายตกต่ำ และตลาดสินเชื่อตึงตัวมาก

 

ส่งผลให้ทราซินดาต้องประกาศขายหุ้นในมือบางส่วนออกมาถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก 7.3 ล้านหุ้น ที่ราคา 2.43 ดอลลาร์ต่อหุ้น และอีกครั้งที่ราคา 2.01 ดอลลาร์หุ้น เป็นจำนวน 26.4 ล้านหุ้น หรือเท่ากับ 25% ของหุ้นที่ทราซินดาถือในฟอร์ด


เช่นเดียวกับคาร์ล ไอคาห์น ซึ่งประสบปัญหาลักษณะเดียวกันจากการลงทุนถือหุ้นในยาฮู หลังจากซื้อหุ้นมา 69 ล้านหุ้น หรือเกือบ 5% ของหุ้นยาฮูทั้งหมด ซึ่งนับถึง 30 มิถุนายน มูลค่าหุ้นของยาฮูอยู่ที่ 20.60 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นของยาฮูก็ตกลง จนกระทั่งเหลือประมาณ 13 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นในมือไอคาห์นลดลงมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows