Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - คลังทุ่ม2.4หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.เชียร์เอกชนขยับตาม ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย
คลังทุ่ม2.4หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.เชียร์เอกชนขยับตาม ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
ศุกร์, 07 พฤศจิกายน 2008

คลังทุ่ม2.4หมื่นล้านขึ้นเงินเดือนขรก.เชียร์เอกชนขยับตาม ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย

 

รัฐบาลเอาใจขรก. รมว.คลังเผยเตรียมขึ้นเงินเดือนให้ 6% ใช้เงินจากงบกลาง 2.4หมื่นล้านหวังช่วยเหลือค่าครองชีพ กระตุ้นศก. คาดเสนอครม.18พ.ย. เชียร์ภาคเอกชนขยับตาม หวังช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เปิดเผยวันนี้(5พ.ย.)ว่า รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการทุกระดับ 6% เป็นวงเงิน 24,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน โดยใช้เงินจากงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติม 1 แสนล้าน คาดว่าจะเสนอ ครม.วันที่ 18 พ.ย.นี้ และหวังว่าภาคเอกชนจะมีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานตาม

 

อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าวคงต้องรอให้งบประมาณกลางปีผ่านสภาก่อน ซึ่งขึ้นอยู่ที่ว่าสภาจะอนุมัติเมื่อใด แต่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด

 

รมว.คลังกล่าวว่า การขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการทุกระดับอีกร้อยละ 6 เพื่อช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน เนื่องจากรัฐบาลดำเนินโครงการการลงทุนเมกะโปรเจกต์ล่าช้า ส่วนหนึ่งเพราะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเกรงจะทำผิดและถูกตรวจสอบ จึงไม่ยอมทำงาน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะทำให้ประเทศไม่เกิดการพัฒนา

 

นอกจากนี้ จะนำงบกลางปีดังกล่าวไปใช้ในการเพิ่มทุนให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงิน 2 พันล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคาร เนื่องจากได้รับข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ต้องการสินเชื่อสนับสนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอีวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท

 

วานนี้(4พ.ย.)ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณกลางปี 2552 อีก 1 แสนล้านบาท ตามการเสนอของสำนักงบประมาณ เพื่อนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบที่เกิดภาวะซบเซาทั่วโลก โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือเกษตรกรและคนยากจน ทั้งนี้ เม็ดเงินจะนำไปใช้เพื่อการจ้างงานเพราะจะกระจายงบฯได้รวดเร็ว และสามารถรักษาวินัยด้านการคลังของประเทศได้ นอกจากนี้ จะจัดทำแผนงานให้สอดคล้องกับ 6 มาตรการเร่งด่วนที่เป็นนโยบายรัฐบาล

 

สำหรับที่มาของงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท นายสุชาติกล่าวว่า จะใช้การกู้เงินภายในประเทศ ด้วยการออกพันธบัตรเพื่อขายแก่ประชาชน องค์กร หน่วยงาน และสถาบันการเงินที่สนใจ และต้องเป็นโครงการที่ใช้จ่ายซื้อของในประเทศในรูปเงินบาททั้งหมด จากนั้นจะประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ลดการกู้เงินในตลาดลง เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถดำเนินการได้ คาดว่าเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบในเดือนมีนาคม 2552 และจะสามารถใช้ได้หมดภายในเดือนพฤษภาคม 2552

 

นายสุชาติยังกล่าวถึงความกังวลของภาคเอกชนต่อนโยบายกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี ของ นายบารัค โอบามา ว่าที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ว่า เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยมากนัก เพราะนายโอบามา เกิดในเอเชีย น่าจะเข้าใจวัฒนธรรมและสภาพเศรษฐกิจของเอเชียเป็นอย่างดี ซึ่งน่าจะนำนโยบายที่เหมาะสมมาใช้มากกว่า โดยหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้วเสร็จ เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและโลก เนื่องจากรัฐบาลจะหันมาให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาการเงินในประเทศได้อย่างเต็มที่

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows