Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - ถึงคิวอุตฯอัญมณี-อิเล็กทรอนิคส์เซ่นวิกฤตสหรัฐปลดลูกจ้าง ปิดรง.!
ถึงคิวอุตฯอัญมณี-อิเล็กทรอนิคส์เซ่นวิกฤตสหรัฐปลดลูกจ้าง ปิดรง.! PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
อาทิตย์, 09 พฤศจิกายน 2008

ถึงคิวอุตฯอัญมณี-อิเล็กทรอนิคส์เซ่นวิกฤตสหรัฐปลดลูกจ้าง ปิดรง.!

 

อุตฯอัญมณีเครื่องประดับส่งสัญญาณปลดคนงาน ปิดกิจการ เจอวิกฤตสหรัฐถล่ม ออร์เดอร์หายวูบ ฟากนิคมอุตฯอยุธยาส่อเลิกจ้างแสนราย อิเล็กทรอนิคส์มากสุด

 

 

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ กลายเป็นอุตสาหกรรมแรกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินสหรัฐ เริ่มจากตลาดสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ในปี 2548 มีสัดส่วนส่งออกสูงถึง 30% แต่ล่าสุดสัดส่วนการส่งออกของไทยไปตลาดนี้กลับลดลงเหลือ 13.89% ประกอบกับภาวะผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทำให้วัตถุดิบ ทองคำแท่ง ขาดแคลน ทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเลิกจ้างคนงานจนกระทั่งปิดกิจการในที่สุด

 

นายธงศักดิ์ จินตการฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จันทบุรีพรีเชียสสโตน จำกัด กล่าวว่า ปัญหาความผันผวนของภาวะราคาทองในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นที่จะสั่งซื้อสินค้าเพราะเกรงว่าหากราคาทองปรับตัวลดลงไปอีก จะทำให้ขาดทุนได้ ประกอบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ทำให้กำลังซื้อลดลง แม้ว่าช่วงเดือนตุลาคมราคาทองคำอาจปรับตัวลดลงไปบ้าง แต่บริษัทเองก็ประสบปัญหาไม่สามารถหาซื้อทองคำแท่งได้ ส่งผลกระทบทำให้ยอดขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ปีนี้ มียอดขายปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน 10-20%

 

นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในตลาดสหรัฐ ทำให้ผู้ค้าอัญมณีเจอปัญหาถูกลูกค้าเบี้ยวการจ่ายเงินและยกเลิกคำสั่งซื้อในช่วงก่อนที่ทองคำมีราคาแพงไปจำนวนมาก ปัจจุบันแทบจะไม่มีออร์เดอร์มาจากตลาดสหรัฐเลย บริษัทพยายามปรับตัวโดยกระจายความเสี่ยง โดยหันไปขยายตลาดในยุโรป-ตะวันออกกลาง และเอเชียแทน

 

ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ธุรกิจเจียระไนพลอย เพชร และโรงงานผลิตเครื่องประดับ ของคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยได้ทยอยปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก ล่าสุดโรงงานประกอบการเจียระไนเพชรของนักลงทุนต่างชาติที่ตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ก็เพิ่งปิดกิจการไป เพราะไม่มีออร์เดอร์เข้ามาจากตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้าหลัก ส่วนโรงงานผลิตสินค้าอัญมณีของนักลงทุนต่างชาติที่ยังสามารถประคับประคองกิจการอยู่ได้ในขณะนี้ก็เพราะมีฐานเงินทุนที่เข้มแข็งและได้รับออร์เดอร์อย่างสม่ำเสมอจากลูกค้าขาประจำในต่างประเทศ จึงไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเหมือนกับนักลงทุนไทย

 

"ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินที่ลุกลามไปทั่วโลกครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยอย่างรุนแรงมากกว่าที่เกิดขึ้นในปี 2540 เห็นได้จากบริษัทผู้ส่งออกอัญมณีรายใหญ่ที่ปรากฏหน้าตาอยู่ในวงสังคมชั้นสูงของไทย ที่ผ่านมามีงานโชว์อัญมณีคอลเล็กชั่นใหม่ๆ แทบจะทุกเดือน ก็ทนแบกรับปัญหาขาดทุนไม่ไหว ถึงขั้นปลดคนงานไปแล้วไม่ต่ำกว่า 600 ราย ส่วนผู้ค้าอัญมณีที่เหลืออยู่ก็พยายามประคับประคองธุรกิจกันอย่างเต็มที่เพราะกำลังซื้อจากตลาดต่างประเทศได้ปรับตัวลดลงไปมาก จากเดิมที่เคยซื้อขายครั้งละ 4-5 ล้านบาท เหลือแค่ครั้งละ 400,000-500,000 บาทเท่านั้น ทำให้ผู้ค้าอัญมณีบางรายถึงโอดครวญว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้อาจฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีของไทยให้ถอยหลังไปเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

 

ขณะที่นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ.จี.เอส.จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การจำหน่ายพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมอัญมณีน้อยลงกว่าปี 2550 ถึง 50% โดยปีหน้าคงต้องชะลอแผนจะลงทุน 250 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่เป็นเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ free zone ในเฟส 2 ออกไปก่อน เนื่องจากเฟสแรกที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ยังจำหน่ายได้เพียง 30% 

 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรม พร้อมกับให้เสนอแนวทางแก้ไข โดยในส่วนของนิคมอัญธานี ได้เสนอให้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอัญธานีให้มากขึ้น ที่สำคัญคือไม่ควรให้สิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีโดยกำหนดวงเงินลงทุน

 

เดิมผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมอัญธานีจะได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดา 5 ปี และถ้ารายใดย้ายฐานการผลิตเข้ามาอยู่นิคมจะได้เพิ่มเป็น 8 ปี ซึ่งในส่วนของสิทธิประโยชน์นี้ทาง BOI ได้ระบุว่า จะต้องไม่เกินวงเงินลงทุนที่จะคิดจากมูลค่าการลงทุนในเครื่องจักรและอาคารเท่านั้น ส่วนเงินลงทุนด้านที่ดินและวัตถุดิบจะไม่คิด ซึ่งในความเป็นจริงการลงทุนเครื่องจักรและอาคารจะลงทุนไม่สูงมาก แต่ลงทุนมูลค่าสูงคือ "วัตถุดิบ" และเมื่อเทียบกับมูลค่าของสินค้าที่ขายออกไป ภาษีที่ได้รับการยกเว้นใช้ไปเพียง 2-3 ปี ก็ครอบคลุมวงเงินลงทุนแล้ว ยังไม่ถึงระยะเวลาที่ BOI ให้ 5 ปี หรือ 8 ปี

 

ด้านนายทศพล วังศิลาบัตร ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี  ได้ขอข้อมูลการปรับลดพนักงานโรงงานในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเบื้องต้นสภาอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา มีการสำรวจจากชมรมผู้บริหารงานบุคคลของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ทุกแห่งในแต่ละนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในจังหวัด รวมกว่า 1,700 โรงงาน และมีการจ้างงานรวมกว่า 300,000 คน โดยจากการเก็บข้อมูลพร้อมวิเคราะห์สรุปได้ว่า จะมีแรงงานในสถานประกอบการอุตสาหกรรมของจังหวัด อาจต้องตกงานหรือถูกเลิกจ้างประมาณ  30,000 คน หรือหากภาวการณ์หนักที่สุด อาจมีการปลอดคนงานมากถึง 100,000  คน โดยประเภทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อาจต้องปรับลดพนักงานมากที่สุด เนื่องจากยอดการสั่งซื้อจากต่างประเทศมีน้อยลงอย่างมาก ขณะที่นักธุรกิจในกิจการประเภทนี้ก็มองฐานการผลิตในประเทศอื่นที่มีความมั่นคงและน่าลงทุนมากกว่าประเทศไทย

 
 
 
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows