รัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศยาวไปจนถึงปี 2553 เพื่อเลี่ยงเสี่ยงเข้าสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังมีสัญญาณไม่ค่อยดีทั้งการส่งออกและสถานการเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว
รัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศยาวไปจนถึงปี 2553 เพื่อเลี่ยงเสี่ยงเข้าสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังมีสัญญาณไม่ค่อยดีทั้งการส่งออกและสถานการเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว
หลังจากหลายประเทศทยอยประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมารับมือวิกฤตการเงินที่ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจโลก ล่าสุดรัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึง 586 พันล้านดอลลาร์ (4 ล้านล้านหยวน) เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคในประเทศ และหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังจากเริ่มมีสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งการส่งออกที่ลดลง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง
วอลล์สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ถือเป็นการใช้จ่ายเงินมากที่สุดครั้งหนึ่งของจีน โดยคิดเป็น 16% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้ว และเกือบจะเท่ากับงบประมาณที่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีนใช้ในปี 2549 และใกล้เคียงกับงบประมาณประจำปีของจีนในปีนี้ที่อยู่ที่ 6 ล้านล้านหยวน
โดยแผนกระตุ้น 4 ล้านล้านหยวนนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไปจนถึงปี 2553 ซึ่งรวมถึงการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ การสร้างสาธารณูปโภค เกษตรกรรม สาธารณสุข งานสังคมสงเคราะห์ รวมถึงการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน
น่าสนใจว่า การขยับของจีนเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงมากสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลปักกิ่งต้องหาวิธีที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานและสร้างรายได้ผ่านมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ
โดยการขยายตัวไตรมาส 3 อยู่ที่ 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 12% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงในระดับที่รวดเร็วมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนเริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นชะลอตัวลง ส่งผลให้โรงงานในจีนต้องหันมาปรับลดจำนวนพนักงานเพื่อแก้ปัญหาต้นทุน และบริษัทอีกหลายแห่งต้องปิดตัวเองลง
บลูมเบิร์กระบุว่า ภาคการส่งออกของจีนอาจจะขยายตัวในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นมา เนื่องจากความต้องการที่ลดลงอย่างมากจากวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้น ประกอบกับการที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ยากลำบากมากขึ้น
โดยจากการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 17 รายของบลูมเบิร์ก พบว่าตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือนตุลาคมน่าจะเพิ่มขึ้น 18.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ลดลงจาก 21.5% ในเดือนกันยายน ขณะที่เศรษฐกิจจีนในปี 2552 เสี่ยงที่จะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 18 ปี เนื่องจากการชะลอตัวของภาคส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงมาตลอดหลายปี
ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคก่อสร้าง อาทิ เหล็ก ปูนซีเมนต์ รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ให้พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
ขณะที่ดัชนีชี้วัดการส่งออกที่จัดทำโดย CLSA เอเชีย-แปซิฟิก ในเดือนที่แล้วลดลงต่ำสุดนับจากปี 2547 โดยจำนวนคำสั่งซื้อจากสหรัฐในกว่างโจวระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนลดลง 20% จากปีก่อนหน้า ส่วนการจัดงานต่างๆ ลดลง 16%
"ซิง ซีเกียง" นักเศรษฐศาสตร์จากไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปิตอล มองว่า การส่งออกลดลงอย่างรวดเร็ว และคำสั่งซื้อน่าจะลดลงเนื่องจากความต้องการบริโภคในต่างประเทศที่ลดลง และนี่จะส่งผลให้มีการว่างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลจีนกังวลมากที่สุด
"หวัง กิง" นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกน สแตนเลย์ มองว่า หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มการเติบโตของจีนในปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 5-6% แต่เมื่อรัฐบาลประกาศแผนกระตุ้น ซึ่งรวมถึงการขยับก่อนหน้านี้ ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการยกเลิกการจำกัดวงเงินปล่อยกู้ของธนาคาร ก็น่าจะช่วยให้จีนขยายตัวในระดับ 8-9% ในปีหน้า
หากแผนกระตุ้นของจีนสามารถบรรเทาการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการลงทุนได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดแรงกระแทกจากการบริโภคสินค้าและวัตถุดิบในตลาดสหรัฐและชาติพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่ลดลง
โดยเฉพาะการลงทุนในการก่อสร้างสาธารณูปโภค ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกในภาคการผลิต ถือเป็นคาถากระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจีนใช้กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาตลอด โดยเม็ดเงินลงทุนด้านนี้มีสัดส่วน 4-6% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเฉลี่ย 10% ต่อปี
นักวิเคราะห์มองว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนครั้งนี้เป็นมาตรการรับมือที่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับที่เกิดวิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 2541 เนื่องจากทางการจีนไม่เพียงต้องรับมือกับวิกฤตการเงินจากภายนอกที่ส่งผลกระทบเข้ามา แต่ยังต้องตั้งรับกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย