Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - "จีน"เลี่ยงเสี่ยงศก.ถดถอย อัดฉีดเงิน4ล้านล้านหยวน คลอดแผนกระตุ้นศก.ครั้งใหญ่ ยาวถึงปี′53
"จีน"เลี่ยงเสี่ยงศก.ถดถอย อัดฉีดเงิน4ล้านล้านหยวน คลอดแผนกระตุ้นศก.ครั้งใหญ่ ยาวถึงปี′53 PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
อังคาร, 11 พฤศจิกายน 2008

"จีน"เลี่ยงเสี่ยงศก.ถดถอย อัดฉีดเงิน4ล้านล้านหยวน คลอดแผนกระตุ้นศก.ครั้งใหญ่ ยาวถึงปี′53

 

รัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศยาวไปจนถึงปี 2553 เพื่อเลี่ยงเสี่ยงเข้าสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังมีสัญญาณไม่ค่อยดีทั้งการส่งออกและสถานการเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

รัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศยาวไปจนถึงปี 2553 เพื่อเลี่ยงเสี่ยงเข้าสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังมีสัญญาณไม่ค่อยดีทั้งการส่งออกและสถานการเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

 

รัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านหยวน หวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศยาวไปจนถึงปี 2553 เพื่อเลี่ยงเสี่ยงเข้าสู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังมีสัญญาณไม่ค่อยดีทั้งการส่งออกและสถานการเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

 

หลังจากหลายประเทศทยอยประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมารับมือวิกฤตการเงินที่ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจโลก ล่าสุดรัฐบาลจีนตัดสินใจคลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึง 586 พันล้านดอลลาร์ (4 ล้านล้านหยวน) เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคในประเทศ และหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังจากเริ่มมีสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งการส่งออกที่ลดลง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง

 

วอลล์สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ถือเป็นการใช้จ่ายเงินมากที่สุดครั้งหนึ่งของจีน โดยคิดเป็น 16% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้ว และเกือบจะเท่ากับงบประมาณที่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีนใช้ในปี 2549 และใกล้เคียงกับงบประมาณประจำปีของจีนในปีนี้ที่อยู่ที่ 6 ล้านล้านหยวน

 

โดยแผนกระตุ้น 4 ล้านล้านหยวนนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไปจนถึงปี 2553 ซึ่งรวมถึงการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ การสร้างสาธารณูปโภค เกษตรกรรม สาธารณสุข งานสังคมสงเคราะห์ รวมถึงการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน

 

น่าสนใจว่า การขยับของจีนเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงมากสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลปักกิ่งต้องหาวิธีที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานและสร้างรายได้ผ่านมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ

 

โดยการขยายตัวไตรมาส 3 อยู่ที่ 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 12% ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงในระดับที่รวดเร็วมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนเริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นชะลอตัวลง ส่งผลให้โรงงานในจีนต้องหันมาปรับลดจำนวนพนักงานเพื่อแก้ปัญหาต้นทุน และบริษัทอีกหลายแห่งต้องปิดตัวเองลง

 

บลูมเบิร์กระบุว่า ภาคการส่งออกของจีนอาจจะขยายตัวในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นมา เนื่องจากความต้องการที่ลดลงอย่างมากจากวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้น ประกอบกับการที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ยากลำบากมากขึ้น

 

โดยจากการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 17 รายของบลูมเบิร์ก พบว่าตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือนตุลาคมน่าจะเพิ่มขึ้น 18.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ลดลงจาก 21.5% ในเดือนกันยายน ขณะที่เศรษฐกิจจีนในปี 2552 เสี่ยงที่จะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 18 ปี เนื่องจากการชะลอตัวของภาคส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงมาตลอดหลายปี

 

ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภคต่อสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคก่อสร้าง อาทิ เหล็ก ปูนซีเมนต์ รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ให้พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

 

ขณะที่ดัชนีชี้วัดการส่งออกที่จัดทำโดย CLSA เอเชีย-แปซิฟิก ในเดือนที่แล้วลดลงต่ำสุดนับจากปี 2547 โดยจำนวนคำสั่งซื้อจากสหรัฐในกว่างโจวระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนลดลง 20% จากปีก่อนหน้า ส่วนการจัดงานต่างๆ ลดลง 16%

 

"ซิง ซีเกียง" นักเศรษฐศาสตร์จากไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปิตอล มองว่า การส่งออกลดลงอย่างรวดเร็ว และคำสั่งซื้อน่าจะลดลงเนื่องจากความต้องการบริโภคในต่างประเทศที่ลดลง และนี่จะส่งผลให้มีการว่างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลจีนกังวลมากที่สุด

 

"หวัง กิง" นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกน สแตนเลย์ มองว่า หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มการเติบโตของจีนในปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 5-6% แต่เมื่อรัฐบาลประกาศแผนกระตุ้น ซึ่งรวมถึงการขยับก่อนหน้านี้ ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการยกเลิกการจำกัดวงเงินปล่อยกู้ของธนาคาร ก็น่าจะช่วยให้จีนขยายตัวในระดับ 8-9% ในปีหน้า

 

หากแผนกระตุ้นของจีนสามารถบรรเทาการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการลงทุนได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดแรงกระแทกจากการบริโภคสินค้าและวัตถุดิบในตลาดสหรัฐและชาติพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่ลดลง

โดยเฉพาะการลงทุนในการก่อสร้างสาธารณูปโภค ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกในภาคการผลิต ถือเป็นคาถากระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจีนใช้กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาตลอด โดยเม็ดเงินลงทุนด้านนี้มีสัดส่วน 4-6% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเฉลี่ย 10% ต่อปี

 

นักวิเคราะห์มองว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนครั้งนี้เป็นมาตรการรับมือที่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับที่เกิดวิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 2541 เนื่องจากทางการจีนไม่เพียงต้องรับมือกับวิกฤตการเงินจากภายนอกที่ส่งผลกระทบเข้ามา แต่ยังต้องตั้งรับกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows