นายศุภชัย วีรบวรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซอีก 6 บาท/กิโลกรัม ในภาพรวมของธุรกิจ สถานีบริการก๊าซ LPG ยังไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน ความต้องการจากผู้ใช้เดิมจะมีต่อเนื่อง แต่สำหรับความต้องการใช้ใหม่ หรือ demand ใหม่ อาจจะลดลงบ้าง จะส่งผลให้ผู้บริโภคที่เดิมทีจะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ก๊าซ LPG ต้องชะงักไป
โดยปัจจุบันราคาก๊าซ LPG สำหรับรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 11 บาท/ลิตร เมื่อปรับขึ้นไปอีก ก.ก.ละ 6 บาท จะเท่ากับประมาณ 3 บาท/ลิตร หรือขึ้นราคาไปแล้วจะอยู่ที่ 14-15 บาท/ลิตรเท่านั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันเบนซินที่อยู่ที่ 20 บาทกว่า/ลิตร "ยังถือว่าถูกกว่ามาก" หรือเมื่อมาเปรียบเทียบกับพลังงานทางเลือกอื่นๆ อย่างน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ แม้ว่าจะมีราคาที่ค่อนข้างถูก แต่เมื่อเปรียบเทียบอัตราสิ้นเปลืองแล้วจะ "มากกว่า" ก๊าซ LPG ฉะนั้นแม้ว่าจะมีการปรับราคาไปแล้ว ยังเชื่อมั่นว่าผู้ใช้เดิมจะยังคงใช้ต่อไป
การปรับขึ้นครั้งนี้มองว่าเหตุผลที่แท้จริงภาครัฐไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนก๊าซ LPG หรือเพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนตามราคาก๊าซตลาดโลกที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปรับราคาครั้งนี้เพื่อหารายได้เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปจ่ายคืนภาระนำเข้าก๊าซ LPG ให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ช่วงดือนเมษายน 2551 ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้นกว่า 7,422 ล้านบาท เพราะหากไม่ดำเนินการอะไรเลย หนี้ภาระดังกล่าวจะไม่สามารถสะสางได้ รวมถึงบริษัท ปตท.ต้องใช้เงินเพื่อลงทุนขยายสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ให้ครอบคลุมด้วย
"ความจริงถึงแม้ว่าจะปรับราคาก๊าซ LPG สูงสุดไปเลย ก็ยังถูกกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ ปัญหาที่จะตามมาจากนี้ไปก็คือ ก๊าซ LPG จากภาคครัวเรือนจะไหลไปสู่รถยนต์ หรือภาคการขนส่ง ตอนนี้ในตลาดทั่วไปเองเขาก็ผลิตเข้ามาใช้แล้ว รัฐจะตามแก้ปัญหาได้หรือไม่ สมมติรถยนต์ 6,000 คัน ใช้ LPG จากถังบ้านที่ถูกกว่าตั้ง 6 บาท ประหยัดไปได้ 6 ล้านบาท แต่รัฐมีกฎหมายกำหนดปรับคนทำผิดแค่ 100,000 บาท ถามว่ามันคุ้มหรือไม่ที่จะเสี่ยง ต้องคิดถึงปัญหานี้ด้วย" นายศุภชัยกล่าว
พร้อมกับยืนยันว่า บริษัทสยามแก๊สฯจะไม่ชะลอการลงทุนขยายสถานีบริการก๊าซ LPG แน่นอน โดยในปี 2552 นี้จะขยายสถานีบริการใหม่รวมทั้งสิ้น 20 แห่ง (ปัจจุบันมีสถานีบริการ 191 แห่ง) เฉพาะแค่ในช่วงไตรมาสแรกของปีจะเร่งขยายทันที 10 แห่ง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมกว่า 200 ล้านบาท
แหล่งข่าวอู่ติดตั้งก๊าซ LPG รายใหญ่ใน กทม. เปิดเผยว่า ภาวะปัจจุบันอู่ติดตั้งก๊าซได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาระยะหนึ่งแล้ว ยิ่งวันนี้รัฐบาลยังมีนโยบายจะปรับราคาก๊าซ LPG ขึ้นอีก ก.ก.ละ 6 บาท เชื่อว่าตลาดติดตั้งก๊าซ LPG ต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักแน่นอน
เดิมมูลค่าตลาดติดตั้งก๊าซในประเทศไทยนั้นประเมินกันว่า มากกว่า 10,000 ล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนี้คงไม่ถึงแน่ ก่อนหน้านี้มีปริมาณรถติดก๊าซเฉลี่ยวันละ 3,000 คัน แต่จากการตรวจสอบในปัจจุบัน พบว่ามียอดการติดตั้งลดลงเหลือหลักร้อยเท่านั้น
นายสุรชัย นิตติวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอนเนอร์จี รีฟอร์ม จำกัด ผู้นำเข้าอุปกรณ์และผู้ติดตั้ง LPG/NGV กล่าวว่า การปรับราคาก๊าซ LPG ครั้งนี้ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผลและน่าจะสร้างความสับสนต่อผู้บริโภค ซึ่งระยะยาวจะทำให้ผู้ประกอบเบรกการลงทุนต่างๆ เอาไว้ก่อน และเชื่อว่ากลยุทธ์ราคาจะถูกนำมาใช้มากขึ้น ส่วนอนาคตรถยนต์จะติดก๊าซ LPG น้อยลงหรือไม่นั้น "ผมมองว่า แน่นอน โดยเฉพาะแท็กซี่จะหันไปเลือกใช้ NGV มากขึ้น ยิ่งได้แรงสนับสนุนจากภาครัฐที่มีนโยบายจะผลักดันแบบนี้ด้วย"
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงนโยบายกระตุ้นให้แท็กซี่หันมาใช้ก๊าซ NGV ว่า แท็กซี่ใหม่จะรับเงินสนับสนุน 40,000 บาท และรถเก่า ปตท.จะรับซื้อชุดอุปกรณ์ LPG คืนในราคาชุดละ 3,000 บาท