Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - ปรับโมเดลธุรกิจรับยุคไฮเทค มือถือ = กระเป๋าสตางค์พร้อมจ่าย
ปรับโมเดลธุรกิจรับยุคไฮเทค มือถือ = กระเป๋าสตางค์พร้อมจ่าย PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
จันทร์, 17 พฤศจิกายน 2008

ปรับโมเดลธุรกิจรับยุคไฮเทค มือถือ = กระเป๋าสตางค์พร้อมจ่าย
ญี่ปุ่น ไม่เพียงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยี แต่ยังเป็นต้นกำเนิดไอเดียทางธุรกิจที่น่าสนใจมากมาย

ล่าสุด "ญี่ปุ่น" กำลังเป็นต้นแบบของโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า "wallet phone" หรือ "มือถือพร้อมจ่าย" ซึ่งจะกลายเป็นเทรนด์การจับจ่ายในอนาคตที่ไม่ต้องพึ่งพากระเป๋าสตางค์อีกต่อไป

รอยเตอร์สหยิบยกกรณีของ "ซาโตชิ ทาดะ" พนักงานชาวญี่ปุ่นวัย 25 ปี ที่จับจ่ายใช้สอยผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ โดยเขาบอกว่า เขาใช้จ่ายผ่านมือถือแทบทุกวัน เพราะมันใช้แทนเงินสดได้โดยไม่ต้องไปเสียเวลาหาตู้เอทีเอ็ม และสามารถสะสมแต้มได้เหมือนกับบัตรเครดิต

ขณะที่ร้านอาหารหลายแห่งแจกคูปองและของที่ระลึกฟรีให้แก่ลูกค้าที่ใช้มือถือเพื่อชำระเงิน

แนวโน้มการใช้ประโยชน์จาก "มือถือ" ให้เป็นมากกว่าอุปกรณ์สำหรับพูดคุย ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งหันมาทดลองใช้มือถือเพื่อการชำระเงินกันอย่างจริงจัง

แต่สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งประชากรกว่า 50 ล้านคน หรือราวครึ่งหนึ่งของผู้ใช้มือถือทั้งหมด ใช้โทรศัพท์มือถือในการจับจ่ายแทนการพกพากระเป๋าสตางค์ ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นต้นแบบของ wallet phone ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจอีกมหาศาล ขณะที่จำนวนผู้ใช้มือถือทั่วโลกจะแตะระดับ 700 ล้านคนภายในปี 2556

"ฮิโรโนบุ ซาวาเกะ" นักวิเคราะห์ของ เจพี มอร์แกน ซิเคียวริตี้ส์ กล่าวว่า เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า บางแอปพลิเคชั่นในมือถือก็ช่วยให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น และทำให้โทรศัพท์มือถือได้รับความนิยมไปทั่วโลก ผู้คนต่างพกมือถือติดตัว และพวกเขาก็อาจจะใช้ประโยชน์ด้านบริการทางการเงิน

ความสำเร็จของมือถือสะท้อนว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้มือถือมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน และกำลังเข้ามาแทนที่บัตรเครดิต เงินสด การชำระค่า เดินทาง ตั๋วหนัง รวมทั้งเป็นกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ไขเข้าบ้านและออฟฟิศ

แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมา เพื่อจะลบเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทผู้ให้บริการมือถือ เพื่อให้มือถือเป็นอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่าเครื่องมือสื่อสาร

และญี่ปุ่นก็กำลังเล่นบทผู้นำในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธุรกิจในยุคไฮเทค ดังจะเห็นได้จากการที่ "เคดีดีไอ" ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของญี่ปุ่นที่เพิ่ง จับมือกับกลุ่มการเงินระดับบิ๊ก "มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป" ส่วน "เอ็นทีที โดโคโม" ผู้ให้บริการไร้สายรายใหญ่ก็เพิ่งเปิดให้บริการบัตรเครดิต และจับมือกับแบงก์เบอร์ 3 ของญี่ปุ่น "ซูมิโตโม มิตซุย ไฟแนนเชียล กรุ๊ป" เพื่อพัฒนาบริการใหม่ๆ หลังจากเอ็นทีที โดโคโม นำร่องเปิดให้บริการ wallet phone มาตั้งแต่ปี 2547

"เกอร์ฮาร์ด โรเมน" ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ หุ้นส่วนธุรกิจของโนเกีย มองว่า เมื่อก่อนนี้ อุตสาหกรรมการเงินจับมือกับบริษัทโทรคมนาคมเพื่อจะอิงกระแสไร้สาย แต่ตอนนี้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้ด้วย

เมื่อเดือนที่แล้ว "มาสเตอร์การ์ด" บริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่เปิดเผยว่า กำลังเจรจากับธนาคารบางแห่งเพื่อเตรียมให้บริการ "มือถือพร้อมจ่าย" โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจระหว่างผู้ให้บริการ มือถือกับผู้ให้บริการชำระเงินเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำในเรื่องการใช้จ่ายผ่านมือถือ แต่ก็มีเพียง 1 ใน 3 ของผู้ที่ใช้บริการ wallet phone ในการซื้อสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีอายุ 20 ไปจนถึง 30 กว่าปี

ขณะที่ผลวิจัยระบุว่า คนกลุ่มนี้ใช้จ่ายผ่านมือถือบ่อยครั้งและใช้ซ้ำๆ ซึ่งเป็นช่องทางให้บริษัททราบถึงข้อมูลของลูกค้าและพฤติกรรมการจับจ่ายของพวกเขา

"โรเมน" บอกว่า สำหรับคนหนุ่มสาว มือถือสำคัญยิ่งกว่าบัตรเครดิตเสียอีก

บริษัทหลายแห่งจึงเอาจริงกับเทรนด์นี้ อาทิ "แมคโดนัลด์" และ "เซเว่นอีเลฟเว่น" ที่ทดลองใช้คูปองส่วนลดผ่านมือถือ ส่วน "เฟลิกา เน็ตเวิร์กส" บริษัทร่วมทุนระหว่าง "โซนี่" และ "โดโคโม" เพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์มมือถือเพื่อนำเสนอบริการใหม่ๆ

"วีซ่า" พัฒนาแอปพลิเคชั่นจ่ายเงินผ่านมือถือโดยใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ของกูเกิล เช่นเดียวกับ O2 ผู้ให้บริการ มือถือในอังกฤษที่ทดลอง wallet phone
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows