Performancing Metrics

WiseKnow : Marketing Knowledge Provider - "เงินฝืด" บูมเทรนด์ "แลกเปลี่ยนสินค้า" ทางออกผู้บริโภคยุค ศก.ขาลง
"เงินฝืด" บูมเทรนด์ "แลกเปลี่ยนสินค้า" ทางออกผู้บริโภคยุค ศก.ขาลง PDF พิมพ์ อีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
ศุกร์, 21 พฤศจิกายน 2008

"เงินฝืด" บูมเทรนด์ "แลกเปลี่ยนสินค้า" ทางออกผู้บริโภคยุค ศก.ขาลง
เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาลง ทำให้ผู้บริโภคหันมารัดเข็มขัดกันถ้วนหน้แต่ในอีกมุมหนึ่ง ภาวะการจับจ่ายที่ฝืดเคืองดังกล่าวกลับสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต นั่นคือการแลกเปลี่ยนสินค้า (barter) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการซื้อขายสินค้าในสมัยก่อน โดย ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน

"ลอสแองเจลิสไทม์ส" หยิบยกกรณีของ "วาเลอรี วิตล็อก" นักแสดงและนักเขียนของ "สตูดิโอ ซิตี้" ที่ซื้อสินค้าผ่าน 2 รูปแบบ ทั้งการใช้เงินซื้อสินค้า และการแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนอื่นๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด

เธอเริ่มแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนอื่นๆ ตั้งแต่งานของเธอเริ่มฝืดเคือง แต่ตอนนี้เว็บไซต์แลกเปลี่ยนสินค้าอย่าง Craigslist และในเครือข่ายชุมชนอย่าง MySpace กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ ทำให้ตอนนี้สินค้าของ "วิตล็อก" ที่มีคนสนใจมากๆ ได้แก่ คอร์สรักษาสิวแบบลอกผิวหนังเก่าออกทีละน้อย (microdermabrasion) คอมพิวเตอร์ iBook หน่วยความจำขนาด 4G และกางเกงยีน "มาร์ก จาคอบส์" ที่ใช้แล้ว

วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้คนใช้เงินสดน้อยลง ขณะที่การปล่อยสินเชื่อก็ยากขึ้น ทำให้ผู้คนหันกลับไปใช้วิธีดั้งเดิม คือการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ตระหนักถึงราคาค่อนข้างมาก การแลกเปลี่ยนสินค้าจึงเป็นวิธีที่สร้างสรรค์สำหรับคนกลุ่มนี้ที่ต้องการใช้เงินอย่างคุ้มค่า

บางคนขนหนังสือแผ่นดีวีดี วิดีโอเกม และสิ่งของที่ไม่ค่อยได้ใช้ มาแลกกับสิ่งของที่จำเป็น หรือของขวัญ ขณะที่ บางคนก็แลกเปลี่ยนแรงงานแทนตัวสินค้า เช่น บริการทาสีบ้าน แลกกับการทำเว็บไซต์ หรือสอนเล่นกีตาร์ เป็นต้น

น่าสนใจว่าทุกๆ ครั้งที่เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนสินค้าก็มักกลายเป็นทางเลือก แต่โลกอินเทอร์เน็ตทำให้การแลกเปลี่ยนสินค้าบูมขึ้นมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ผู้คนยังมีข้อจำกัดในด้านภูมิศาสตร์ ไม่สามารถติดต่อสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ได้ทั่วทุกมุมโลกเหมือนทุกวันนี้

ขณะที่เมื่อมีการซื้อขายสินค้าผ่านสื่อกลาง "เงิน" ก็ทำให้การแลกเปลี่ยนไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะต้องเสียเวลามากขึ้น และต้องต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ซึ่งบางครั้งอาจต้องผ่านคนกลาง และไม่ได้เป็นไปด้วยความราบรื่น

อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์ได้ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก โดยพบว่าจำนวนเว็บไซต์ประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ TradeaFavor.com และ JoeBarter.com ที่จับกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับราคาสินค้า ส่วนเว็บไซต์พิเศษอย่าง PaperBackSwap.com และ Peerflix.com ได้รับความนิยมมากเช่นกัน

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีสินค้าราว 148,097 รายการที่ขึ้นลิสต์สำหรับแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์ Craigslist เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีสินค้ารอแลกเปลี่ยนราว 83,554 รายการ ขณะที่บริการแลกเปลี่ยนของ Craigslist ในลอสแองเจลิส เพิ่มขึ้น 72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

"เจสสิก้า ฮาร์ดวิค" ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ SwapThing.com เริ่มไอเดียนี้เมื่อราคาน้ำมันและสินค้าแพงขึ้นมาก โดยเธอ ตัดสินใจแลกบ้านกับอีกครอบครัวหนึ่งที่ห่างกัน ชั่วขับรถ 2-3 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดโดยไม่ต้องเสียค่าที่พัก ขณะที่เด็กๆ แลกเปลี่ยนเกมเพลย์สเตชั่น อุปกรณ์สกี และจักรยาน

จากนั้นฮาร์ดวิคแปรไอเดียมาอยู่บนเว็บไซต์ โดยปัจจุบันมีสมาชิกของเว็บ SwapThing.com อยู่ราว 162,000 ราย

"ตราบเท่าที่เศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้ ผู้คนก็มองหาทางเลือกที่จะได้สิ่งของที่ตัวเองต้องการ และพวกเขาก็หันมาหา อินเทอร์เน็ต" ฮาร์ดวิคกล่าว

ขณะที่ "เอริน ฮักกินส์" ครูสอนการออกกำลังกายแบบพิลาเต้ (Pilates) ก็กำลังสร้างธุรกิจใหม่ โดยหันมาเปิด สตูดิโอบนเว็บไซต์ ErinHuggins.com ที่ให้ลูกค้าดาวน์โหลดวิดีโอสอนพิลาเต้ไปฝึกเองที่บ้าน นอกจากนี้เธอยังประหยัดไปได้ 500 ดอลลาร์ต่อเดือน เมื่อแลกบริการสอน พิลาเต้กับเพื่อนที่เป็นหมอนวด รวมถึงสอนพิลาเต้ฟรี 1 ชั่วโมง มูลค่า 150 ดอลลาร์ ให้แก่คนที่ยอมทำความสะอาดบ้านให้เธอ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ด้วย

ฮักกินส์กล่าวว่า ฉันไม่คิดว่าผู้คนจะรู้ถึงพลังของการแลกเปลี่ยน เพราะบางครั้งไม่รู้มูลค่าของสิ่งที่ทำอยู่ เพราะมัวแต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เงิน

นอกจากการแลกเปลี่ยนจะทำให้ได้สิ่งของหรือบริการที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้เงินแล้ว ยังทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารอย่างที่เงินไม่สามารถทำได้อีกด้วย

"เฮเลน โรเบิร์ตส" อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ระบุว่า ผู้คนหันมาแลกเปลี่ยนและใช้วิธีอื่นที่ช่วยประหยัด เพราะความมั่นใจต่อเศรษฐกิจลดลง แต่ผู้คนจะกลับไปใช้เงินในการซื้อสินค้าอีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

WiseKnow News Delivery

 

ฟรี บริการใหม่!! WiseKnow News Delivery

ส่งข่าวตรงถึง Inbox ของคุณทุกวัน

เพียงลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิก คลิกที่นี่

 

WiseKnow Search Engine

Login

Advanced Syndicate

Workflows