ชัดเจนมากขึ้นทุกทีสำหรับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ "สภาพัฒน์" ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/51 ขยายตัว 4.0% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรก 6.0% และไตรมาส 2 ที่ 5.3% ทำให้ต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จาก 5.2-5.7% เหลือ 4.5%
นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการ สศช. ให้เหตุผลการปรับลดว่า เนื่องจากเห็นสัญญาณการชะลอตัวของ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การชะลอตัวที่ชัดเจนของภาคอุตสาหกรรมที่ไตรมาส 3 ขยายตัวแค่ 6.1% จากไตรมาสแรกขยายตัว 9.5% และ 7.7% ในไตรมาส 2 การขยายตัวภาคการก่อสร้างที่ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส ที่ -3.4% และ -4.5% ในไตรมาส 2 และ 3 การขยายตัวของภาคการโรงแรมที่เติบโตเหลือเพียง 0.2% จากไตรมาสก่อน 5.9% และภาคการลงทุนเอกชนที่เติบโตเพียง 0.6% จาก 5.4% ในไตรมาส 2 ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัวติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส ที่ -5.2% และ -5.5% ในไตรมาส 2 และ 3
อย่างไรก็ตาม มีเฉพาะภาคเกษตรเท่านั้นที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 9.9% จาก 3.1% และ 8.6% ใน 2 ไตรมาสแรกตามลำดับ
"อยากย้ำว่าตัวเลขการขยายตัวไตรมาส 3 นี้ ไม่สำคัญเท่ากับการปรับประมาณการตัวเลขทั้งปี 2551 และแนวโน้มปี 2552 ซึ่งภายใต้สมมติฐานที่ว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศคลี่คลายและรัฐบาลสามารถบริหารราชการได้เป็นปกติ สภาพัฒน์ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีปีหน้า จาก 4-5% เหลือ 3-4% ซึ่งเป็นการปรับลดค่อนข้างสูง คือ 1% จากปกติลดคราวละ 0.50%" นายอำพนกล่าว
สภาพัฒน์ให้เหตุผลต่อการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2552 ว่า เป็นการลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.0% เทียบกับปีนี้ที่โต 3.7% ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยเติบโตโดยรวมเพียง 7% ซึ่งคิดเป็นการขยายตัวเชิงปริมาณเพียง 4% ขณะการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัว 10% คิดเป็นการขยายตัวเชิงปริมาณ 5% ส่วนการขยายตัวด้านราคาคาดว่าจะขยับขึ้นไม่มาก เช่น ราคาน้ำมันดูไบน่าเคลื่อนไหวระหว่าง 55-65 ดอลลาร์/บาร์เรล
ภายใต้สมมติฐานที่ว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารราชการได้เป็นปกตินี้ สภาพัฒน์มีข้อเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งให้มีความชัดเจนในการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในโครงการที่อนุมัติไปแล้ว, เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงเทศกาลสำคัญที่กำลังจะมาถึง เพื่อหนุนเอสเอ็มอีที่พึ่งพิงการท่องเที่ยว, ดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตร เพื่อพยุงกำลังซื้อของเกษตรกร, ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
"หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ คือ การลงทุนและการบริโภค ถ้าการเมืองไม่สงบ การลงทุนก็คงติดลบเหมือนที่เคยเกิดขึ้นปี 2544 แต่การลงทุนปีหน้าจะมีปัจจัยลบเข้ามาอีกจากด้านตลาดเงินและตลาดทุนทำให้ระดมเงินลำบากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ภาคธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น"
การว่างงานเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมาก ซึ่งนายอำพนกล่าวว่าการว่างงานจะไม่สูงเท่าปี 2541 ที่จีดีพีหดตัว -10.5% การว่างงาน 4.4% ของจีดีพี หรือราว 1.5 ล้านคน ดังนั้นภายใต้การคาดการณ์ว่าจีดีพีโต 3-4% ในปี 2552 การว่างงานไม่น่าเกิน 1 ล้านคน โดยสภาพัฒน์ประมาณการการว่างงานไว้ที่ 1.5 -2.5% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการดำเนินนโยบายการเงินว่า นโยบายการเงินไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจกลับมาพลิกฟื้นได้ทันที ที่ผ่านมา ธปท.ถึงไม่ได้ลดดอกเบี้ยเร็วอย่างที่ตลาดคาดการณ์ เพราะต้องพิจารณาถึงเหตุผลที่เพียงพอ สำหรับการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ธปท.ก็เห็นด้วย แต่การพิจารณาปล่อยหรือไม่ปล่อยเป็นเรื่องของธนาคารพาณิชย์ที่กลัวภาวะหนี้เสียมากกว่า ธปท.คงไปสั่งให้ปล่อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละธนาคาร
ขณะที่ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า หากประเมินผลความเสียหายทางเศรษฐกิจของโลกที่จะส่งต่อมายังไทยแล้ว ประเด็นหลักอยู่ที่มูลค่าความมั่งคั่งทั่วโลกหดหายไปจากตลาดเงินตลาดทุน ดังนั้นย่อมกระทบการบริโภคและการลงทุนที่จะหายไปด้วย ทำให้การจะพึ่งส่งออกคงเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ชั่วคราว จาก 7% เป็น 4% และปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% พร้อมกระตุ้นธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี