|
ปัญหาน้ำมันแพง สิ่งแวดล้อมเลว มะกาย้อนยุค หันมาใช้รถไฟด่วน |
|
|
|
|
เสาร์, 29 พฤศจิกายน 2008 |
ย้อนหลังไป 6-7 เดือนก่อน หรือต้นๆ ปี 2008 ถ้าไม่ลืมหรือลืมไม่ลงว่าน้ำมันดิบนั้นขี้นราคาทุกสัปดาห์ ทุกเดือน จำไม่ผิดราคาแพงที่สุดก็คือบาร์เรลละ 148 เหรียญ ผมและมะกันที่ต้องใช้รถยนต์เพื่อไปไหน ไปเที่ยว ไปทำงาน ต่างทอดอาลัยตายอยากเพราะกลัวว่าน้ำมันอาจแพงถึงบาร์เรลละ 195 เหรียญ
ไม่แค่ 195 เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้น เราคิดกันไกลไปถึงว่าจีนและอินเดียจะใช้รถเพิ่มกันมากขึ้น เพราะสองประเทศนี้เริ่มมีคนมีเงินมากขึ้น การจ่ายเงินเพื่อซื้อรถยนต์มาใช้ก็จะเพิ่มมากขึ้น น้ำมันก็ต้องดูดขึ้นมาใช้เพิ่มขึ้นๆ แล้วราคาน้ำมันก็ต้องดีดตัวตามขึ้นไป
คาดหรือประมาณกันว่า จากการใช้น้ำมันของคนทั้งโลกจะเป็นการใช้น้ำมันของคนจีนและอินเดียเสียครึ่งหนึ่ง ที่ว่าหรือ คาดกันดังนี้ก็เพราะคนจีนและอินเดียนั้นมีพลเมืองรวมกันประมาณ 2,500 ล้านคนเกือบครึ่งโลก โดยประมาณว่ามนุษย์ในโลกนี้มี 6,000-6,500 ล้านคน
ผมคิดว่าถึงคนจะใช้น้ำมันกันทั่วโลกก็ใช้กันไป ตราบใดที่โลกยังเป็นโลกแบบนี้น้ำมันก็ย่อมต้องมีขึ้นตามธรรมชาติ น้ำมันไม่มีทางหมดจากโลกนี้ไปได้ จะดูดจะขุดน้อยมากเท่าไรก็ไม่มีทางที่น้ำมันจะหมดหรือเหือดแห้งจากโลกนี้
สิ่งที่จะทำให้น้ำมันหมดความหมายก็คือ คนเลิกใช้น้ำมัน (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) หรือใช้น้ำมันน้อยลง (น่าจะเป็นไปได้) การใช้น้ำมันให้น้อยลงต้องมีเหตุมีผล เหตุผลสำคัญก็คือราคาน้ำมันแพงหนึ่ง น้ำมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นต้นเหตุทำให้มนุษย์เจ็บป่วยเพราะกลิ่นเผาไหม้เครื่องยนต์ ถ้าใช้น้ำมันกันทั่วโลก สิ่งแวดล้อมเลวก็นำความตายมาสู่มนุษย์ ฉะนั้นต้องเลิกใช้หรือใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด จะ...จะได้ตายช้าไง
มะกันนั้นเริ่มคิดเลิกใช้น้ำมันมานาน เป็นร้อยปีแล้ว คือคิดเมื่อปี 1869 หรือเมื่อ 140 ปีก่อน ก็คิดนะ ก็แค่คิดแล้วก็คิดไปเรื่อยๆ แต่คนที่ไม่คิดเลิกใช้มีเยอะ มีมากกว่า นอกจากไม่คิดเลิกแล้วยังหา ทางใช้หรือหาประโยชน์จากน้ำมัน มากขึ้น
คนที่คิดห่วงเรื่องน้ำมันเมื่อร้อยกว่าปีนั้นเวลานี้ก็ตายไปหมดแล้ว คนรุ่นใหม่คิดถึงปัญหานี้หรือไม่ ก็มีคิดบ้างไม่คิดบ้าง ส่วนมากก็ไม่คิดหรอกเพราะทำมาหากินกันแต่ละวันก็แทบตายแล้ว จะไปคิดห่วง เรื่องน้ำมันทำไม ไม่มีก็ไม่ใช้ (จริง) หรือไม่ก็คิดว่าน้ำมันจะหมดไปก็ต้องมีลางบอกให้รู้ ถึงเวลานั้นค่อยคิดกันก็ได้ เราเป็นมนุษย์ เป็นที่รู้กันว่าเป็นหรือคล้ายสัตว์ประเสริฐ แล้วจะหาเรื่องคิดอะไรตื้นๆ ไปก่อนทำไม
เพราะเขาคาดว่าน้ำมันในที่สุดก็จะหมด เขาจึงหาทางที่จะใช้น้ำมันที่กลั่นจาก พืชแทน แล้วก็มีปัญหาว่าใช้น้ำมันที่กลั่นจากพืชกันเยอะแบบนี้คงไม่ถูกแน่ เพราะทำให้พืชผักมีราคาแพงขึ้น และจะแพงกว่าน้ำมัน ส่วนรถยนต์ เครื่องบินก็ใจเย็นใช้มันทั้งน้ำมันและน้ำมัน ที่กลั่นจากพืช
เมื่อประมาณปี 1983 แคลิฟอร์เนีย เริ่มหันมาพิจารณาโครงการสร้างรถไฟด่วน หรือ Bullet Trains ขึ้นมาอีก (หลังจากโครงการนี้ตายซากแล้วหลายสิบปี) โดยมีจุดหมายอยู่ที่สิ่งแวดล้อม (จากน้ำมัน) เลว และราคาน้ำมันแพง จะแก้สิ่งเหล่านี้ได้ต้องใช้น้ำมันน้อยลงด้วยการลดการใช้รถยนต์และเครื่องบินระหว่างในเมือง (รัศมี 50-95 ไมล์) นอกเมือง (รัศมี 100-900 ไมล์) ตามด้วยระหว่างรัฐต่อรัฐ โครงการแรกที่จะทำก็คือ รถไฟด่วนระหว่างแอลเอ. (อนาไฮม์) -ซานฟรานซิสโก (ระยะทางประมาณ 450 ไมล์) ตามด้วยโครงการที่ 2 ต่อจากซานฟรานซิสโกขึ้นไปจนถึงเมืองหลวงของรัฐ (สคราเมนโต) ทางใต้ก็ยืดลงไปถึงเมืองซานดิอาโก รวมระยะทางประมาณ 800 ไมล์
โครงการแรกมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การออกแบบ การสำรวจพื้นที่ เช่น มีป่าเขาตรงไหน ลึกกว้างเท่าไร การโฆษณา การติดต่อขอความร่วมมือ ขออนุญาตจากประชาชน หรือที่เรียกว่า public hearing การขออนุมัติใช้เงินงวดแรกเท่าไร ต่อเติมโครงการที่ 2 อีกเท่าไร ทุกโครงการประชาชนจะต้องรู้และอนุมัติด้วยการโหวตเมื่อมีการเลือกตั้ง (การเลือกตั้งเมื่อ 4 พ.ย.2008 ปรากฏว่าชาวแคลิฟอร์เนียโอเค.ยอมให้สร้าง)
โครงการแรก เริ่มต้นด้วยการขายพันธบัตร 9.95 พันล้านเหรียญ ครบทั้งโครงการจะเป็นเงินประมาณ 45 พันล้านเหรียญ การก่อสร้างจะเริ่มปี 2011-2020 รถไฟด่วน (หรือรถด่วนกระสุนปืน) จะวิ่งเร็วประมาณ 220 ไมล์ต่อชั่วโมง หลังจากเปิดการเดินรถ เมี่อมีรายได้และกำไรแล้วจะเริ่มสร้างโครงการที่ 2 ต่อไป (ผู้บริหารเชื่อว่าโครงการแรกจะมีผลกำไรปีละประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ตัวอย่างเช่น จากซานฟรานซิสโก-แอลเอ. ค่าโดยสารคนละ 55 เหรียญ ใช้เวลาวิ่ง 2.5 ชั่วโมง พลเมืองแคลิฟอร์เนียจะมี 50 ล้านคนในปี 2030)
ดูง่ายจริงนะครับ แต่จะง่ายหรือยาก จะกำไรหรือขาดทุนนั่นเป็นเรื่องกาลข้างหน้า เวลานี้เมื่อเสียงข้างมากโอเค.ให้สร้าง ฝ่ายคัดค้านก็มี เขาคัดค้านว่าค่าก่อสร้างที่ยกมานั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ น่าจะมากกว่านี้เป็น 2 เท่า และความเร็วของรถไฟไม่น่าจะถึง 220 ไมล์ต่อชั่วโมง และที่โม้ว่าจากแอลเอ.-ซานฟรานซิสโกใช้เวลาวิ่ง 2.5 ชั่วโมงก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อีก น่าจะเป็น 3.5 ชั่วโมงมากกว่า ถ้าเป็น 3.5 ชั่วโมง คนก็น่าจะหันมาใช้เครื่องบินมากกว่า
การก่อสร้างทั้ง 2 โครงการจะต้องจ้างแรงงานรวมกันประมาณ 160,000 คน เมื่อเสร็จสิ้นทั้ง 2 โครงการจะมีการว่าจ้างแรงงานไม่น้อยกว่า 400,000 คน
ผลดีอีกข้อก็คือ เมื่อโครงการนี้เปิดใช้บริการจะทำให้แคลิฟอร์เนียประหยัดน้ำมันได้ปีละ 12 ล้านบาร์เรล ลดมลพิษจากการเผาไหม้น้ำมันได้อย่างมหาศาล มองแล้วสบายตาและน่าจะสบายใจเพราะสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศสดใส ถ้าแคลิฟอร์เนียทำได้ผลแค่นี้ ถ้ารัฐที่อยู่ใกล้เคียงทำได้เท่าแคลิฟอร์เนีย แล้วถ้าทั้งมะกาสามารถทำได้ทุกรัฐ ปีหนึ่งๆ จะประหยัดค่าซื้อน้ำมันจากโอเปกได้กี่ร้อยล้านบาร์เรล
มะกาสนับสนุนโครงการเหล่านี้เพราะจะทำให้คนหันมาใช้รถไฟไฮสปีดอย่างเดียว การเดินทางใกล้หรือไกลในประเทศไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน เพราะราคาถูกกว่าหลายเท่า ไม่ต้องขับรถยนต์หรือไม่ต้องจ้างคนขับรถ ไม่ต้องเสียเงินค่าน้ำมัน (ถ้าจะขับไปเอง) หรือจะเรียกว่าเป็นโครงการ "เศรษฐกิจพอเพียง" ก็ไม่ผิด ในญี่ปุ่นในยุโรปหลายประเทศเขามีบูลเลตเทรนกันนานแล้ว เพราะน้ำมันในยุโรปราคาแพงที่สุด เขาใช้บริการนี้อาทิตย์ละ 5 วัน คือใช้กันในวันทำงาน และจะใช้รถยนต์พาครอบครัวไปเที่ยวในวันเสาร์และอาทิตย์แต่ก็ไม่มากนัก ส่วนมากจะใช้รถไฟด่วนมากกว่า เพราะถึงเหมือนกัน สบายเหมือนกัน และราคาถูก
เวลานี้ค่าเดินทางโดยเครื่องบิน ไม่ว่าใกล้หรือไกลถือว่าแพง เราคิดว่าราคาน้ำมันบาร์เรลละ 60 เหรียญจะทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินจะดีขึ้นหรือถูกกว่าเมื่อเทียบกับ 5-6 เดือนก่อน การเดินทางโดยรถไฟแบบบูลเลตเทรนสะดวก ปลอดภัยกว่าและราคาไม่แพง ผมคาดว่าเมืองไทยน่าจะมีบูลเลตเทรนไม่นานเกินรอ
คอลัมน์ เล่าข้ามโลก นิมิตร วัฒนาวารินทร์ |