|
วิกฤตศก.หนุนโฆษณาออนไลน์โต "ต้นทุนต่ำ-เข้าถึงลูกค้า"ธุรกิจขานรับควักงบฯเพิ่ม |
|
|
|
|
จันทร์, 01 ธันวาคม 2008 |
จับตาวิกฤตเศรษฐกิจดัน "โฆษณาออนไลน์" พุ่ง ขาใหญ่ชี้แนวโน้มปีหน้าองค์กรธุรกิจลดต้นทุนตัดงบฯการตลาด ปรับแผนโยกงบฯมาลงสื่อออนไลน์มากขึ้นเพราะต้นทุนต่ำ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและวัดผลได้ เผยกลุ่มธุรกิจไอทีสื่อสาร รถยนต์ ท่องเที่ยวมาแรง "อินเทล" ประกาศปีหน้าเพิ่มน้ำหนักโฆษณาออนไลน์ 30% ด้าน "โซนี่ไทย" ปูพรมสื่อออนไลน์ทุกผลิตภัณฑ์ พร้อมตั้งทีมทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งโดยเฉพาะ
นายกษมาซ นีรปัทมะ รองประธานอาวุโส ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท สนุกออนไลน์ จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มของการโฆษณาออนไลน์ในช่วงปลายปีว่า บริษัทส่วนใหญ่หากมีงบฯการตลาดเหลืออยู่จะมองสื่อออนไลน์เป็นอีกทางเลือก นอกจากสื่อแมส ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจากผลพวงของวิกฤตต่างๆ ทำให้หลายองค์กรอาจจะมีการปรับลดงบประมาณลงโดยเฉพาะงบฯการตลาดซึ่งจะเป็นส่วนแรกๆ ที่ถูกตัดส่งผลให้บริษัทมีงบฯจำกัดและหันมามองสื่อออนไลน์มากขึ้น เพราะเป็นสื่อที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสามารถวัดผลได้มากกว่า โดยปัจจุบันบริษัทมีผู้เซ็นสัญญาลงโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 50 รายต่อเดือน จากปีที่ผ่านมาประมาณ 36 รายต่อเดือน
โดยเริ่มเห็นสินค้ากลุ่มคอนซูเมอร์มาลงโฆษณาออนไลน์มากขึ้น จากเดิมจะลงโฆษณาทางทีวีเป็นหลัก โดยปัจจุบันสินค้าที่มีการลงโฆษณามากที่สุด คือ กลุ่มไอที-สื่อสาร กลุ่มการศึกษา รถยนต์ ท่องเที่ยว ขณะที่รูปแบบการโฆษณาจากที่เป็นแบนเนอร์อย่างเดียวเริ่มมีลักษณะกิจกรรมร่วมหรือสปอนเซอร์มากขึ้น
โดยบริษัทจะเน้นการให้ข้อมูลแก่มีเดียเอเยนซี่เกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์มากขึ้น เพื่อที่จะแนะนำให้แก่ลูกค้าเห็นถึงประโยชน์เพราะคนขายโฆษณาเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าหาลูกค้า รวมทั้งจะมีทีมงานที่จะให้ข้อมูลแก่ลูกค้าเองโดยตรงควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้ สัดส่วนของตลาดโฆษณาออนไลน์ของไทยคิดเป็น 1% ของตลาดโฆษณาทั้งหมด ขณะที่ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 8%
นายกษมาซกล่าวอีกว่า ตลาดโฆษณาออนไลน์ปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโตประมาณ 40% ใกล้เคียงกับการเติบโตของรายได้เว็บสนุกดอทคอม ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าต้นปีที่คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตถึง 100% เพราะพิษทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้ลูกค้าบางส่วนเลื่อนหรือชะลอการตัดสินใจออกไป ขณะที่ปีหน้าคาดว่าน่าจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% แม้ตลาดโฆษณาโดยรวมอาจจะลดลงก็ตาม แต่ทั้งนี้ต้องรอดูสถานการณ์ในช่วง 1-2 เดือนนี้อีกครั้งหนึ่ง
ด้านนางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการธุรกิจออนไลน์ ไมโครซอฟท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง ประเทศไทยกล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าของสินค้าหันมาใช้โฆษณาทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะต้องการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ วัดผลได้ และอาจไม่สามารถทุ่มเงินลงสื่อแมสได้มากนัก โดยไมโครซอฟท์เองปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทั้ง MSN, Hotmail ประมาณ 9 ล้านราย มีการเติบโตของรายได้จากโฆษณาเฉลี่ยเดือนละ 30% จากปี 2550 ที่เติบโตประมาณ 20% เพราะลูกค้าบางส่วนตัดงบฯสื่อแมสและหันมาใช้โฆษณาออนไลน์มากขึ้น และแนวโน้มปีหน้าโฆษณาออนไลน์จะมากขึ้นและจะเริ่มอยู่บนมือถือด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนโฆษณาออนไลน์ในเมืองไทยมีเพียง 1-2% ของมูลค่าตลาดโฆษณา 8 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจที่นิยมลงโฆษณา คือ กลุ่มสื่อสาร สินค้าคอนซูเมอร์ และกลุ่มธุรกิจการเดินทางท่องเที่ยว ขณะที่ปีหน้าเชื่อว่าตลาดยังคงเติบโตเพราะการทำธุรกิจของหลายบริษัทต่างๆ มีการลงทุนไปแล้วก็ต้องอาศัยการโฆษณาเข้ามาช่วยเสริม
"โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มคอนซูเมอร์ที่ปีนี้มีการลงโฆษณาออนไลน์เพิ่มขึ้น 25-30% เพราะเล็งเห็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต แม้ว่าปัจจุบันงบฯโฆษณาออนไลน์ของบริษัทต่างๆ ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 2% ของงบฯโฆษณาที่องค์กรตั้งไว้ก็ตาม"
ขณะที่นางดรรชนีพร พฤกษ์วัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาดหลักของอินเทลใน ปีหน้าจะเน้นใช้ออนไลน์มาร์เก็ตติ้งในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง การสร้างความ สัมพันธ์กับลูกค้า และการทำตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งกทม.และต่างจังหวัด โดยได้เพิ่มสัดส่วนของงบฯโฆษณาออนไลน์เป็น 30% จากปัจจุบันมีประมาณ 20% ของงบฯการตลาด โดยปีหน้ามีแผนที่จะลงโฆษณาบนไฮ-ไฟด้วย
"ออนไลน์มาร์เก็ตติ้งถือเป็นกลยุทธ์หลักของอินเทลทั้งในและต่างประเทศ เพราะส่วนหนึ่งจากสภาพวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทปรับกลยุทธ์มาใช้สื่อออนไลน์เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงที่สุด แต่ก็ยังคงต้องใช้สื่ออื่นเสริมด้วย"
นางนพวรรณ โชติภาวัต รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท โซนี่ไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทไซนี่ไทยได้เข้ามาใช้สื่อด้านออนไลน์อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2550 เนื่องจากมองว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทที่เป็นวัยรุ่นมีการใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ขณะที่เด็กรุ่นใหม่จะไม่อ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือ พิมพ์หรือแมกาซีน แต่จะเล่นอินเทอร์เน็ตทุกวันทำให้ตอนนี้โซนี่จะมีการเลือกใช้ สื่อออนไลน์ในเกือบทุกตัวโปรดักต์และ แคมเปญ และบางสินค้าก็เลือกใช้สื่อออนไลน์อย่างเดียว เช่น หูฟังบลูทูท วิทยุ วอล์กแมน เพราะกลุ่มเป้าหมายของสินค้าคือเด็กวัยรุ่น แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทีวีบราเวีย ก็จะใช้ควบคู่กันทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำงาน
ผลตอบรับของการใช้สื่อออนไลน์ คือสามารถสื่อตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่ผลตอบรับในแง่ของยอดขายที่เกิดขึ้นก็ยังสู้ สื่อออฟไลน์อย่างทีวีและหนังสือพิมพ์ไม่ได้ แต่ด้วยสื่อออนไลน์นั้นมีต้นทุนไม่สูง ดังนั้นด้วยเม็ดเงินที่ลงไปจึงถือว่าคุ้มค่า
บริษัทให้ความสำคัญและเพิ่มบทบาทของการใช้สื่ออนไลน์มากขึ้น เพราะแนวโน้มของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้บริษัทได้มีการตั้งทีมเพื่อมาดูแลด้านมาร์เก็ตติ้งออนไลน์โดยตรง ทั้งนี้เพราะการทำแคมเปญหรือโฆษณาบนออนไลน์นั้นจะแตกต่างจากออฟไลน์ ต้องมีกิจกรรมที่อินเตอร์แอ็กเพื่อที่จะดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาคลิก อย่างไรก็ตามในการตลาดของบริษัทยังใช้การผสมผสานระหว่างสื่อออนไลน์ ทีวี และหนังสือพิมพ์
โดยการใช้งบฯในสื่อออนไลน์เพิ่มสัดส่วนมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ไม่มากจากงบฯการตลาดของบริษัท 1,200 ล้านบาท เนื่องจากสื่อออนไลน์มีต้นทุนที่ ไม่สูง แต่ในบางกลุ่มสินค้าอย่างบลูทูทและ วอล์กแมนงบฯส่วนใหญ่กว่า 80% ก็จะใช้กับสื่อออนไลน์เป็นหลัก |