|
เปิดตัว "อลัน เซ็ดจีห์" แม่ทัพ "เอชพีไทย" ยุคตลาดชะลอตัว |
|
|
|
|
จันทร์, 08 ธันวาคม 2008 |
สัมภาษณ์
1 พ.ย.2551 ถือเป็นวันที่บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอชพี มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากจะเป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ยังถือเป็นวันเริ่มต้นการทำงานของ"อลัน เซ็ดจีห์" ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โซลูชั่นส์ กรุ๊ป (ทีเอสจี) คนใหม่ของบริษัทที่มาแทน "สรรพัชญ โสภณ" ซึ่งได้ลาออกไปพักผ่อน
ถือเป็นงานที่ท้าทายและไม่ธรรมดาในการพาเอชพีประเทศไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว สมทบด้วยปัญหาการเมืองไทยที่ดีกรีร้อนแรงอยู่ทุกขณะ และยังไม่นับรวมถึงมู้ดของคอนซูเมอร์และคอร์ปอเรตที่ไร้อารมณ์จับจ่าย
ด้วยความรู้ด้านไอทีบวกประสบการณ์การทำงานกับบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ "เอสเอพี" มานานกว่า 10 ปี ทำให้อลัน เชื่อว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น
"อลัน เซ็ดจีห์" กรรมการผู้จัดการคนใหม่ของ "เอชพี" ประเทศไทย วางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปีหน้าด้วยการโฟกัสที่ความต้องการของลูกค้า เน้นผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่นที่หลากหลายด้วยการร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคู่ค้าอย่างใกล้ชิด
ข้อได้เปรียบของเอชพี คือ การมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในทุกกลุ่มธุรกิจ เสนอสินค้าเป็นโซลูชั่นไม่ใช่ขายแต่ฮาร์ดแวร์หรือโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวเหมือน คู่แข่งรายอื่น และให้บริการความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกค้า ทำให้เอชพีสามารถที่จะเติบโตได้
สิ้นปีที่ผ่านมา (30 พ.ย.2551) เอชพีมีรายได้ทั่วโลก 118.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปี 2007 มาจากกลุ่มสินค้าพีเอสจี (เพอร์ซันนอลซิสเต็ม) 36% ไอพีจี (กลุ่มธุรกิจภาพและการพิมพ์) 25% ธุรกิจบริการ 19% เอ็นเตอร์ไพรส์ สตอเรจเซิร์ฟเวอร์ 16% และในปี 2009 ตั้งเป้ารายได้ 127.5-130 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ในปีหน้าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเอชพี คือการเข้าสู่ธุรกิจเอาต์ซอร์ซอย่างเต็มตัว จากการที่เอชพีได้เข้าซื้อกิจการอีดีเอส" มาเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดย "อีดีเอส" จะเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ของเอชพี และจะกลายเป็นเสาหลักทางธุรกิจใหม่ มีสถานะเทียบเท่ากลุ่มไอพีจี, ทีเอสจีหรือพีเอสจีที่มีมานานของเอชพี
"เอชพีควบอีดีเอสเพราะเอชพีต้องการขยายบทบาทในธุรกิจเอาต์ซอร์ซมากขึ้น และการควบรวมกิจการกันทำให้เอชพีกลายเป็นที่หนึ่งในธุรกิจนี้ รวมถึงจะเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนเอชพีฝ่าวิกฤตปัจจุบัน" เอ็มดีคนใหม่กล่าว
การควบรวมครั้งนี้ช่วยให้เอชพีมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าของอีดีเอสมากขึ้น เพราะ อีดีเอสมีลูกค้าระดับท็อปกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนที่ทับซ้อนกับลูกค้าของเอชพีมีเพียง 30% เท่านั้น จึงยังมีช่องว่างและโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ารายใหญ่ของอีดีเอสได้อีกมาก
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจอีดีเอสจะเน้นการเอาต์ซอร์ซบริการด้านไอที และ BPO (business process outsourcing) เป็นหลัก โดยอีดีเอสในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการหาผู้จัดการทั่วไป พร้อมกับการย้ายทีมงานเอาต์ซอร์ซจากที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของทีเอสจีมาอยู่ภายใต้ชายคากลุ่มธุรกิจอีดีเอส รวมถึงการย้าย ลูกค้าเอาต์ซอร์ซที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ฮัทช์, ไอทีวัน, ไทยซัมมิท เป็นต้น มาอยู่ในความดูแลของกลุ่มธุรกิจอีดีเอส
ผลที่เกิดขึ้น คือ เอชพีต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่ ลดส่วนงานที่ซ้ำซ้อนลงเพื่อบูรณาการการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการลดพนักงานบางส่วนโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐและยุโรป ซึ่งอีดีเอส มีตลาดที่แข็งแกร่งมานานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของ เอชพีทั่วโลก 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2009
นอกจากนี้ เอชพียังมีแผนลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การเดินทางที่ไม่สำคัญ การระมัดะวังด้านการจ้างงานมากขึ้น และนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อปรับตัวรับมือวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม "อลัน" ยืนยันว่า สำหรับเอชพี ประเทศไทย ไม่มีแผนที่จะปรับลดคนเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่การลดจำนวนพนักงานจะคำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่า โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป
นอกจากนี้ เอ็มดีใหม่ของเอชพียืนยันว่า แม้ปัจจุบันการทำธุรกิจต้องเผชิญปัญหามากมาย จากที่บริษัททั่วโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายและหนักหนาของทุกบริษัทที่ทำธุรกิจ แต่ตนมองว่าบนความท้าทายยังมีโอกาสอยู่ และเอชพีเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง มีสถานะทางการเงินที่แข็งแรง มีโซลูชั่นต่างๆ ตอบโจทย์ คาดว่าจะสามารถเข้าบุกตลาดเพื่อแย่งชิงมาร์เก็ตแชร์ของคู่แข่งได้มากขึ้น
"ช่วงท้าทายทางเศรษฐกิจไม่ใช่การหยุดการลงทุน แต่องค์กรต้องลงทุนอย่าง ฉลาด องค์กรต้องมองการณ์ไกล business technology ยังเป็นคอนเซ็ปต์ที่เอชพีจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้แต่ละองค์กรโตได้ มีประสิทธิภาพในการทำงาน และวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม" |