‘บิ๊กทุนไทย’ รุกหน้าร้านออนไลน์

Posted on Posted in Digital Marketing

'บิ๊กทุนไทย' รุกหน้าร้านออนไลน์

 

ยุค Internet of things ผู้บริโภคจดจ่อออนไลน์ การค้าพึ่งพา “อี-คอมเมิร์ซ” ถึงเวลาบิ๊กธุรกิจไทย เปิดเกมรบระลอกใหญ่ รุกหน้าร้านออนไลน์

 

 

อินเทอร์เน็ต เปลี่ยนเกมธุรกิจ..!!

พรมแดนทั่วโลกถูกทลายลง จากการเข้าถึง “อินเทอร์เน็ต” ส่งผลให้ผู้บริโภคยุคนี้ รับรู้ข้อมูลข่าวสารขนาด“มหึมา”(Big Data) ข้ามโลกได้โดยง่าย ในเวลาแสนสั้น 

ไม่แปลกที่พวกเขาจะ “ฉลาด” รู้เท่าทันแบรนด์

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะพลิกพฤติกรรมบริโภคแล้ว ในทางกลับกันข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค “เชิงลึก” (Insight) ผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร (Device) ชนิดวินาทีต่อวินาที (Real time) 

นำมาซึ่งการ “ปรับเกมรบ” ธุรกิจแบบยิงตรงถึงความต้องการผู้บริโภครายบุคคล 

ขณะที่รูปแบบการค้าเริ่มขยับจากหน้าร้านออฟไลน์ สู่ “ร้านค้าออนไลน์” มากขึ้น

ไม่เว้น บิ๊กเนมสินค้าอุปโภค-บริโภค และค้าปลีกไทย ที่เห็นว่าเคลื่อนไหวชัด 

จันทรา บูรณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ฉายภาพ “การค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในไทย" ว่า 1 ใน 3 ของประชากรไทย หรือกว่า 20 ล้านคน ต่อสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ 65 ล้านคน เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกรรมนี้ 

ขณะที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของไทย ยังติดอันดับ 7 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

เหล่านี้ล้วนมีผลทำให้การซื้อขายผ่านออนไลน์ในไทย “เติบโตก้าวกระโดด” ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า 8 หมื่นล้านบาท กลายเป็น “ขุมทรัพย์” ใหม่ ที่จะ“ติดสปีด”สร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต

โดยเครือสหพัฒน์ เบอร์1ธุรกิจอุปโภค-บริโภคของไทย รายได้กว่า 2 แสนล้านต่อปี ได้ขยายเครือข่าย “การจำหน่ายสินค้า” สู่ระบบอินเทอร์เน็ต ผ่านโครงการไทยแลนด์เบสท์ www.thailandbest.in.th นอกเหนือจากช่องทางเดิมๆ ผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ร้านรวงต่างๆ

แผนธุรกิจดังกล่าว ยังสอดคล้องยังโหนนโยบายรัฐ ที่ต้องการสร้าง “เศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy) ปั้นไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านไอทีให้เร็วที่สุด ทำให้  74,200 หมู่บ้านทั่วไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสชอปปิงออนไลน์ตามมา

ปัจจุบันเครือสหพัฒน์จำหน่ายสินค้า 9 รายการผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว เช่น อาหารและเครื่องดื่ม,เครื่องใช้ภายในบ้าน, แฟชั่น, สุขภาพและความงาม, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และยังเปิดทางให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มาทำตลาด

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ บอกไว้ว่า ดิจิทัลมาเร็ว หากไม่ขยายช่องทางนี้ย่อมเสียโอกาส ปีนี้จึงเป็นจังหวะดีที่บริษัทจะ โปรโมท การค้าออนไลน์ ขานรับนโยบายภาครัฐ จะมีส่วนช่วยให้ตลาด “เติบโตเร็ว”

โดยเขาระบุว่า ระยะแรกของการรุกตลาด สิ่งสำคัญที่สุดต้องสร้าง ความไว้วางใจ ในการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภค เพราะปัจจุบันเว็บไซต์มีมากมาย ดังนั้นการคาดหวังยอดขายช่วงสตาร์ทจึงลำบาก

ย่างเข้าขวบปี 70 ของกลุ่มเซ็นทรัล ค้าปลีกเบอร์ 1 ของไทย เป็นอีกธุรกิจที่เห็นการชักธงรบรุกออนไลน์เต็มสูบ หลังซื้อกิจการหน้าร้านออนไลน์ซาโลร่า(ZALORA) ชอปปิงออนไลน์ด้านสินค้าแฟชั่นอันดับต้นในไทยมาหมาดๆ เพื่อปูทางสู่การมีช่องทางจำหน่ายเป็น“Omni Channel”หลอมรวมทุกช่องทางการค้าออนไลน์ ออฟไลน์ เป็นหนึ่งเดียวในอนาคต 

โดยจะทำให้ร้านค้ามองลูกค้าได้ทั่วถึง หยิบซื้อสินค้าอะไร จากช่องทางไหน ทุกช่องทางขายของกลุ่มเซ็นทรัลจะเห็นพร้อมกันหมด มีระบบสต๊อกมองเห็นทั่วถึงกันทั้งการค้าบนออนไลน์ และออฟไลน์

กลุ่มเซ็นทรัลยัง ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจออนไลน์เป็น 10% ภายในปี 2563 การจัดทัพธุรกิจออนไลน์ครั้งใหม่ของกลุ่มจึงเกิดขึ้น “ธรรม์ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส-ออนไลน์ บริษัท ซีโอแอล จำกัด(มหาชน)ในเครือเซ็นทรัล เล่าแผนธุรกิจและขยายความว่า 

ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ตั้ง “กลุ่มธุรกิจออนไลน์” ขึ้นมา เพื่อผนึกกำลัง (Synergy) ทั้งเครือ 

โดยซีโอแอล จะเป็น แกนกลาง” สร้างแพลทฟอร์มออนไลน์ วางระบบไอทีให้แกร่ง วางกลยุทธ์ และดึงการปฏิบัติงานที่ดี (Best practice)มาใช้ เพื่อให้แต่ละหน่วยธุรกิจ(BU)ไปปั๊มยอดขายกันเอง

ส่วนการลงทุนยังเป็นไปตามเปอร์เซ็นต์ของตลาด แต่มีความจำเป็นต้องทำให้ดี เพราะชอปปิงออนไลน์ ถ้าลูกค้ามาสัมผัสใช้บริการ “ครั้งแรก” แล้วไม่ปลื้ม ! จะไม่กลับมาอีก ต่างจากช่องทางออฟไลน์ บางครั้งเกลียดแค่ไหนก็ยังต้องไป

ออฟไลน์ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์การค้า เกลียดแค่ไหนก็ต้องไป เพราะใกล้บ้าน เน้นสะดวก แต่ออนไลน์ลูกค้าสวิตช์(เปลี่ยน)เว็บง่าย

“ธรรม์” ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเซ็นทรัล ก็ยังไม่สร้างการรับรู้ด้านชอปปิงออนไลน์เชิงรุกมากนัก ขอจัดการหลังบ้านให้เรียบร้อยก่อน 

เรามีชื่อแบรนด์เซ็นทรัล สร้างมา 70 ปี ไม่อยากเสียแบรนด์ถ้ายังไม่พร้อม ต้องรักษาชื่อเสียงไว้ ถ้าระบบ บริการยังไม่พร้อม 100% ก็ยังไม่อยากทำ

หากเซ็นทรัลเป็นออมนิชาแนลได้เมื่อไหร่ ผู้บริโภคจะหลั่งไหลไปซื้อช่องทางการค้าใด ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

ถ้ามองลูกค้าคนเดียวกัน ผมไม่สนใจว่าเขาจะซื้อออนไลน์หรือออฟไลน์” สุดท้ายรายยังอยู่กับเครือ

ข้อกังวลว่าออนไลน์จะมีบทบาทในอนาคต จนทำลายช่องทางออฟไลน์เหมือนต่างแดน 

ธรรม์ กลับเห็นตรงข้าม

ไลฟ์สไตล์คนไทย มองห้างเป็นบ้านหลังที่ ซึ่งประเทศอื่นอาจไม่ใช่” 

ไม่เพียงเซ็นทรัลรุกออนไลน์ แต่มีผู้เล่นรายใหญ่มากมายเท่าไหร่บนหน้าร้านอินเทอร์เน็ต ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยทำให้คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อมากขึ้น ขณะที่รายเล็กอย่างบรรดาสตาร์ทอัพที่ทำตลาดกันมาก เขามองว่า

เป็นการชกคนละเวที 

เขายังมองว่า การเข้ามารุกธุรกิจออนไลน์ของยักษ์ใหญ่ มองได้ 2 มิติ คือ 

ตื่นกลัว” และ “ตื่นตัว” และ 2.มีคำสั่งจากบริษัทแม่ในต่างแดนว่า แผนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ“ต้องทำ”

ทว่า การเป็นยักษ์ใหญ่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะข้อเสียคือใหญ่แล้วขับเคลื่อนช้า ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แผนธุรกิจที่จะยุ่งยากเยอะกว่าคนอื่น 

ถามว่าอนาคตธุรกิจออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลหน้าตาจะเป็นอย่างไร “ธรรม์” ย้ำชัดว่า

เราไม่อยากเป็นเหมือนใคร เพราะไม่มีใครเป็นออมนิชาเนล สมบูรณ์แบบ ชัดเจน ในโลกมีอเมซอน(Amazon)อีเบย์(Ebay)แต่ก็เป็นออนไลน์อย่างเดียว ส่วนห้างค้าปลีกและออนไลน์อย่าง John Lewis ของอังกฤษ หรือ Nordstrom ของสหรัฐ ก็คงไม่ใช่  

อีกค่ายยักษ์ที่รุกธุรกิจออนไลน์ คือ ไทยเจริญ คอร์ปอเรชั่น (ทีซีซีกรุ๊ป) ของเจริญ สิริวัฒนภักดี โดยในส่วนของธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค ภายใต้บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)  

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC เขยเล็กของเจริญ เล่าว่า กำลังสร้างโมเดลธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน “Single Platform” เชื่อมช่องทางการค้าต่างๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทั้งอาเซียน

นอกจากช่องทางจำหน่ายและกระจายสินค้าที่เป็นหน้าร้านแล้ว ออนไลน์ www.bjcmart.com ก็เป็นช่องทางล่าสุดที่รวบรวมสินค้าอุปโภคบริโภคขายใน“ราคาโรงงาน”ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค หนังสือก็มี www.asiabooks.com และที่ได้มาหมาดๆคือ www.bigc.co.th และอีคอมเมิร์ซระดับโลกนามไทย(โดเมน)www.cdiscount.co.th ซึ่งพ่วงมาหลังทีซีซี กรุ๊ป ทุ่มเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ซื้อห้างโมเดิร์นเทรด บิ๊กซี ในไทย

การวางรากฐานที่ดีของออนไลน์และออฟไลน์ของบิ๊กซีจะช่วยทำให้ภาพการเป็นออมนิชาเนลของบีเจซี ชัดขึ้น

จะเพิ่มทุกช่องทางจำหน่าย เพราะการสร้างแพลตฟอร์มเดียว ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายสาธารณูปโภคหรือMarket infrastructureในการกระจายสินค้า เราต้องมองทุกช่องทาง

ฟากของธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับเพชร “ยูบิลลี่” โดยอัญรัตน์ พรประกฤตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด(มหาชน) ก็รุกออนไลน์เช่นกัน เธอเล่าว่า ปลายปีนี้จะได้วงการเครื่องประดับเพชรจะได้เห็นแพลทฟอร์มออนไลน์แบบใหม่ “เจ้าแรก” เพื่อจำหน่ายเครื่องประดับหรูจากยูบิลลี่ 50,000-60,000รายการ (SKU) ราคาขายตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหลายล้านบาท

“โลกดิจิทัล ทำให้ธุรกิจเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำออนไลน์ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคต้องการเข้าถึงสินค้าโดยง่าย คนอยู่กับสมาร์ทโฟนตลอด"

———————————-

เทสโก้ฯออนไลน์ โต100% ไม่พอ

“วรรณา สวัสดิกูล” ประธานกรรมการบริหารฝ่ายธุรกิจออนไลน์ เทสโก้ โลตัส บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประชากรไทย 38 ล้านคน หรือคิดเป็น 56% ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต และซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากถึง 23 ล้านคน คิดเป็น 3.8% ของตลาดค้าปลีกโดยรวม

ทว่า แนวโน้มยังน่าสนใจ เมื่อคาดการณ์ใน 8 ปีข้างหน้า สัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์จะเพิ่มเป็น 15% ของตลาดค้าปลีกรวม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากเทสโก้ โลตัส เพราะยอดขายแต่ละปีเรียกว่าเติบโตหลัก “100%” หรือราว3-4เท่าตัวทุกปีตั้งแต่รุกตลาดประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา

วรรณา ยังบอกว่า การแข่งขันในตลาดนี้ ไม่ได้วัดกันแค่โปรโมชั่นหั่นราคา แต่ “ความชันของกราฟ” เกิดจากลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อป และผู้ประกอบการเห็นโอกาสของขุมทรัพย์ที่มีอยู่ จึงลงทุนทำให้ตลาดเติบโต

“ตลาดออนไลน์ยังเล็ก ทำให้ผู้ประกอบการต้องการทำให้ลูกค้าลองมาช้อปครั้งแรก เพื่อหวังให้เกิดการซื้อซ้ำต่อไป” เพราะโอกาสมีมหาศาล การตั้งเป้าหมายของวรรณา จึงไม่ใช่แค่ยึดเป้าองค์กรโตหลัก100% 

"เป้าขององค์กรคือโต 100% แต่เป้าของพี่จะเยอะกว่าปกติ โตแค่100%ไม่พอ..!!!

 ———————————- 

อีคอมเมิร์ซโลก

“Burn Money ซื้อพฤติกรรม

 

การเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ ถ้าอยากชนะ ต้องมีเงินเยอะ..มหาศาล!” 

ภาพสมรภูมิอีคอมเมิร์ซโลก ที่กูรูดิจิทัล ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชำแหละ

ใช้เงินทุนมาก เพราะการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี สร้างแพลทฟอร์ม ระบบคลังสินค้า ระบบโลจิสติกส์ต่างๆ รวมถึงการระดมคนเก่งร่วมทีม จนเกิดสงคราม “แย่งทุนมนุษย์” ในวงการไอที

ส่วนใช้เงินก้อนโตขนาดไหน เขาระบุถึงขั้นเผาเงินทิ้ง หรือ Burn money 

เมื่อร้านค้าอีคอมเมิร์ซเริ่มทำตลาด สิ่งที่ผู้ประกอบการมักทำคือใช้เงินมหาศาลซื้อสื่อโฆษณา เพื่อดึงผู้คนเข้าเว็บไซต์ของตัวเองให้มากที่สุด 

จนเกิดเป็นพฤติกรรมชอปปิงออนไลน์

เมื่อมีผู้บุกเบิก ก็มี “ผู้เล่นหน้าใหม่” ตามมา และเล่นเกมเดียวกัน สงครามราคา จึงเกิดขึ้น การลดราคาสินค้าให้ต่ำ ทำโปรโมชั่นมากมาย เพื่อให้เกิดการ ซื้อ” 

เหล่านี้เป็นการเผาเงินมหาศาลเพื่อสร้างการเติบโต

“การทำให้ตัวเองเติบโตมากสุดออเดอร์ (คำสั่งซื้อ) มากสุด เพื่อให้เกิดยอดขายบนแพลตฟอร์มนั้นๆ(GMV:Gross Merchandise Value) คือการใช้เงินมหาศาลในการซื้อโฆษณา ใช้เงินมหาศาลในการทำราคาให้ต่ำกว่าตลาด” นี่คือสถานการณ์สงครามราคาและโปรโมชั่นที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ผลลัพธ์ คือทุกออเดอร์ที่ขายออกไป ขาดทุนยับ ตัวอย่างยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซระดับโลกที่เผาเงินทิ้ง เห็นได้จากผลประกอบในปี 2015 ลาซาด้ายอดขาย 1,300 ล้านดอลลาร์ แต่กำไรติดลบมหาศาล ซาโลร่า ก็เช่นกัน

“ภาวุธ” ยังเล่าว่า อินเดียเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่มาก รองจากจีน แต่การแข่งขันโหด มาก จาก 3 เจ้าใหญ่ทั้งอเมซอน (www.amazon.com) แสน็ปดีล (www.snapdeal.com)และฟลิปคาร์ท (www.flipkart.com) ยังมีอีคอมเมิร์ซด้านแฟชั่นยักษ์ใหญ่มินทรา (www.myntra.com) ทุกค่ายต่างอัดเงินเข้าไปในตลาดเพื่อสร้างการเติบโต 

มันคือการแข่งขันระหว่างใหญ่กับใหญ่เขาเล่า และขยายความว่า 

ทุกๆ 1 รูปีที่แต่ละเจ้าทุ่มตลาดไป จะสูญเสีย 2.23 รูปี ได้มาไม่เท่ากับขาดทุน ถึงบอกว่า ศึกของอีคอมเมิร์ซในต่างประเทศหนักมาก แต่ไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น 

เกิดคำถามตามมาว่า ธุรกิจเหล่านี้จะขาดทุนหนักไปนานแค่ไหน  

คำตอบขึ้นอยู่กับ “สายป่าน” หรือเงินทุน นั่นเอง 

“2 ปีที่ผ่านมาเกิดฟองสบู่ในฝั่งผู้ให้บริการ ทุกรายเผาเงินเพื่อโต บริษัทแรก เบิร์นเงินและคาดว่า3ปี จะมีกำไร ธุรกิจกำลังจะสวย แต่ดันมีเจ้าที่2เข้ามาในตลาด ก็เผาเงินอีก กลายเป็นเจ้าแรกหลุดออกนอกตลาดไปแล้ว และมีเจ้า3เข้ามาเรื่อยๆ คนเข้ามาทีหลังได้เปรียบ เพราะคนแรกกระสุนหมดออกจากตลาดไปแล้ว ใครมีเงินหนากว่า สามารถอยู่ได้ยั่งยืน จะเป็นผู้ชนะอย่างถาวร”

ด้วยเหตุนี้ เกมชนะธุรกิจออนไลน์ ทั่วโลกจึงอยู่ในมือรายใหญ่

 

โดย : สาวิตรี รินวงษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

fourteen − four =