สงครามชอปปิงออนไลน์เดือด !!

Posted on Posted in Digital Marketing

สงครามชอปปิงออนไลน์เดือด !!

 

ชอปปิงออนไลน์ ในเมืองไทยช่วง 2-3 ปีที่่ผ่านมาอาจจะเป็นแค่เพียงการทดลองตลาด เพราะด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ก้าวไปไหน ประกอบกับความมั่นใจในการซื้อขายผ่านช่องทางนี้ยังค่อนข้างน้อย ทำให้ชอปปิงออนไลน์ยังค่อยๆ เดินแบบระมัดระวัง

 

 

แต่สำหรับในปี 2016 นี้ ผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ เริ่มหันมาจริงจังกับการทำตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ รวมไปถึงการพัฒนช่องทางการชำระเงิน ในขณะที่องค์ประกอบสำคัญอย่างเครือข่ายโทรคมนาคมเรียกได้ว่ามีความพร้อมเต็มที่โดยเฉพาะการมาของ 4G ถือเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างรวด เร็ว เพราะในปัจจุบันพบว่าผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ
       
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA ประเมินว่า แนวโน้มมูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2558 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น 2,107,692.88 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าขายจากผู้ประกอบการ B2B จำนวน 1,230,160.23 ล้านบาท (58.32 %) มูลค่าขายจากผู้ประกอบการ B2C จำนวน 474,648.91 ล้านบาท (22.57 %) และมูลค่าขายจากผู้ประกอบการ B2G จำนวน 402,883.74 ล้านบาท (19.11 %)
       
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการคาดว่ามูลค่าในปี 2558 มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หมวดอุตสาหกรรมการให้บริการที่พักและอาหาร 658,909.76 ล้านบาท (38.4 %) หมวดอุตสาหกรรมการผลิต 350,286.83 ล้านบาท (20.4 %) หมวดอุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง 325,077.48 ล้านบาท (19.0 %) ส่วนมูลค่าการขายจากผู้ประกอบการ B2C ในปี 2558 เติบโตเพิ่มขึ้นจาก ปี 2557 คิดเป็น 15.29 % และมูลค่าการขายจากผู้ประกอบการ B2G ในปี 2558 เติบโตเพิ่มขึ้นจาก ปี 2557 คิดเป็น 3.96% มีเพียงมูลค่าขายจากผู้ประกอบการ B2B ในปี 2558 ที่หดตัวลงจาก ปี 2557 เพียงเล็กน้อย คิดเป็น 0.34 % ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองโดยมีผู้สนใจลงทุนค้าขายรวมถึงใช้บริการในปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
       
สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นในด้านการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ รวมไปถึงการที่นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ในอนาคตธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังคงมีแนวโน้มเติบโตไปได้อย่างมากขึ้น รวมไปถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต จะเป็นส่วนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในประเทศที่จะเข้าสู่การค้าขายแบบออนไลน์ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคให้มีช่องทางเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย ทุกที่ทุกเวลา
       
***พร้อมทำตลาดเต็มรูปแบบเอาใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย 
       
ลาซาด้า ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่เตรียมที่จะลงทุนในด้านต่างๆ เพิ่มเติม โดย อเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัทลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า ลาซาด้าพร้อมลงทุนในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากลงทุนในคลังสินค้า ทั้งการจัดการสต็อกให้มีระบบที่มีการกระจายออกไปยังศูนย์ต่างๆ ให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี ควบคู่กันไปด้วย และเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าเป็น17,000 ตารางเมตรพร้อมเพิ่มพาร์ทเนอร์ 1 รายเป็น 8 รายในปีนี้
       
ปัจจุบันตลาดมีการแข่งขันกันสูงมาก เพราะคนต้องการสินค้าราคาถูก สะดวกสบาย จึงเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการเข้ามาเลือกซื้อ ซึ่งในปีนี้จะมี 3 ความท้าทายใหม่ และเป็นการเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ซที่เต็มรูปแบบอย่างแท้จริง ประกอบไปด้วย 1.Payment หรือระบบการชำระเงิน 2.Logistic การขนส่งสินค้า และ 3.ความเข้าใจในการซื้อของออนไลน์ ของผู้ซื้อ – ผู้ขาย ซึ่งตลาดของอีคอมเมิร์ซในปีนี้จะมีผู้เล่นเป็นจำนวนมาก คาดว่าอีคอมเมิร์ซในไทยจะโต 30-40% แต่ลาซาด้าคาดว่าจะเติบโตมากกว่าตลาด
       
'อีคอมเมิร์ซไทยกำลังจะเปลี่ยนรูปแบบ ทำให้ผู้เล่นบางรายในตลาดอาจจะต้องตายไป แต่การลงทุนในตลาดอีคอมเมิร์ซนั้นจะทำให้ตลาดแข็งแกร่งมากขึ้น โดยการซื้อขายออนไลน์แบบ B2C ถือว่าเป็นการตอบโจทย์มากที่สุด และเป็นทิศทางของตลาดในอนาคต เพราะขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นโลคอลแบรนด์หรืออินเตอร์แบรนด์ก็เข้ามาเล่นตลาดนี้'
       
อเล็กแซนดรอ กล่าวว่า ในปีนี้ลาซาด้ามีเป้าหมายที่จะเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างขึ้น เน้นลูกค้าที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และจะเพิ่มประสบการณ์กับผู้บริโภคผ่านทางโมบายแอป และเปิดโอกาสให้ผู้ขายให้สามารถลิสต์ผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มของลาซาด้าเจาะตลาดในต่างจังหวัด โดยจะส่งคนเข้าไปดูแลตามตลาดต่างๆ มากขึ้น อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลเเรื่องผู้ขายหน้าใหม่ ภายใน 60 วันตั้งแต่เริ่มนำสินค้าเข้ามาขาย
       
ในส่วนของผู้ซื้อนั้นจะช่วยให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น เข้ามาซื้อของได้มากขึ้น และนำสินค้าที่มีขายในกรุงเทพฯกระจายไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าที่มีขายเฉพาะในกรุงเทพฯได้อย่างง่ายดาย ลาซาด้ามีความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม ไลฟ์สไตล์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ แฟชัน ความงามขายดีมากในตลาดไทยเมื่อเทียบกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมียอดการสั่งซื้อสูงในหมวดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เครื่องสำอาง นาฬิกา เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ตามลำดับ
       
นอกจากนี้ยังมีลาซาด้า มาร์เก็ตเพลส เป็นแพลตฟอร์มการขายสินค้าออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง ได้มีหน้าร้านเพื่อจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยลาซาด้าทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการแก่ผู้ค้าชาวไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับรายการสั่งซื้อสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงหน้าประตูผู้บริโภค รวมไปถึงการเข้าถึงศูนย์ข้อมูลของลาซาด้าโดยตรง เจ้าของธุรกิจจึงสามารถดูการวิเคราะห์โครงสร้างทางธุรกิจและรายงานผลประกอบการ เพื่อนำไปต่อยอดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี
       
ในปัจจุบันลาซาด้ามีผู้ค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มกว่า 8,400 รายและคาดว่าจะมีจำนวนผู้ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นลาซาด้าจึงได้ทำการสรรหาสินค้าที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นให้แก่ ผู้บริโภค การขยายโครงสร้างทางโลจิสติกส์ รวมไปถึงการเปิดให้บริการชำระเงินรูปแบบใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์ชอปปิ้งออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดบริการชำระเงินออนไลน์ helloPay ที่ช่วยให้การชอปปิงออนไลน์ง่ายขึ้นตอบโจทย์การใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน 4G
       
รวมทั้งบริการสำคัญอย่าง Fulfilment Center สำหรับผู้ค้าออนไลน์ โดยลาซาด้าจะทำหน้าที่เป็นคลังเก็บสินค้า ให้บริการแพ็กและจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค เพื่อลดเวลาในการดำเนินการของผู้ค้าชาวไทย รวมไปถึงการนำฟีเจอร์ Shop in Shop มาใส่ไว้ในแอปพลิเคชันของลาซาด้า เพื่อให้แบรนด์สินค้าสามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
       
'ยอดขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน คิดเป็น 60% ของยอดขายทั้งหมดในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้บริโภคเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่การชอปปิ้งออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น และมีผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลาซาด้าผ่าน แอนดรอยด์ หรือ ไอโอเอส กว่า 30 ล้านครั้งซึ่งลาซาด้าได้เตรียมเปิดหน่วยธุรกิจ LHQ เป็นหน่วยธุรกิจใหม่ที่จะเน้นการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันขึ้นมาโดยเฉพาะในช่วงกลางปีนี้' 

 

 

**ผู้เล่นในตลาดมาก ทางเลือกมาก ยิ่งชอปสนุก
       
ด้าน สืบสกล สกลสัตยาทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวถึงเทรนด์อีคอมเมิร์ซและพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ปัจจุบันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนสูงขึ้นกว่า 56% สะท้อนถึงตัวเลขของตลาดอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับเมืองไทยยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีกมาก แม้จะมีผู้ประกอบการหลายราย และมีผู้เล่นจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย จะส่งผลให้ตลาดอีมาร์เก็ตเพลสของไทยมีความคึกคัก มีการแข่งขันด้านการพัฒนาแพลตฟอร์ม การสร้างฟีเจอร์ สร้างประสบการณ์ให้โดนใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น
       
โดยการทำตลาดของ iTruemart.com และ WeLoveShopping ที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดย iTruemart.com มียอดออเดอร์เพิ่มขึ้นมากถึง 700 % ตั้งแต่เปิดตัวมา และได้ขยายธุรกิจเปิดให้บริการในประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปลายปี 2558 ขณะเดียวกัน WeLoveShopping มียอดออเดอร์เติบโตเกือบ 200 %ในไตรมาสสุดท้าย
       
ปัจจุบัน WeloveShopping มีจำนวนร้านค้ามากถึง 350,000 ร้านค้า ครอบคลุมการให้บริการ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ เตรียมลงทุนเพิ่มอีก 900 ล้านบาท สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์ม ฟีเจอร์และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้ขายและผู้ซื้อออนไลน์ เสริมด้วยทีมงานให้คำปรึกษาการสร้างระบบนิเวศน์การขายออนไลน์เพื่อสร้างโอกาสทาง ธุรกิจให้ร้านค้าและความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อมากยิ่งขึ้น
       
นอกจากจะโฟกัสในเรื่องการพัฒนาระบบและสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ แล้ว ยังคงมุ่งเน้นในเรื่องการซื้อขายในรูปแบบของ C2C โดยทุ่มงบลงทุนสูงถึง 900 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาแพลตฟอร์ม 2.ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน 3.การสื่อสารทางการตลาด 4.การขยายความร่วมมือกับพันธมิตร และ5.เพิ่มและพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ร้านค้า เพราะความสามารถในการแข่งขันธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อยู่ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มีความเข้าใจระบบ
       
สำหรับการทำตลาดในปีนี้นั้น WeLoveShopping จะจัด Road Show ไปตามหัวเมืองใหญ่ในแต่ละภาคเพื่อจัดกิจกรรมตลาดนัดออนไลน์ โดยเชิญชวนร้านค้ารายย่อยและออนไลน์ในจังหวัดนั้นมาออกบูท โดยมองว่าปัจจุบันนี้การทำธุรกิจจะต้องเชื่อมโยงกันทั้งออฟไลน์และออนไลน์
       
นอกจากนี้ WeLoveShopping จะพัฒนาแพลตฟอร์มร้านค้าให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่เริ่มต้นการซื้อขายจนถึงการขนส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อ โดยผู้ใช้บริการจะสามารถฝากสินค้าในคลัง Aden Fulfillment ที่ดูแลเรื่องการจัดเก็บ การแพ็กสินค้า และ การส่งสินค้า เพื่อประหยัดเวลาและลดต้นทุน โดยจะเลือกการชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง และแบบผ่อนชำระ 0% ผ่านระบบ TrueMoney
       
ปัจจุบัน WeLoveShoppingมียอดการสั่งซื้อสินค้าเฉลี่ย 7,000 รายการต่อวัน หมวดสินค้าที่มีการซื้อขายมากที่สุด 5 อันดับในปีที่ผ่านมา ได้แก่ 1.Gadget & Electronic 2.Beauty 3.Fashion 4.Mom & Kids และ 5.Life Style ซึ่ง 60% ของลูกค้า WeLoveShopping เป็นการซื้อสินค้าผ่านช่องทางมือถือ
       
สำหรับแนวทางที่จะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยหลักๆ คือ 1.การพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์ให้ลูกค้าเชื่อใจ เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง 2.ระบบการขนส่งที่รวดเร็ว และ ปลอดภัยยิ่งๆขึ้น ที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายภายในวันเดียวกันหรือวันรุ่งขึ้น 3.แนวทาง creativeในการจัดโปรโมชั่น พิเศษให้แบรนด์และผู้ประกอบการเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูสินค้าและต่อยอดการขายให้กับร้านค้าต่อไปอีกด้วย รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
       
การแข่งขันของตลาดอีคอมเมิร์ซในส่วนของชอปปิ้งออนไลน์ในปีนี้ น่าจะมีความสนุกและดุเดือดไม่แพ้ธุรกิจอื่นๆ เลยทีเดียว เพราะแต่ละรายต่างมีความพร้อมทั้งทางด้านการลงทุน กลยุทธ์การตลาด และจริงจังอย่างเต็มที่ในการเจาะถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ได้มากที่สุด แต่สำหรับใครจะอยู่หรือจะไปนั้นในนาทีนี้คงยังตอบไม่ได้ เพราะต้องให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกเอง และสุดท้ายผู้ให้บริการที่สตรองที่สุด จะเป็นผู้ที่สามารถยืนอยู่บนตลาดที่มีการแข่งขันและมีกำลังซื้อสูงได้อย่างยืนยาว 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

two × 1 =